เหยาเจิ้นฟู่ไม่ชอบจินเสี่ยวเยี่ย หญิงที่ถึงกับไล่ตีพ่อสามีของตนเอง และก็ไม่ชอบหลีเหล่าเกิน ชายชราหน้าด้านผู้นี้เช่นกัน เมื่อพบพวกเขาจึงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับหลีชิงจื้อว่า “พี่หลีมาอำเภอทำไมหรือ?”
“ข้าอยากลองมาดูว่าจะหางานทำได้หรือไม่” หลีชิงจื้อตอบ “ท่านก็รู้ว่าตอนนี้ข้าทำงานในนาไม่ได้ จะให้อยู่บ้านโดยไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่เหมาะ”
เหยาเจิ้นฟู่รู้ว่าก่อนหน้านี้หลีชิงจื้อเอาแต่อยู่บ้านทำกับข้าวและเลี้ยงลูก ซึ่งเขาดูแคลนอยู่ไม่น้อย พอได้ยินว่าหลีชิงจื้อคิดจะมาหางานในอำเภอ ก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่มีทางหางานได้ “พี่หลี การหางานในอำเภอไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนหน้านี้ข้าฝากคนช่วยหางานก็ยังหาไม่ได้ ท่านควรรักษาสุขภาพให้ดีก่อนจะดีกว่า”
พูดจบ เหยาเจิ้นฟู่ก็มองร่างผอมบางของหลีชิงจื้อที่ดูราวกับลมพัดก็ปลิว ด้วยสายตาเห็นใจ
แต่ยังไม่ทันที่หลีชิงจื้อจะได้พูด หลีเหล่าเกินก็เอ่ยขึ้นว่า “หางานในอำเภอไม่ง่ายหรือ? แค่ครึ่งวัน อาชิงของบ้านข้าก็หางานได้แล้ว! เขาให้ค่าแรงวันละหนึ่งเฉียนเงินเชียวนะ!”
เหยาเจิ้นฟู่ถึงกับพูดไม่ออก
เพิ่งพูดไปหยก ๆ ว่าหางานไม่ง่าย หลีเหล่าเกินก็ประกาศทันทีว่าหลีชิงจื้อหางานได้แล้ว สีหน้าของเหยาเจิ้นฟู่จึงดูไม่น่ามองนัก
แต่หลีเหล่าเกินกลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ยังพูดต่อด้วยความภาคภูมิใจว่า “นายท่านจูเห็นคุณค่าอาชิงของบ้านข้ามาก ไม่เพียงให้ค่าแรงวันละหนึ่งเฉียนเงิน ยังเลี้ยงอาหารอีกด้วย! วันนี้นายท่านจูยังเลี้ยงข้าวอาชิง ทั้งเชิญข้ากับเสี่ยวเยี่ยกินด้วย แล้วยังซื้อซาลาเปาให้พวกเราหิ้วกลับบ้านอีก”
สีหน้าภาคภูมิใจของหลีเหล่าเกินขณะพูด ทำให้นายท้ายเรือเหยาฟังแล้วอดอิจฉาไม่ได้
นายท้ายเรือเหยาส่งบุตรชายเข้าไปเรียนหนังสือในอำเภอ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้หวังให้บุตรชายสอบได้เป็นซิ่วไฉหรือจวี่เหริน เพียงหวังให้ลูกได้งานที่ดูดีในอำเภอ ไม่ต้องตรากตรำทำนา และไม่ต้องตากแดดตากลมพายเรือเหมือนเขา
แต่บุตรชายของเขาเรียนหนังสือมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่เพียงสอบไม่ผ่าน ยังหางานดี ๆ ไม่ได้อีกด้วย
นายท้ายเรือเหยาจึงสนใจเรื่องที่หลีชิงจื้อหางานได้เป็นอย่างมาก รีบถามทันทีว่าอีกฝ่ายจะไปทำงานอะไร
“ก็ไปช่วยนายท่านจูคัดลอกหนังสือ นายท่านจูให้ไปช่วยคัดลอกหนังสือที่บ้านของท่าน” หลีเหล่าเกินรีบตอบแทน
“คัดลอกหนังสือได้เงินมากถึงเพียงนี้เลยหรือ?” นายท้ายเรือเหยาประหลาดใจอยู่บ้าง เขาพายเรือทั้งวัน แถมยังต้องช่วยขนสินค้า กว่าจะหาเงินได้วันละหนึ่งเฉียนเงินก็ใช่ว่าจะทำได้ทุกวัน
“อย่างไรก็นายท่านจูรับปากแล้วว่าจะให้” หลีเหล่าเกินตอบ
เหยาเจิ้นฟู่มองหลีชิงจื้อพลางขมวดคิ้ว “พี่หลี ท่านจะไปคัดลอกหนังสือหรือ? งานคัดลอกหนังสือต้องลายมือเรียบร้อย ท่าน...ท่านยังเขียนตัวอักษรได้งามหรือ?”
เขารู้เรื่องของบ้านสกุลหลี่ดี หลีชิงจื้อไม่ได้จับพู่กันมาห้าปีเต็มแล้ว!
ต่อให้จับพู่กันได้ ร่างของหลีชิงจื้อก็ผอมเสียจนดูไม่มีเรี่ยวแรง เขาจะเขียนตัวอักษรได้ดีจริงหรือ?
หลีชิงจื้อมองออกว่าเหยาเจิ้นฟู่กำลังรู้สึกไม่พอใจ จึงกล่าวว่า “นายท่านจูเห็นว่าฐานะของบ้านข้าลำบาก จึงตั้งใจช่วยเหลือ เลยให้ข้าไปคัดลอกหนังสือ”
แม้เหยาเจิ้นฟู่จะปฏิบัติต่อบิดามารดาไม่ค่อยดีนัก แต่ครั้งหนึ่งก็เคยให้เขายืมหนังสืออ่าน หลีชิงจื้อจึงไม่อยากทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยาเจิ้นฟู่ก็กล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ไม่ทราบว่าเป็นนายท่านจูท่านใดหรือ?” ในความคิดของเขา หลีชิงจื้อคงดูน่าเวทนาเกินไป จึงได้รับความสงสารจากนายท่านจูผู้นั้น
หลีชิงจื้อตอบว่า “นายท่านจูแห่งห้างการค้าซุ่นหลง” ห้างการค้าที่อยู่ใต้การดูแลของจูเฉียนมีชื่อว่าห้างการค้าซุ่นหลง
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ห้างการค้าซุ่นหลง” สีหน้าของเหยาเจิ้นฟู่ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
เหยาเจิ้นฟู่เรียนหนังสืออยู่กับซิ่วไฉแซ่หลี่มาโดยตลอด
ซิ่วไฉแซ่หลี่เปิดสำนักศึกษาขนาดใหญ่ รับศิษย์ไว้เป็นจำนวนมาก ในหมู่ศิษย์มีคนหนึ่งแซ่จู ซึ่งบิดาของเขาก็คือเถ้าแก่จูแห่งห้างการค้าซุ่นหลง
ในสำนักศึกษา เหยาเจิ้นฟู่ประพฤติตัวเรียบร้อย ไม่เคยหาเรื่องผู้ใด จึงไม่ได้มีปัญหากับคุณชายจูผู้นั้น แต่เขามักบอกคนในบ้านอยู่เสมอว่าความรู้ของตนอยู่ในอันดับต้น ๆ ของสำนัก ทว่าความเป็นจริง...ความรู้ของเขาอยู่ในระดับธรรมดา ค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่บ้าง