แต่เมื่อถึงคราวต้องเขียนหนังสือให้ติงสี่ เขาไม่จำเป็นต้องไปที่บ้านสกุลติงเลย
หากเขาเขียนหนังสืออยู่ที่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน เวลาก็จะยืดหยุ่นกว่า อีกทั้งไม่ต้องกังวลว่าหากใช้เวลาหลังเขียนหนังสือมาอยู่กับเด็ก ๆ มากเกินไป คนอื่นจะมีความเห็น
อีกเรื่องหนึ่งก็คือหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา
เขาไม่วางใจฝากเด็กทั้งสองไว้กับหลีเหล่าเกิน หากให้เขาเลี้ยงเอง... ตอนอยู่ที่บ้านสกุลจู เด็กทั้งสองวิ่งเล่นไปทั่วไม่ได้ ทำได้เพียงอยู่แต่ในห้อง อีกทั้งเขาเองก็ไม่อาจใช้เวลาอยู่กับพวกเขาได้มากนัก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตของเด็ก
แน่นอน หากกลับไปเขียนหนังสือที่บ้าน ค่าใช้จ่ายหลายอย่างย่อมเพิ่มขึ้น แต่จูเฉียนกับติงสี่ต่างก็เป็นคนใจกว้าง เขาคงไม่ถึงกับขาดแคลนเงิน
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลีชิงจื้อก็ปล่อยให้เด็กทั้งสองเล่นกันเอง ส่วนเขาก็นั่งเขียนหนังสือต่อ
เที่ยงวันนั้น บ้านสกุลจูจัดอาหารเพิ่มให้เขาอีกมื้อ คราวนี้เป็นหมูสามชั้นนึ่งผักดองหนึ่งถ้วยเล็ก
แถบนี้ราคาเกลือถูกกว่าพื้นที่ตอนในมาก ผู้คนจึงชื่นชอบอาหารหมักดองนานาชนิดเป็นพิเศษ
หลีชิงจื้อตั้งใจจะนำหมูถ้วยนี้กลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยรับประทาน
ไม่รู้ว่าภรรยาของเขาตอนนี้หางานได้หรือยัง
เช้าวันนั้น หลังจากส่งหลีชิงจื้อที่ท่าน้ำใกล้บ้านสกุลจูแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยก็พายเรือไปยังบ้านของพี่หวังซึ่งสนิทสนมกับนาง
บ้านเรือนในอำเภอฉงเฉิงล้วนปลูกเรียงรายริมคลอง ด้านหนึ่งติดลำน้ำ อีกด้านเป็นถนนหิน จินเสี่ยวเยี่ยยืนอยู่บนเรือแล้วร้องเรียกพี่หวังสองครั้ง หญิงแซ่หวังก็โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างมองนาง “เสี่ยวเยี่ย เหตุใดเจ้าถึงมาพายเรือเสียล่ะ?”
“พี่หวัง ข้าเช่าเรือลำหนึ่งไว้แล้ว ต่อไปจะเข้าอำเภอฉงเฉิงทุกวัน หากพี่มีของที่อยากให้ข้าช่วยซื้อหรือช่วยนำมาให้ ข้าก็นำมาให้ได้” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หญิงแซ่หวังยิ้มพลางตอบรับ จากนั้นจินเสี่ยวเยี่ยก็ให้อีกฝ่ายหย่อนตะกร้าลงมา ก่อนจะใส่บวบสองลูกที่เพิ่งเก็บสด ๆ เมื่อเช้าให้
หลังจากนั้น จินเสี่ยวเยี่ยก็แวะทักทายคนรู้จักในอำเภอฉงเฉิงทีละคน แล้วหาที่จอดเรือเพื่อรอคนมาเรียกใช้บริการ ระหว่างรอ นางกับจินเสี่ยวซู่ก็นำข้าวออกมารับประทาน ข้าวนั้นห่อด้วยกระดาษทาน้ำมันที่หลีชิงจื้อใช้ห่ออาหารเมื่อวาน แม้จะเป็นเพียงข้าวกล้องธรรมดา แต่ก็มีกลิ่นหอมของเนื้อติดอยู่
“ข้าวนี่หอมจริง ๆ!” จินเสี่ยวซู่อุทาน
เมื่อคืนเขารับประทานไปไม่น้อย แต่เด็กหนุ่มวัยกำลังโตย่อมหิวง่าย ตื่นเช้ามาก็รู้สึกหิวแล้ว
ตามปกติอยู่ที่บ้านยังต้องรออีกหนึ่งชั่วยามกว่าจะได้กินข้าว ก่อนถึงเวลาอาหารเขามักหิวจนท้องร้องเสมอ
จินเสี่ยวเยี่ยก็รู้สึกว่าข้าวหอมมากเช่นกัน ต่อให้ไม่มีอาหารอย่างอื่น นางก็รับประทานได้หนึ่งชามใหญ่
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จินเสี่ยวเยี่ยก็กล่าวกับจินเสี่ยวซู่ว่า “เสี่ยวซู่ เดี๋ยวพวกเราไปซื้อผักกาดดองสองชั่งกันเถอะ ต่อไปจะได้กินกับข้าว”
ข้าวร้อน ๆ กินคู่กับผักกาดดอง เพียงคำเดียวก็หอมอร่อยเหลือเกิน!
