บทที่ 135: หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ
เจียงหมิงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เขาตกใจจนแทบสิ้นสติ
เรื่องความบาดหมางระหว่างสวี่อินและสวี่หนานเกอในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว ถึงแม้ทุกคนจะรับรู้ได้แค่ลางๆ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดก็ตาม
จนกระทั่งในงานพิธีจบการศึกษา เมื่อฮั่วจื่อเฉินคุกเข่าขอสวี่อินแต่งงานกลางงาน นั่นจึงทำให้ทุกคนเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า ผู้หญิงสองคนนี้ผิดใจกันเพราะผู้ชายเพียงคนเดียว
ถ้าเป็นอย่างนั้น... แล้วทำไม ดร.หนาน ถึงได้รับสวี่อินเข้ามาเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของเธอล่ะ?
ด้วยความเผลอไผล เขาจึงหลุดปากถามคำถามที่เก็บไว้ในใจออกมากลางโต๊ะอาหาร
ทันทีที่สิ้นเสียง เพื่อนร่วมรุ่นทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างหันขวับมามองเขาเป็นตาเดียว ดวงตาของแต่ละคนเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
มีเพื่อนคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนักว่า "เจียงหมิง... เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ?"
เจียงหมิงหน้าซีดเผือด พูดอะไรไม่ออก
เขารีบหันขวับไปมองสวี่หนานเกอด้วยสายตารู้สึกผิดเต็มประดา
ทางด้านสวี่หนานเกอกลับมีท่าทีนิ่งเฉย ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด
เธอไม่อยากเปิดเผยตัวตนก็จริง เพราะขี้เกียจวุ่นวายกับคนที่ดาหน้าเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ความลับแตกก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตเธออยู่แล้ว
ในขณะที่เธอกำลังจะขยับปากพูด เย่ชิงคู่ปรับเก่าก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูง "เจียงหมิง นี่นายหมายความว่ายังไง? นายกำลังจะบอกพวกเราว่า สวี่หนานเกอคนนี้ก็คือ ดร.หนาน ผู้โด่งดังอย่างนั้นเหรอ? นายตลกหรือเปล่าเนี่ย?"
สิ้นคำพูดของเย่ชิง เสียงหัวเราะขบขันก็ดังขึ้นรอบวงโต๊ะ
"เจียงหมิง นายนี่สรรหาเรื่องมาพูดได้ตลอดเลยนะ"
"อย่ามาทำเป็นพวกชอบปั่นกระแสแถวนี้หน่อยเลยน่า"
"คิดดูสิ ดร.หนาน ผู้เก่งกาจระดับเทพในวงการพลังงานใหม่ จะกลายมาเป็นเด็กสาวอายุยี่สิบกว่าๆ แบบพวกเราได้ยังไง? ท่านตีพิมพ์วิทยานิพนธ์ระดับโลกตั้งแต่เมื่อสามปีที่แล้วนะ ตอนนั้นพวกเราเพิ่งจะอยู่ปีสอง ยังงูๆ ปลาๆ เรื่องเทคโนโลยีหลักของพลังงานใหม่กันอยู่เลย!"
"เจียงหมิง นายนี่มันตัวฮาประจำรุ่นจริงๆ"
เมื่อเห็นสายตาดูแคลนของเพื่อนๆ ความดื้อรั้นในตัวเจียงหมิงก็พุ่งพล่านขึ้นมาทันที เขาเถียงกลับเสียงดัง "ฉันจะโกหกพวกนายไปเพื่ออะไร? ตอนนี้ฉันทำงานในบริษัทของ ดร.หนาน นะ ฉันจะไม่รู้ได้ยังไงว่าเจ้านายตัวเองคือใคร! เพื่อนร่วมรุ่นสวี่หนานเกอของพวกเรานี่แหละ ก็คือตัวจริงเสียงจริงของ ดร.หนาน!"
สิ้นคำยืนยัน ทุกสายตาพุ่งตรงไปที่สวี่หนานเกอเป็นจุดเดียว
เย่ชิงแสยะยิ้มก่อนจะเอ่ยท้าทาย "สวี่หนานเกอ เธอพูดอะไรหน่อยสิ เขาโมเมว่าเธอคือ ดร.หนาน เธอคงไม่หน้าด้านพอที่จะยอมรับหรอกนะ?"
เพื่อนคนอื่นรีบเสริมขึ้นมา "เจียงหมิง พอเถอะน่า ขนาดเจ้าตัวเขายังเงียบกริบ เขาก็รู้ตัวดีแหละว่าตำแหน่งนี้มันแอบอ้างกันไม่ได้ นายจะมาพล่ามอะไรอยู่ตรงนี้"
"เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว"
"มุกตลกฝืดๆ แบบนี้ ไม่มีใครขำด้วยหรอกนะ"
เจียงหมิงกวาดตามองเพื่อนฝูงด้วยความน้อยใจปนโมโห "ทำไมพวกนายถึงไม่เชื่อฉันกันเลยวะ?"
