เขาไม่อยากตาย เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ อายุยืนร้อยปี ไม่สิ แค่อายุยืนร้อยปียังไม่พอ!
โลกใบนี้ช่างงดงาม มีของอร่อยมากมาย มีผู้คนน่ารักมากมาย อีกทั้งเขายังมีพลังพิเศษ...
อย่างน้อยที่สุด เขาก็ต้องมีชีวิตถึงร้อยยี่สิบปี!
หลีชิงจื้อชอบผู้คนที่มีชีวิตอยู่รอบตัวเขา ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่เป็นภัยต่อชีวิตของเขา ต่อให้ไม่น่าคบหาสักเท่าไร เขาก็ไม่ถึงกับรังเกียจ
ตัวอย่างเช่นเหยาเจิ้นฟู่ เขาไม่ได้ชอบเหยาเจิ้นฟู่ แต่ก็มีเพียงเท่านั้น เขาไม่เคยคิดจะทำอะไรเหยาเจิ้นฟู่ เพราะเหยาเจิ้นฟู่ไม่มีทางเป็นภัยต่อความปลอดภัยในชีวิตของเขาได้
แต่หงฮุยต่างออกไป หงฮุยไม่เพียงมีเจตนาร้ายต่อเขา ยังลงมือกระทำจริงอีกด้วย นับตั้งแต่หงฮุยข่มขู่อู๋ไป๋ชวนให้ใส่ร้ายจินเสี่ยวเยี่ย หลีชิงจื้อก็จับตาดูหงฮุยมาโดยตลอด นอกจากให้อู๋ไป๋ชวนหาคนคอยเฝ้าดูหงฮุยแล้ว เขายังให้จูสวินเหมี่ยวจัดคนคอยติดตามหงฮุยอีกด้วย แม้คนเหล่านั้นจะไม่อาจรู้ว่าหงฮุยทำอะไรโดยละเอียด แต่ก็รู้ความเคลื่อนไหวคร่าว ๆ ของเขา
ตอนที่จวี่เหรินซุนเชิญผู้ว่าการจางมาเพื่อวางแผนใส่ร้ายเซี่ยนลิ่งโก่ว หงฮุยแทบจะไปพบจวี่เหรินซุนทุกวัน หลีชิงจื้อจึงคิดว่าสิ่งที่จวี่เหรินซุนกระทำ หงฮุยน่าจะรับรู้อยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่
หลังจากนั้น จวี่เหรินซุนหวังจับไก่แต่กลับเสียข้าวสาร ถึงขั้นต้องจบชีวิต แต่หงฮุยกลับแทบไม่ได้รับผลกระทบ หลีชิงจื้อจึงเห็นว่าอีกฝ่ายคงไม่หยุดก่อเรื่องง่าย ๆ
ด้วยเหตุนี้ คนของจูเฉียนจึงจับตาดูหงฮุยอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!
ก่อนสอบเซี่ยนซื่อ หลีชิงจื้อทราบว่าต้นฉบับที่ฝากไว้กับซิ่วไฉหลี่หายไป อีกทั้งยังสังเกตเห็นว่าฟางจื่อเจี้ยนมีท่าทีผิดปกติ เขาจึงพอจะคาดเดาอะไรได้อยู่บ้าง...และก็เป็นดังที่คิด คนที่คอยเฝ้าดูหงฮุยเคยเห็นหงฮุยติดต่อกับฟางจื่อเจี้ยน
ตอนนั้นเขากำลังยุ่งกับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเซี่ยนซื่อ จึงยังไม่จัดการเรื่องนี้ แต่ทันทีที่สอบเซี่ยนซื่อเสร็จ เขาก็เรียกคนที่ติดตามหงฮุยมาสอบถามทันที จากนั้นเขาก็ทราบว่าหงฮุยเชิญซิ่วไฉหลายคนมาจากเมืองเอก
หงฮุยต้องการก่อเรื่องบางอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นเรื่องใด... ส่วนใหญ่ก็คงเป็นการกล่าวหาว่าเขาทุจริตในการสอบเซี่ยนซื่อ วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบเซี่ยนซื่อ ทางที่ว่าการอำเภอต้องคึกคักเป็นอย่างมาก
หงฮุยอุตส่าห์สร้างเวทีให้เขาเรียบร้อยแล้ว เขาย่อมไม่มีทางไม่ไป แต่เด็กทั้งสามคนไม่ควรไปด้วย เพื่อจะได้ไม่ตกใจ
หลีชิงจื้อไม่ได้ปิดบัง เขาบอกการคาดเดาของตนให้จินเสี่ยวเยี่ยฟังทั้งหมด
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยฟังจบก็ตกใจ “เรื่องใหญ่ขนาดนี้... ท่านบอกใต้เท้าเซี่ยนลิ่งแล้วหรือยัง?”