“ได้!” จินเสี่ยวซู่ตอบรับทันที
ทั้งสองเพิ่งตกลงกันเสร็จ ก็เห็นมีคนเดินเข้ามา ดูท่าจะมาเรียกเรือ จินเสี่ยวเยี่ยจึงรีบเข้าไปต้อนรับทันที
จินเสี่ยวเยี่ยเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ส่วนจินเสี่ยวซู่เป็นเด็กหนุ่มวัยกำลังโตทั้งคู่แต่งกายสะอาดสะอ้าน คนที่ต้องการหาคนขนของหนักย่อมไม่เลือกใช้พวกเขา แต่คนที่ออกไปเยี่ยมญาติหรือเยี่ยมสหายกลับยินดีใช้เรือของพวกเขาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่พาหญิงในครอบครัวเดินทางมาด้วย
เหยาเจิ้นฟู่เอาแต่พูดว่าสตรีออกนอกบ้านทำงานไม่เหมาะสม แต่ในอำเภอฉงเฉิงกลับมีสตรีออกมาทำงานอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นโรงทอผ้าที่รับหญิงงานมาทอผ้า กิจการงานปักและตัดเย็บเสื้อผ้าที่รับหญิงงาน หรือแม้แต่งานสาวไหม ส่วนใหญ่ก็ล้วนจ้างหญิงงานทั้งสิ้น
ในอำเภอฉงเฉิง สตรีบางคนหาเงินได้มากกว่าบุรุษเสียอีก อีกทั้งยังมีเงินใช้จ่ายคล่องมือ
จินเสี่ยวเยี่ยได้รับผู้โดยสารเป็นหญิงผู้หนึ่งที่กำลังจะกลับบ้านเดิม นางจึงใช้ไม้ถ่อดันเรือ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่อีกฝ่ายบอก
ต่อจากนั้น จินเสี่ยวเยี่ยก็นึกถึงเรื่องหนึ่ง แต่ก่อนนางเคยคิดจะขายปลาเค็ม สาหร่ายทะเล และของทะเลอื่น ๆ ทว่าของเหล่านี้มีกลิ่น ไม่เหมาะจะวางไว้บนเรือของนาง จึงรู้สึกว่าควรเปลี่ยนไปขายของจิปาถะอย่างอื่นจะดีกว่า
ไม่ว่าจะเป็นเข็ม ด้าย หรือชามจาน นางล้วนเตรียมไว้บนเรือได้ พอพาผู้โดยสารไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ถือโอกาสเร่ขายไปพร้อมกัน
บางคนอาจไม่มีเงินทองแดงมาซื้อ เช่นนั้นก็ใช้สิ่งของอย่างอื่นแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่หรือผัก นางก็ยินดีรับทั้งหมด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จินเสี่ยวเยี่ยก็เริ่มสอบถามราคาสินค้าชนิดต่าง ๆ
ตลอดทั้งวันนางแทบไม่มีเวลาว่าง แต่ถึงกระนั้น จินเสี่ยวเยี่ยก็ยังหาเวลาหยิบกระดาษเซวียนสองสามแผ่นออกมาดูอยู่หลายครั้ง บนกระดาษเหล่านั้นมีตัวอักษรอยู่จำนวนหนึ่ง ล้วนเป็นตัวอักษรที่หลีชิงจื้อเคยสอนนางทั้งสิ้น ในนั้นยังมีบทกลอนคล้องจองที่หลีชิงจื้อแต่งไว้อีกบทหนึ่งว่า
“เด็กน้อยสองคน
บ้านอยู่ริมท่าน้ำ
แอบลงเล่นน้ำ
กลับบ้านถูกตี”
สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นบทกวีจริง ๆ ก็ไม่ได้ แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับชอบยิ่งนัก อีกทั้งยังจดจำตัวอักษรทั้งหมดที่อยู่บนนั้นได้แล้ว กว่าจะยุ่งเสร็จก็ล่วงจนถึงยามเย็น จินเสี่ยวเยี่ยจึงพายเรือไปยังท่าน้ำใกล้บ้านสกุลจู เพื่อรับหลีชิงจื้อกับเด็กทั้งสอง แม้แต่ละวันจะยุ่งมาก แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับรู้สึกว่าชีวิตเต็มเปี่ยมและมีความหมาย
หลายวันต่อจากนั้นก็เป็นเช่นเดียวกับวันนี้
ยามค่ำ นางจะรับซื้อไข่ไก่และผักจากชาวบ้านในหมู่บ้าน ครั้นเช้าก็นำไปเร่ขายในอำเภอฉงเฉิง
หลังจากนั้นก็รับส่งผู้โดยสาร พร้อมทั้งพยายามทำความรู้จักผู้คนให้มากขึ้น