เขาหันกลับไปมองสวี่หนานเกออีกครั้งด้วยสายตาเว้าวอน
เขาอยากให้เธอช่วยพูดอะไรสักอย่างเพื่อยืนยันความจริง แต่สมองก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สวี่หนานเกอเป็นคนเก็บตัวและไม่เคยเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะมาก่อน ที่เขาหลุดปากไปเมื่อกี้ก็เพราะความใจร้อนล้วนๆ
ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมหัวใจเจียงหมิง
เขาไม่ควรละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยการป่าวประกาศตัวตนของเธอโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก ดร.หนาน เลยสักนิด
ชายหนุ่มไม่กล้าขอให้เธอช่วยออกหน้ากู้ศักดิ์ศรีให้ จึงได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วก้มหน้าลงยอมรับชะตากรรม
ทว่าในวินาทีต่อมา เสียงหวานใสแต่ทว่าเรียบนิ่งของหญิงสาวข้างกายก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ "เขาพูดถูกแล้วค่ะ"
เจียงหมิงเงยหน้าขวับ สมองมึนงงไปชั่วขณะ
เขาจ้องมองสวี่หนานเกอด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา "คุณ... คุณยอมรับแล้วเหรอครับ?"
"อืม" สวี่หนานเกอยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น ก่อนจะวางลงเบาๆ "เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับที่ต้องปิดบังอะไรขนาดนั้น"
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงหมิงทันที "ใช่ครับ ใช่ๆๆ คุณพูดถูกที่สุด!"
ภาพการสนทนาของทั้งสองคนทำให้เพื่อนร่วมรุ่นโดยรอบขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสับสน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครปักใจเชื่ออยู่ดี
เย่ชิงกวาดสายตามองเจียงหมิงสลับกับสวี่หนานเกออย่างจับผิด ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาเหมือนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง "เจียงหมิง ที่วันนี้นายทำตัวพินอบพิเทา แล้วก็ออกตัวปกป้องแม่นี่จนเกินงาม คงไม่ใช่เพราะโดนเป่าหูเรื่องนี้มาหรอกนะ? ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกนายแทบไม่ได้คุยกันด้วยซ้ำ!"
เจียงหมิงพยักหน้ารับอย่างซื่อตรง "พวกเราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกันสักหน่อย ที่ฉันทำไปเพราะบังเอิญรู้ความจริงว่าเธอคือ ดร.หนาน ต่างหาก"
เย่ชิงหัวเราะเสียงสูง "ฉันว่านายโดนต้มจนเปื่อยแล้วล่ะ! สวี่หนานเกอ เธอนี่มันเหลี่ยมจัดจริงๆ เลยนะ เที่ยวไปคว้าใครต่อใครมาหลอกปั่นหัวเล่น เธอแอบอ้างว่าเป็น ดร.หนาน ก็เพื่อหลอกใช้ให้เจียงหมิงคอยปกป้องเธอในงานเลี้ยงรุ่นสินะ? จอมปลอมสิ้นดี!"
พูดจบ เธอก็หันไปตำหนิเจียงหมิงต่อ "นายนี่ก็ซื่อบื้อจนน่าสมเพช ยัยนั่นพูดอะไรก็เชื่อเป็นตุเป็นตะไปหมด เธออายุเท่าไหร่เชียว? ดร.หนาน ระดับตำนานจะเป็นเด็กเมื่อวานซืนแบบนี้ได้ยังไง? นายช่วยใช้รอยหยักในสมองคิดวิเคราะห์หน่อยได้ไหมยะ?!"
ชื่อเสียงเรียงนามของ ดร.หนาน ในวงการพลังงานใหม่นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการ
เธอคือบุคคลผู้ทรงอิทธิพลเพียงหนึ่งเดียวที่พลิกโฉมวงการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
งานวิจัยทุกชิ้นที่ตีพิมพ์ภายใต้นามปากกานี้ ล้วนเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้เทคโนโลยีพลังงานใหม่ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด เปรียบเสมือนแม่ทัพผู้เกรียงไกรที่นำพากองทัพบุกเบิกดินแดนใหม่เพียงลำพัง
ดังนั้น คนในสายวิชาชีพนี้จึงเทิดทูนบูชา ดร.หนาน ประหนึ่งศาสดา
ดร.หนาน มักเก็บตัวเงียบเชียบ แม้คนพันคนจะจินตนาการภาพลักษณ์ของ ดร.หนาน แตกต่างกันไปพันแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมั่นใจตรงกันคือเรื่อง 'อายุ'
บุคคลระดับนี้ควรจะเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จะเป็นเพียงบัณฑิตจบใหม่หน้าละอ่อนไปได้อย่างไร?
เรื่องนี้มันไร้สาระจนน่าขัน!
