บทที่ 139: วีรบุรุษไม่ถามที่มา
ถึงแม้สวี่หนานเกอจะรู้ความจริงอยู่เต็มอกว่าเธอไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของสวี่เหวินจง แต่เธอก็ปฏิเสธความจริงที่ว่าเธอเติบโตมาในฐานะลูกสาวนอกสมรสของตระกูลสวี่ไม่ได้
ในอดีตเธอเคยใส่ใจกับสถานะนี้มาก ถึงขนาดรู้สึกรังเกียจเลือดทุกหยดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายตัวเองว่ามันสกปรกโสโครกเพียงใด
ภายใต้การล้างสมองของแม่แท้ๆ อย่างหลี่หว่านรูที่พร่ำกรอกหูเธออยู่ทุกเช้าค่ำ ทำให้เธอหลงคิดไปว่าตัวเองติดค้างบุญคุณตระกูลสวี่ และเป็นหนี้ชีวิตที่ต้องชดใช้ให้แก่สวี่อิน
หญิงสาวหวนนึกถึงเหตุการณ์ในปีนั้น ตอนที่เธอตัดสินใจจะก้าวเดินออกจากตระกูลสวี่ หลี่หว่านรูไม่ยินยอมให้เธอไป หญิงคนนั้นต้องการให้เธออยู่รับใช้คนในตระกูลสวี่เยี่ยงวัวควาย เป็นเธอเองที่ยอมคุกเข่าอ้อนวอนอยู่หน้าบ้าน
เด็กสาววัย 13 ปี สวมเพียงเสื้อผ้าบางเบา ทรุดกายคุกเข่าท่ามกลางลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านร่างกายจนชาไปถึงกระดูก
หลังจากผ่านไป 10 ชั่วโมงเต็ม เธอก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่หว่านรูด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ตอนนี้หนูสามารถเดินออกจากตระกูลสวี่ไปได้อย่างขาวสะอาดและบริสุทธิ์ใจแล้วใช่ไหมคะ"
นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดถึงชาติกำเนิดของตัวเองให้ใครฟังอีกเลย
ฮั่วจื่อเฉินเคยตัดพ้อว่าเธอหลอกลวงเขา ปิดบังความจริงกับเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่ได้มีเจตนาจะปิดบัง เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นพูดมันอย่างไร ในเวลานั้นเธอตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่า หากฮั่วจื่อเฉินสารภาพรักกับเธอในวันเรียนจบ เธอจะยอมเปิดเผยตัวตนและชาติกำเนิดทั้งหมดให้เขารับรู้
พอลองมาย้อนคิดดูในตอนนี้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอถูกหลี่หว่านรูจองจำเอาไว้
หลี่หว่านรูสร้างกรงขังที่ตีตราว่า "ลูกนอกสมรส" ขึ้นมาเพื่อกักขังจิตวิญญาณและพันธนาการเธอไว้อย่างแน่นหนา
แต่แท้จริงแล้ว ชาติกำเนิดของคนคนหนึ่ง มันสำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
สวี่หนานเกอคิดตกผลึกเรื่องนี้มานานแล้ว เพียงแต่จิตใจยังไม่เข้มแข็งพอที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างเปิดเผย
ทว่าในวันนี้ วินาทีนี้ ในที่สุดเธอก็สามารถยืดอกยอมรับมันได้อย่างภาคภูมิใจเสียที
บรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงตกอยู่ในความเงียบงัน
สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่สวี่หนานเกอด้วยความตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นสายตาเหล่านั้นก็เบนไปหาสวี่อิน ก่อนจะเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเบาๆ
"คุณพระช่วย นี่พวกเธอเป็นพี่น้องคนละแม่กันงั้นเหรอ"
"พี่น้องอะไรกัน นั่นมันลูกเมียน้อยชัดๆ ซึ่งก็แปลว่าแม่ของสวี่หนานเกอเป็นมือที่สาม ถ้าฉันเป็นสวี่อิน ฉันคงเกลียดผู้หญิงคนนี้เข้ากระดูกดำไปแล้ว"