นางยังหาเวลาไปซื้อเข็ม ด้าย และชามจานจากบริเวณท่าเรือ นำมาใส่ไว้ในหีบไม้ แล้วเร่ขายตามหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนและหมู่บ้านอื่น ๆ ของเหล่านี้ล้วนเป็นของชิ้นเล็ก ๆ กำไรไม่มาก ทั้งวันหาเงินได้เพียงยี่สิบถึงสามสิบอีแปะ เมื่อรวมกับรายได้จากการพายเรือรับส่งผู้โดยสารที่ได้วันละสามสิบถึงสี่สิบอีแปะ และบางครั้งยังมีค่าตอบแทนจากการรับฝากหิ้วของอีกเล็กน้อย... โดยเฉลี่ยแล้วจินเสี่ยวเยี่ยหาเงินได้วันละประมาณแปดสิบอีแปะ
นายท้ายเรือเหยาหาเงินได้มากกว่านางเล็กน้อย เพราะเขารับจ้างขนสินค้า อีกทั้งยังมีลูกค้าประจำหลายราย คนเหล่านั้นจะนัดหมายเวลาไว้ล่วงหน้าและใช้เรือของเขาเป็นประจำ
แต่จินเสี่ยวเยี่ยพอใจกับสภาพความเป็นอยู่ในตอนนี้มากแล้ว นางเชื่อว่าเพียงทำไปเรื่อย ๆ จนชำนาญ รายได้จะต้องดียิ่งกว่านี้แน่นอน ยิ่งเดินทางไปมามากขึ้น นางก็ยิ่งรู้ว่าชาวบ้านต้องการสิ่งใด ดังนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มสินค้าบนเรือของตนทีละอย่าง
ยามที่ชาวบ้านตามหมู่บ้านต่าง ๆ รอบอำเภอฉงเฉิงรู้จักนางกันหมดแล้ว เพียงเห็นนาง ทุกคนย่อมต้องถามว่าวันนี้นางนำสิ่งใดมาขายบ้างอย่างแน่นอน
อีกทั้งตอนนี้อากาศร้อน จึงหาเงินได้ไม่ง่ายนัก แต่พอถึงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงว่างเว้นจากงานไร่นา ผู้คนจำนวนมากจะคิดเข้าอำเภอไปเดินเที่ยว บางครอบครัวที่จัดงานมงคลก็จะเช่าเรือไปรับเจ้าสาว ขณะเดียวกันก็มีคนว่าจ้างเรือไปจุดธูปไหว้พระตามวัดใกล้เคียง... ถึงเวลานั้น แม้แต่การซื้ออาหารก็ยังซื้อกันมากขึ้น นางจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้แน่นอน
เมื่อมีเงินติดตัว จินเสี่ยวเยี่ยก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากทุกวัน คิดหาวิธีหาเงินเพิ่มอย่างมีความสุข
กาลเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว หลีชิงจื้อเขียนอัตชีวประวัติของจูเฉียนไปได้เกือบสองแสนตัวอักษรแล้ว
จูเฉียนแทบอยากให้หลีชิงจื้อเขียนหนังสือเล่มนี้ให้ยาวถึงหนึ่งล้านตัวอักษร แต่เรื่องราวตลอดชีวิตของเขา แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องบันทึกทุกเรื่องอย่างละเอียด
หลีชิงจื้อคำนวณไว้ว่า หากเขียนต่ออีกประมาณหนึ่งเดือน หนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเสร็จสมบูรณ์
ในแคว้นต้าฉี หนังสือนิยายและหนังสือประเภทต่าง ๆ มีอยู่ไม่น้อย หนังสืออย่าง สี่ยอดวรรณกรรมเอก ที่เขาเคยอ่านในชาติที่แล้ว ก็มีอยู่ในแคว้นต้าฉีเช่นกัน ส่วนนิยายรักของบัณฑิตกับหญิงงามนั้น ยิ่งมีวางขายอยู่ดาษดื่น
แต่หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวการสร้างตัวของคนธรรมดาเช่นที่เขาเขียน กลับมีอยู่น้อยมาก
ที่สำคัญที่สุด... นี่คืออัตชีวประวัติของจูเฉียน!
จูเฉียนชื่นชอบหนังสือเล่มนี้เสียจนสุดหัวใจ ส่วนผู้ที่มีโอกาสได้อ่านต่างก็หลงใหลหนังสือเล่มนี้เช่นเดียวกัน
ในหมู่คนรอบตัวจูสวินเหมี่ยว ผู้ที่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษาที่สนิทกับเขา แทบทุกคนต่างเคยอ่านมาแล้ว
และหลังจากคนเหล่านั้นได้อ่านหนังสือเล่มนี้... ทุกเช้าที่จูสวินเหมี่ยวมาถึงสำนักศึกษา สิ่งแรกที่ทุกคนทำก็คือถามหาเนื้อหาตอนต่อไป