หลีชิงจื้อเก็บเงินไว้ในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม แล้วจึงออกจากบ้านสกุลจูไปหานายท้ายเรือเหยา
เขาคำนวณเวลาไว้แล้ว พอไปถึง เหยาเจิ้นฟู่ก็ยังมาไม่ถึง เมื่อบุตรชายไม่อยู่ นายท้ายเรือเหยาก็ดูผ่อนคลายกว่าปกติ ยิ้มพลางถามถึงเรื่องราวที่บ้านสกุลจู หลีชิงจื้อไม่ได้ปิดบัง เลือกเล่าเพียงบางส่วนให้อีกฝ่ายฟัง
“มีข้าวสวยให้กินได้ไม่อั้น แถมยังมีเนื้ออีก ช่างดีจริง ๆ...”
น้ำเสียงของนายท้ายเรือเหยาเต็มไปด้วยความอิจฉา
แม้เขาจะพายเรือหนึ่งวันก็หาเงินได้หนึ่งเฉียนเงินเช่นกัน แต่ตามปกติแล้วไม่มีโอกาสได้กินเนื้อเลย
ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน เขาจะห่อข้าวติดตัวมาหนึ่งห่อ แล้วพกผักดองเค็มติดมาหนึ่งก้อน นั่นก็คืออาหารกลางวันของเขา
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “นายท่านจูเป็นคนมีเมตตา”
นายท้ายเรือเหยาพยักหน้า “นายท่านจูเป็นคนดีจริง ๆ บางครั้งห้างการค้าซุ่นหลงก็จ้างพวกเราขนส่งสินค้า และไม่เคยค้างค่าจ้างเลย”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เหยาเจิ้นฟู่ก็เดินมาอย่างเหงื่อท่วมตัว พร้อมหิ้วหีบหนังสือใบหนึ่ง
นายท้ายเรือเหยาหยุดพูดทันที ส่วนเหยาเจิ้นฟู่หลังจากยกมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้ว ก็หันมาถามหลีชิงจื้อว่า “พี่หลี วันนี้อยู่ที่บ้านสกุลจูเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าได้ยินมาว่าบ้านสกุลจูไม่ค่อยมีระเบียบแบบแผนนัก”
หลีชิงจื้อยิ้มอย่างจนใจ “ข้าเป็นเพียงชาวนาคนหนึ่ง เรื่องธรรมเนียมระเบียบต่าง ๆ ข้าไม่ค่อยเข้าใจนัก”
“พี่หลี เช่นนั้นท่านควรศึกษาสิ่งเหล่านี้ให้มาก” เหยาเจิ้นฟู่พูดไม่หยุดปาก เล่าถึงเรื่องราวในอดีตของจูเฉียนหลายอย่าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลนที่มีต่อจูเฉียน
หลีชิงจื้อยิ่งรู้สึกจนใจ
จูเฉียนเกิดในครอบครัวชาวนา เหยาเจิ้นฟู่เองก็เกิดในครอบครัวชาวนา แล้วเหยาเจิ้นฟู่มีเหตุผลอะไรถึงดูถูกจูเฉียน? ก่อนหน้านี้เหยาเจิ้นฟู่เคยชวนหลีชิงจื้อแลกเปลี่ยนความรู้กัน หลีชิงจื้อเองก็เคยสนใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขาล้มเลิกความคิดนั้นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
เมื่อเรือลำเล็กเทียบท่าที่สะพานหินของหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน หลีชิงจื้อเพิ่งก้าวลงจากเรือ ก็เห็นจินเสี่ยวเยี่ยกับหลีเหล่าเกินยืนรออยู่ที่นั่น หลีเหล่าเกินรีบพุ่งเข้ามาทันที เงยหน้าถามหลีชิงจื้อว่า
“อาชิง วันนี้เจ้าไปกินอะไรที่บ้านนายท่านจูมาบ้าง?”
หลีเอ้อร์เหมาตอบแย่งทันที “ท่านปู่ พวกเรากินเนื้อ กินปลา แล้วก็กินข้าวสวย!”
หลีเหล่าเกินแทบน้ำลายไหล “อาชิง เจ้าห่อกลับมาให้พ่อบ้างหรือไม่? พ่ออยากกินข้าวสวย”
“อาหารห่อกลับมายาก...” กับข้าวแบ่งเป็นส่วนเรียบร้อยแล้ว เนื้อในส่วนของเขาหากจะห่อกลับบ้านก็ยังพอได้ แต่ข้าวสวย...หากเขากินมากหน่อยที่บ้านสกุลจูก็ไม่เป็นไร แต่จะห่อกลับมาย่อมดูไม่งาม
อย่างไรเสีย เขาก็พาเด็กทั้งสองไปกินข้าวด้วยอยู่แล้ว!