"แต่ดูไม่ออกเลยนะ ปกติสวี่หนานเกอทำงานพาร์ทไทม์ส่งตัวเองเรียนมาตลอด ได้ยินมาว่าค่าเทอมทุกหยวนเธอก็หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองทั้งนั้น"
ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นบางคนกำลังจับกลุ่มคุยกันเสียงเบา เย่ชิงที่ยืนฟังอยู่กลับปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในทันที เธอแผดเสียงแหลมสูงขึ้นมาอย่างเหลืออด "สวี่หนานเกอ ที่แท้เธอก็เป็นคนประเภทนี้นี่เอง ทำไมเธอต้องปิดบังทุกคนด้วย ชาติกำเนิดต่ำต้อยแบบเธอเนี่ย มันน่าขยะแขยงที่สุด แม่ของเธอก็คงเป็นแค่เมียน้อยที่คอยจ้องจะทำลายครอบครัวคนอื่น ส่วนตัวเธอเองก็เป็นนางจิ้งจอก คอยหว่านเสน่ห์ยั่วยวนชาวบ้านไปทั่ว ฉันมีเพื่อนร่วมรุ่นอย่างเธอได้ยังไงกัน"
เธอหันขวับไปหาสวี่อินแล้วพูดต่อ "คุณหนูสวี่อิน เธอก็ใจดีเกินไปแล้วนะ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่รีบบอกทุกคนตั้งแต่แรกล่ะ"
สมัยที่สวี่อินเรียนอยู่ชั้นประถมและมัธยมต้น เธอมักจะใช้วิธีป่าวประกาศเรื่องนี้ให้เพื่อนในห้องรู้กันจนทั่ว เด็กในวัยนั้นยังไร้เดียงสาและถูกปลูกฝังมาว่าแม่เลี้ยงกับเมียน้อยคือตัวร้ายที่น่ากลัวที่สุด จึงพาลรังเกียจสวี่หนานเกอไปด้วย
แต่หลังจากขึ้นชั้นมัธยมปลาย แผนการตื้นๆ นี้ก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เพราะคนที่มีอคติส่วนตัวกับสวี่หนานเกอแบบเย่ชิงนั้นมีน้อยมาก แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมยุคใหม่กลับมีความคิดที่กว้างไกลกว่านั้น
"นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ คงไม่มีใครเขาตัดสินคนจากชาติกำเนิดกันแล้วมั้ง ทำไมล่ะ เธอทำตัวหยิ่งผยองขนาดนี้ บ้านเธอสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์หรือไง"
"ตลกตายล่ะ บรรพบุรุษบ้านฉันคือตระกูลอ้ายซินเจวี๋ยหลัวแห่งราชวงศ์ชิง ฉันยังไม่เห็นจะภูมิใจตรงไหนเลย ชาติกำเนิดของคนอื่นมันทำไมเหรอ คนเราเลือกเกิดเองได้ด้วยหรือไง"
"พูดจริงหรือเปล่าเนี่ย เธอเป็นลูกหลานตระกูลอ้ายซินเจวี๋ยหลัวจริงๆ เหรอ"
"มุกตลกก็ฟังไม่ออกหรือไง หลบไปไกลๆ เลยไป"
เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนทนดูพฤติกรรมของเย่ชิงที่เอาแต่โจมตีเพื่อนไม่ไหว จึงตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
"วีรบุรุษไม่ถามที่มา ไม่ว่าสวี่หนานเกอจะมีชาติกำเนิดยังไง มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอเลือกเองได้ ขอแค่ตัวเธอเก่งและมีความสามารถมากพอ ใครจะไปสนเรื่องชาติกำเนิดกัน"
"ถ้าจะพูดถึงเรื่องเทือกเถาเหล่ากอ ลองสืบย้อนกลับไปสัก 3 รุ่นสิ บ้านใครไม่ได้มาจากชาวไร่ชาวนาบ้าง"
"เย่ชิง แล้วชาติกำเนิดของเธอดีนักเหรอ พ่อแม่เธอทำงานอะไร ที่บ้านมีเหมืองทองหรือไงถึงได้กล้ามาว่าคนอื่น"
เย่ชิงถูกเพื่อนรุมต้อนจนพูดไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด "พวกนายโดนนางจิ้งจอกนี่เป่าหูแล้วใช่ไหม คนที่ช่วยเธอพูดมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น เหลือเชื่อจริงๆ"