เพื่อนร่วมรุ่นต่างส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา "สวี่หนานเกอคงนึกสนุกอยากแกล้งเจียงหมิงเล่นเฉยๆ มั้ง"
"น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมากกว่า... แต่เจียงหมิง นายก็ทำงานทำการแล้วนะ ทำไมยังอ่อนต่อโลกขนาดนี้"
"ดร.หนาน ตอบรับคำเชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเราแล้วนะ ตอนนี้ ศาสตราจารย์เหลียง ก็เลื่อนตำแหน่งเป็นคณบดีคณะพลังงาน ท่านต้องเคยเจอตัวจริงของ ดร.หนาน มาแล้วแน่ๆ โกหกไม่เนียนแบบนี้ เดี๋ยวความก็แตก"
เจียงหมิงยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความอัดอั้นตันใจ "ทำไมพวกนายถึงไม่เชื่อฉันเลยวะ? สวี่หนานเกอไม่ได้หลอกอะไรฉันทั้งนั้น เธอไม่ได้ตั้งใจจะอวดอ้างด้วยซ้ำ เป็นฉันเองที่ขอแอดวีแชทเธอ แล้วไปเห็นหลักฐานเข้า..."
เย่ชิงแค่นหัวเราะเยาะเย้ย "ฉันว่านายคงโดนผีบังตาแล้วล่ะมั้ง! อย่าไปพูดถึงศาสตราจารย์เหลียงเลย เอาแค่คนใกล้ตัวอย่างสวี่อินนี่ไง... อินอิน เธอได้รับเลือกเป็นกรณีพิเศษให้เป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของ ดร.หนาน ไม่ใช่เหรอ? เธอต้องเคยเจอตัวจริงมาแล้วแน่ๆ บอกเจ้าพวกนี้ไปสิว่าแม่นั่นใช่ ดร.หนาน หรือเปล่า?"
สวี่อินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความอับอายและเจ็บแค้นตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
ให้ตายเธอก็ไม่มีวันช่วยยืนยันความจริงให้สวี่หนานเกอได้หน้าหรอก
หญิงสาวปรับสีหน้าเป็นยิ้มบางๆ ก่อนจะเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง "ฉันสละสิทธิ์ไม่เรียนต่อแล้วล่ะ ลองคิดทบทวนดูแล้ว เรียนต่อโทไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก สู้รีบกลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้านดีกว่าค่ะ"
เย่ชิงชะงักกึก "อ้าว... งั้นแสดงว่าเธอก็ยังไม่เคยเจอ ดร.หนาน เหมือนกันเหรอ?"
สวี่อินเลือกที่จะเงียบ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ฮั่วจื่อเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดีจึงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยตัดบท "พอเถอะ เลิกคุยเรื่องไร้สาระพวกนี้ได้แล้ว วันนี้เป็นวันเกิดของศาสตราจารย์เหลียงนะ พวกเรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะจัดงานฉลองยังไงดี"
เมื่อฮั่วจื่อเฉินออกปากปราม บรรยากาศตึงเครียดจึงคลายลง ทุกคนเริ่มหันไปคุยเรื่องอื่นตามน้ำ แต่ก็ยังไม่วายมีเสียงซุบซิบดังลอดมาให้ได้ยิน
"คุณชายฮั่วนี่ยังตัดบัวไม่เหลือใยสินะ ถึงได้รีบออกหน้าช่วยกู้หน้าให้สวี่หนานเกอ"
"แหงอยู่แล้ว ก็ตามจีบมาตั้งสี่ปีนี่นา ประเด็นคือจีบไม่ติดด้วยนะ คงจะเป็นรักฝังใจไปจนตายนั่นแหละ"
"แต่สวี่หนานเกอนี่ก็เหลือเกินจริงๆ กล้าปั้นน้ำเป็นตัวเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ได้ยังไง หน้าไม่อายชะมัด"
ในขณะที่เสียงนินทากำลังเซ็งแซ่ ประตูห้องจัดเลี้ยงก็เปิดออก ศาสตราจารย์เหลียงเดินจ้ำอ้าวเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบ พร้อมกล่าวขอโทษขอโพยทันทีที่มาถึง "ขอโทษทีนะทุกคน เมื่อเช้าผมติดสอนคาบหนึ่ง เลยมาช้าไปหน่อย ปล่อยให้นักศึกษารอนานเลย"
เหล่าลูกศิษย์รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับอาจารย์ที่เคารพพร้อมกล่าวทักทายตามมารยาท
ทันใดนั้นเอง เย่ชิงก็แผดเสียงแหลมแทรกขึ้นมากลางวงด้วยแววตามุ่งร้าย "ศาสตราจารย์เหลียงคะ! เมื่อกี้อาจารย์มาช้าไปนิดเดียว พลาดเรื่องตลกคาเฟ่ไปอย่างน่าเสียดายเลยค่ะ อาจารย์ทราบไหมคะว่า สวี่หนานเกอหน้าด้านประกาศตัวว่าเธอคือ ดร.หนาน! อาจารย์ว่าเรื่องนี้มันน่าขำจนฟันร่วงไหมคะ?"
[จบบท]