“เช่นนั้นครั้งหน้าพ่อไปด้วย ช่วยเจ้าดูแลเด็กดีหรือไม่?” หลีเหล่าเกินถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
หลีชิงจื้อหยิบขนมจ้วงหยวนที่ห่อกระดาษไว้ในอกเสื้อออกมา ยื่นให้หลีเหล่าเกินหนึ่งชิ้นเพื่อปิดปากอีกฝ่าย
“นี่คืออะไร?” หลีเหล่าเกินหยิบขึ้นมากัดทันที ก่อนจะร้องอุทาน “หวาน!”
หลีเหล่าเกินถือขนมไปอวดคนอื่นทันที ส่วนหลีชิงจื้อยื่นขนมที่เหลือให้จินเสี่ยวเยี่ย “เสี่ยวเยี่ย นี่คือขนมจ้วงหยวนที่นายท่านจูให้ข้า”
ขนมจ้วงหยวนเป็นขนมที่พบเห็นได้ทั่วไปในแถบนี้ เวลาเด็กในอำเภอเข้าเรียน ผู้คนมักแบ่งขนมจ้วงหยวนให้เพื่อนร่วมชั้น เพื่อถือเคล็ดเป็นสิริมงคล
แต่ชาวชนบทแทบไม่มีใครเคยกิน จินเสี่ยวเยี่ยเองก็ไม่เคยกินเช่นกัน ขนมที่ชาวหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนกินกัน ส่วนใหญ่ก็มีเพียงขนมเข่งกับขนมฟู แม้แต่ขนมฟูก็มักใส่ต้นหอมกับเกลือ มีน้อยมากที่จะใส่น้ำตาลทรายแดง จินเสี่ยวเยี่ยหยิบขนมจ้วงหยวนชิ้นหนึ่งใส่ปาก ไม่นานก็หรี่ตาลงด้วยความเอร็ดอร่อย
อร่อยเหลือเกิน! เมื่อกลับถึงบ้าน หลีชิงจื้อยื่นก้อนเงินเล็ก ๆ ให้แก่นาง รอยยิ้มที่มุมปากของจินเสี่ยวเยี่ยก็ยิ่งปิดไม่มิด อีกด้านหนึ่ง จูสวินเหมี่ยว บุตรชายคนโตของจูเฉียน ก็กลับถึงบ้านแล้ว
“ท่านพ่อ หนังสือที่เขียนเรื่องของท่าน เขียนไปถึงไหนแล้ว?”
จูเฉียนตอบว่า “เขียนคำนำได้แล้ว เจ้าลองอ่านเร็ว!”
พูดจบ จูเฉียนก็ยื่นต้นฉบับที่หลีชิงจื้อเขียนให้จูสวินเหมี่ยว
จูสวินเหมี่ยวรับมาอ่าน ก่อนจะสะดุดกับลายมือที่เหมือนเด็กเล็ก ตัวอักษรบางตัวเส้นหนา บางตัวเส้นบาง
ลายมือนี้...ดีกว่าลายมือของบิดาเขาเพียงนิดเดียวเท่านั้น!
พออ่านเนื้อหา...เรื่องราวเขียนได้ชัดเจนก็จริง แต่ไม่มีการอ้างอิงคัมภีร์ ไม่มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์แม้แต่น้อย...ต้องรู้ว่าหนังสือเรื่องเล่าหลายเล่มที่เขาอ่าน ล้วนเปิดเรื่องด้วยบทกวีทั้งนั้น!
จูสวินเหมี่ยวรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ธรรมดาเหลือเกิน แต่เมื่อลองคิดดูอีกที...ผู้ที่มีความรู้จริง ๆ ก็คงไม่เต็มใจมาเขียนหนังสือให้บิดาของเขา อีกทั้งอีกฝ่ายรับค่าจ้างเพียงวันละหนึ่งเฉียนเงิน...ในเมื่อบิดาพอใจ เช่นนั้นก็ช่างเถิด
“เป็นอย่างไร? เขียนได้ไม่เลวใช่หรือไม่?” จูเฉียนถาม
เรื่องที่เขียนล้วนเป็นสิ่งที่บิดาของเขาพูดถึงอยู่เสมอ จูสวินเหมี่ยวจึงไม่อาจบอกว่าเขียนไม่ดีได้
“ลายมือธรรมดาเกินไป”
จูเฉียนกล่าวว่า “คุณชายหลีเพิ่งหายป่วย มือยังไม่มีแรง เรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้”
เมื่อนึกถึงร่างผอมจนเห็นกระดูกของหลีชิงจื้อ จูสวินเหมี่ยวก็ไม่พูดอะไรอีก
หลีชิงจื้อทั้งผอมโซ เสื้อผ้าก็เก่า ยังพาเด็กผอมแห้งอีกสองคนติดตัวมาด้วย ชีวิตที่บ้านคงลำบากมากจริง ๆ
ตอนนี้อีกฝ่ายเพียงอยากอาศัยการเขียนหนังสือให้บิดาของเขาเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว เขาไม่มีความจำเป็นต้องทำลายหนทางทำมาหากินของอีกฝ่าย
จูสวินเหมี่ยวกล่าวว่า “ท่านพ่อ เขาเขียนได้ดีมาก รอให้เขาเขียนเสร็จ ข้าจะคัดลอกใหม่อีกฉบับ เก็บไว้ให้ลูกหลานภายหลัง”
“ควรเป็นเช่นนั้น!” จูเฉียนยินดีเป็นอย่างยิ่ง
รุ่งขึ้น หลีชิงจื้อยังคงนั่งเรือของนายท้ายเรือเหยาเข้าอำเภอ เพื่อช่วยจูเฉียนเขียนหนังสือตามเดิม
เมื่อเขามาถึงบ้านสกุลจู คนในบ้านกินอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว แต่พ่อบ้านเก็บอาหารไว้ให้เขาหนึ่งส่วน
อาหารเช้าของบ้านสกุลจูเป็นโจ๊ก เขายังได้ไข่เค็มหนึ่งฟองกับผักดองนึ่งราดน้ำมันเมล็ดผักหนึ่งจานเล็ก
ก่อนวันสิ้นโลก หากออกไปกินอาหารแล้วร้านใส่น้ำมันมาก เขาจะรู้สึกเลี่ยน แต่ตอนนี้...ผักที่มีน้ำมันกลับหอมอร่อยเหลือเกิน!
หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาดีใจจนตาเป็นประกาย “ท่านพ่อ ผักดองนี้อร่อยมาก!”
“อืม” หลีชิงจื้อตอบรับ พลางเก็บไข่เค็มใส่กระเป๋าเสื้อ ไข่เค็มฟองนี้สามารถหอบกลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยกินได้
เมื่อวานหลีชิงจื้อเขียนหนังสืออยู่ทั้งวัน หากไม่ได้อาศัยความสามารถพิเศษช่วยฟื้นฟูร่างกาย วันนี้แขนของเขาคงยกไม่ขึ้นแล้ว แต่ด้วยความสามารถพิเศษนั้น แขนของเขาฟื้นตัวได้ดี เวลาจับพู่กันเขียนในวันนี้ก็คล่องขึ้นมาก ถึงกระนั้น เมื่อเขียนไปได้สักพัก เขาก็ยังต้องพักบ้าง และช่วงเวลาพักก็มักใช้พูดคุยกับเด็กทั้งสอง
หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาชอบเล่นด้วยกัน เด็กทั้งสองอยู่ด้วยกันก็ใช้เวลาได้ทั้งวัน อีกทั้งตอนเที่ยงยังนอนกลางวันอีกหนึ่งชั่วยาม...ดังนั้นการติดตามหลีชิงจื้อมาอยู่ในห้องหนังสือของบ้านสกุลจูจึงไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกเบื่อเลย
แต่เวลาหลีชิงจื้อเขียนหนังสือ บางครั้งเด็กทั้งสองก็จะเดินเข้ามาเกาะเก้าอี้ของเขา เรียก “ท่านพ่อ” พลางเขย่งปลายเท้าเพื่อมองของบนโต๊ะ
ท่าทางเช่นนั้นช่างน่ารักเหลือเกิน ทุกครั้งที่หลีชิงจื้อเห็น เขาจะอดหอมเด็กทั้งสองไม่ได้สองที แล้วก็รู้สึกว่าตนเองมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง สามารถเขียนหนังสือต่อได้
ครั้งนี้หลีชิงจื้อเขียนอย่างตั้งใจทีละอักษร เขียนเพียงรอบเดียว แม้จะมีรอยแก้ไขก็ปล่อยไว้เช่นนั้น ไม่คัดลอกใหม่อีก...เมื่อสิ้นวัน เขาเขียนได้เกือบสามพันอักษร
หลีชิงจื้อตั้งใจว่า ต่อจากนี้จะเขียนวันละสามพันอักษร หากจูเฉียนไม่ต้องการให้หนังสือยาวเกินไป เขาใช้เวลาเขียนหนึ่งเดือน หนังสือหนึ่งเล่มความยาวราวหนึ่งแสนอักษรก็เสร็จพอดี
แต่หากจูเฉียนอยากให้หนังสือยาวกว่านั้น เขาจะเขียนเพิ่มอีกหลายเดือนก็ไม่ใช่ปัญหา
สรุปแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ว่าจ้าง
เมื่อเขียนงานเสร็จ หลีชิงจื้อก็รับก้อนเงินเล็กอีกหนึ่งก้อน แล้วพาเด็กทั้งสองกลับบ้าน
ด้วยฝีมือการประกาศข่าวของหลีเหล่าเกิน เวลานี้คนทั้งหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนต่างรู้กันหมดแล้วว่าหลีชิงจื้อได้งานดี ๆ ทำ