“ยังเลย ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งงานยุ่งมาก เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่าน” หลีชิงจื้อกล่าว
“แล้วตอนนี้จะทำอย่างไร?” จินเสี่ยวเยี่ยถาม
“ง่ายมาก...” หลีชิงจื้อยิ้ม “เสี่ยวเยี่ย อีกเดี๋ยวเจ้าจะได้เห็นเองว่าสามีของเจ้าจะใช้วาจาเอาชนะบรรดาบัณฑิตได้อย่างไร พอผ่านวันนี้ไป ข้าก็จะมีชื่อเสียงไปทั่วเมืองเหอซิงแล้ว”
เมื่อเพิ่งทะลุมายังแคว้นต้าฉี หลีชิงจื้อใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่เป็นที่สะดุดตา
ตอนนั้นเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ร่างกายก็อ่อนแอ ความรู้ก็ยังน้อย จึงจำเป็นต้องวางตัวเงียบ ๆ
แต่บัดนี้เวลาผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เขาก็มีรากฐานบางอย่างในอำเภอฉงเฉิงเรียบร้อย
เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวเองอีก ตรงกันข้าม เขาจำเป็นต้องมีชื่อเสียง
เพราะนี่คือยุคโบราณ ชื่อเสียงมีประโยชน์อย่างยิ่ง ตลอดประวัติศาสตร์ของแคว้นต้าฉี มีบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่ล่วงเกินผู้มีอำนาจ แต่เพราะอีกฝ่ายมีชื่อเสียงโด่งดัง ผู้มีอำนาจจึงไม่กล้าทำอันตรายพวกเขา
หากเขาสามารถสร้างชื่อเสียงด้านความสามารถทางวรรณศิลป์ให้เลื่องลือได้ ไม่เพียงความปลอดภัยของตนจะเพิ่มขึ้น เส้นทางการสอบเคอจวี่ก็จะราบรื่นยิ่งขึ้นด้วย เวลานี้จังหวะเหมาะสมที่สุด เขาควรก้าวออกไปเป็นก้าวแรกแล้ว
“มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองเหอซิงหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่” หลีชิงจื้อกล่าว “เสี่ยวเยี่ย เป้าหมายของข้าคือการเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นต้าฉี!”
เขามีพลังพิเศษ ทำให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เร็วกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังมีอายุยืนยาวกว่าคนทั่วไป ตราบใดที่ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เป้าหมายนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยได้ยิน ก็กล่าวขึ้นทันทีว่า “ข้าก็อยากเป็นพ่อค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นต้าฉี”
ก่อนหน้านี้นางยึดจูเฉียนเป็นแบบอย่าง แต่ตอนนี้หลีชิงจื้อยังตั้งเป้าจะเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงที่สุดของแคว้นต้าฉีแล้ว!
เป้าหมายของนางก็ยิ่งใหญ่ขึ้นได้เช่นกัน อย่างน้อยก็เป็นพ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ แค่คิดก็ไม่ผิดกฎหมายเสียหน่อย!
สองสามีภรรยายิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้น
ขณะนั้นเองหลีต้าเหมาก็เดินเข้ามา “ท่านพ่อ กินอาหารเช้าได้หรือยัง?”
เด็กทั้งสามคนหิวแล้ว! หลีชิงจื้อกับจินเสี่ยวเยี่ยจึงลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเช้า โจ๊กต้มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่บ้านยังมีผักดองผัดที่ทำไว้เมื่อวานแต่กินไม่หมด จินเสี่ยวเยี่ยตั้งกระทะใส่น้ำมัน แล้วผัดไข่อีกหลายฟอง ก่อนทุกคนจะนั่งรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน
หลังรับประทานเสร็จ พี่หวังกับฮูหยินสวีก็มาถึง จินเสี่ยวเยี่ยฝากให้ทั้งสองช่วยดูแลห้องเย็บปัก จากนั้นจึงออกเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอพร้อมกับหลีชิงจื้อ
วันนี้แสงแดดสดใสเป็นอย่างยิ่ง หลีชิงจื้อเดินอยู่ในตรอกของตัวอำเภอ รู้สึกว่าทุกหนแห่งล้วนเป็นทิวทัศน์อันงดงาม ต้นหญ้าที่งอกขึ้นตามรอยแยกของก้อนอิฐออกดอกแล้ว ดอกท้อบนกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากลานบ้านร่วงโรยไปกว่าครึ่ง แต่กลับผลิใบอ่อนสีเขียวสดจำนวนมาก
เมื่อลมพัดผ่าน ใบของต้นการบูรก็ร่วงกราวลงมา
อาจเป็นเพราะทางใต้มีอากาศไม่หนาวเย็นนัก ต้นการบูรจึงไม่ผลัดใบในฤดูหนาว พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ใบอ่อนสีเขียวก็ผลิออกมาจากกิ่งอย่างไม่ยอมน้อยหน้า ส่วนใบเก่าของปีก่อนจึงค่อย ๆ ร่วงหล่นลงมา
หลีชิงจื้อยิ่งมองก็ยิ่งชอบ เดินไปเดินมา ยังเห็นคนกำลังขุดหน่อไม้ที่เพิ่งงอกและมีขนาดเพียงเท่านิ้วมือ
แม้หน่อไม้จะเล็กมาก แต่เพียงนำกลับไปต้มกับน้ำเกลือ ก็เป็นอาหารจานอร่อยได้แล้ว
ฤดูใบไม้ผลิช่างดีเหลือเกิน โลกที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาแห่งนี้ช่างดีเหลือเกิน
หลีชิงจื้อเดินทางมาถึงบริเวณใกล้ที่ว่าการอำเภอด้วยอารมณ์อันแจ่มใสเช่นนี้
เมื่อเขามาถึง เจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการกำลังติดประกาศรายชื่อ ผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนต่างกรูกันเข้าไปดู แต่เขาไม่ได้รีบเดินเข้าไป อีกไม่นานเขาก็คงได้รู้ผลสอบของตนเอง
และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไม่นานก็มีคนตะโกนเสียงดังว่าหลีชิงจื้อได้อั้นโส่ว และกล่าวหาว่าอั้นโส่วของเขาได้มาอย่างไม่ชอบธรรม
“เสี่ยวเยี่ย จูสวินเหมี่ยวจองห้องรับรองไว้ที่หอสุราแล้ว เจ้าไปนั่งดื่มชาสักหน่อยเถอะ” หลีชิงจื้อมองจินเสี่ยวเยี่ยที่ยืนอยู่ข้างกาย
เดิมทีจินเสี่ยวเยี่ยกำลังโกรธมาก แต่เมื่อได้ยินคำพูดของหลีชิงจื้อ นางก็สงบสติอารมณ์ลง “เช่นนั้นท่านก็ระวังตัวด้วย”
กล่าวจบนางก็เดินเข้าไปในหอสุรา มุ่งตรงขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นบน
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยจากไปแล้ว หลีชิงจื้อก็เดินตรงเข้าไปท่ามกลางฝูงชน
รอบด้านมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังด่าว่าและตั้งข้อสงสัยในตัวเขา แต่แท้จริงแล้วเขากลับรู้สึกดีมาก
ประการแรก เขามีความสามารถที่แท้จริง ประการที่สอง... คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่!
“หลีชิงจื้อหรือ?”
“หลีชิงจื้ออยู่นี่หรือ?”
“เขาก็คือหลีชิงจื้อหรือ?”
....................................................................................
มีคนจำหลีชิงจื้อได้แล้ว ชั่วขณะนั้นสายตานับไม่ถ้วนต่างหันมองมาทางเขา และยังมีคนวิ่งตรงมาหาเขาอีกด้วย ส่วนหอสุราที่จูสวินเหมี่ยวจองห้องรับรองไว้ ก็คือหอสุราเดียวกับที่หงฮุยใช้เลี้ยงซิ่วไฉจากเมืองเอกหลายคนนั่นเอง.
ขณะนั้นหลีชิงจื้อกำลังยืนอยู่ใต้หอสุรา
หงฮุยและคนอื่น ๆ เฝ้าดูความคึกคักอยู่บนชั้นสองของหอสุรามาโดยตลอด ย่อมมองเห็นหลีชิงจื้อเช่นกัน
ซิ่วไฉวัยเพียงสิบแปดปีที่มาจากเมืองเอกมีชื่อว่าเผิงจิ่งเหลียง เขาชี้ไปทางหลีชิงจื้อ ก่อนถามหงฮุยด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “คนผู้นั้นคือหลีชิงจื้อหรือ? เหตุใดดูไม่ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย?”
“เขาก็คือหลีชิงจื้อ” หงฮุยตอบ แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่เข้าใจเช่นกัน เหตุใดหลีชิงจื้อจึงไม่ตื่นตระหนก?
ถูกผู้คนมากมายตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ เขาควรจะหวาดกลัวสิ!
หงฮุยสอบถามเรื่องของหลีชิงจื้อจากคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเหยาเจิ้นฟู่ ญาติของหลีชิงจื้อที่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน หรือซิ่วไฉผู้เคยถกเถียงเรื่องความรู้กับหลีชิงจื้อเมื่อห้าปีก่อน
จากข้อมูลที่เขาสืบมา ความรู้ของหลีชิงจื้อย่ำแย่มาก คิดดูแล้วก็สมเหตุสมผล หากหลีชิงจื้อมีความรู้กว้างขวางอย่างแท้จริง จะไปคลุกคลีกับจูสวินเหมี่ยวได้อย่างไร? ภายหลังก็ยิ่งไม่มีทางเขียนเรื่องประเภทสรรเสริญเยินยอเซี่ยนลิ่งโก่วเช่นนั้น ที่หลีชิงจื้อเขียนเรื่องแบบนั้น ไม่ใช่เพราะต้องการเอาใจเซี่ยนลิ่งโก่ว เพื่อให้ได้อันดับดีในการสอบเซี่ยนซื่อหรอกหรือ?
แต่หลีชิงจื้อกับเซี่ยนลิ่งโก่วช่างกล้าเกินไปจริง ๆ... เซี่ยนลิ่งโก่วถึงกับจัดให้เขาได้อั้นโส่ว!
ต่อให้เห็นแก่พวกพ้องก็ไม่ควรทำอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้ หรือว่าเซี่ยนลิ่งโก่วถูกผู้คนสรรเสริญมานานจนขาดสติไปแล้ว?
ขณะที่หงฮุยกำลังคิดเช่นนั้น ก็เห็นหลีชิงจื้อเงยหน้ามองมาทางเขา เมื่อสายตาของทั้งสองประสานกัน หลีชิงจื้อยังยิ้มให้เขาอีกด้วย หงฮุยชะงักงัน ใบหน้าของหลีชิงจื้อไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำดูเหมือนอารมณ์ดีเสียด้วย!
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่? หงฮุยรู้สึกอีกครั้งว่าเรื่องราวหลุดพ้นจากการควบคุมของตนแล้ว