คำพูดเหมารวมนี้ทำให้เพื่อนผู้หญิงที่นั่งเงียบอยู่เกิดความไม่พอใจขึ้นมาทันที
สาเหตุที่เพื่อนผู้หญิงพูดน้อย เป็นเพราะนิสัยไม่ได้โผงผางตรงไปตรงมาเหมือนพวกผู้ชาย แต่พอถูกพาดพิงเสียหาย เพื่อนผู้หญิงก็เริ่มส่งเสียงตอบโต้กันเซ็งแซ่
"เย่ชิง เธอพูดแรงเกินไปแล้วนะ ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกัน แถมสมัยเรียนสวี่หนานเกอก็แค่เป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ความจริงนิสัยดีมากนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันเป็นเวรทำความสะอาดแล้วเอื้อมเช็ดกระจกด้านบนไม่ถึง ก็ได้สวี่หนานเกอนี่แหละมาช่วยฉัน"
เพื่อนผู้หญิงรูปร่างบอบบางคนหนึ่งพูดขึ้นเพื่อยืนยันความดีของเพื่อน
ยังมีอีกคนพูดเสริมขึ้นมาอย่างเผ็ดร้อน "ฉันว่าที่เย่ชิงเธอเป็นบ้าแบบนี้เพราะเธอชอบเจียงหมิง แต่เจียงหมิงคอยช่วยพูดให้ดร.หนานตลอด เธอเลยอิจฉาจนหน้ามืดตามัวสินะ อย่ามาแบ่งแยกชายหญิงเลย การกระทำต่ำๆ แบบเธอเนี่ย ไม่ว่าชายหรือหญิงก็ดูออกว่ามันแย่แค่ไหน"
"นั่นสิ เธอเก่งนัก ชาติกำเนิดดีนัก แล้วเธอทำผลงานวิจัยชนะดร.หนานได้ไหมล่ะ ถ้าทำไม่ได้ก็หุบปากไปเถอะ"
ทุกคนต่างรุมประณามเย่ชิงจนเธอแทบไม่มีที่ยืน
สวี่อินยืนมองสถานการณ์อยู่ข้างๆ ก็หลุบตาลงซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์แล้วยิ้มเย็นที่มุมปาก
เห็นไหมล่ะ ถ้าเธอเป็นคนพูดความจริงออกไปเอง จุดจบก็คงไม่ต่างจากเย่ชิงที่โดนทัวร์ลงแบบนี้
พอเห็นเย่ชิงทำท่าจะร้องไห้เพราะโดนทุกคนรุมต่อว่า สวี่อินก็ค่อยๆ เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะหวังดี "ทุกคนพูดถูกแล้วค่ะ ดังนั้นหนานเกอ เธอไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่งงานสุ่มสี่สุ่มห้ากับใครก็ได้เพียงเพราะน้อยเนื้อต่ำใจเรื่องชาติกำเนิดนะ เธอควรถามความเห็นของคุณพ่อบ้าง เมื่อวานคุณพ่อเห็นสามีของเธอ ท่านโกรธมากและก็สงสารเธอมากนะที่ต้องไปคว้าคนแบบนั้นมาทำสามี"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่เติมลงในกองไฟ ทำให้เย่ชิงหาช่องทางโจมตีสวี่หนานเกอได้อีกครั้ง เธอลุกพรวดขึ้นยืนทันทีเพื่อข่มขวัญคนอื่น
เธอหัวเราะเยาะแล้วหันไปมองพวกผู้ชายที่เพิ่งออกตัวปกป้องสวี่หนานเกอเมื่อครู่ "ปากพวกนายบอกว่าไม่แคร์ครอบครัวแบบนั้น แต่ถ้าให้พวกนายแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้จริงๆ พวกนายจะยอมไหม"
พวกผู้ชายถึงกับสะอึก พูดไม่ออก
เย่ชิงจึงได้ทีพูดเหน็บแนมต่อ "แม่ของยัยนี่เป็นเมียน้อยที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นเมียน้อย ลูกสาวที่เกิดจากผู้หญิงไร้ยางอายแบบนี้ สันดานในกระดูกดำก็ต้องร่านเหมือนกันนั่นแหละ พวกนายไม่กลัวว่าวันข้างหน้าเธอจะสวมเขาให้พวกนายเหรอ แถมถ้าญาติพี่น้องถามว่าบ้านเดิมของภรรยาทำมาหากินอะไร จะตอบว่ายังไง การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องของคนสองคนนะ แต่มันคือเรื่องของสองครอบครัว พวกนายกล้าเอามือทาบอกแล้วพูดไหมว่า ถ้าพ่อแม่พวกนายรู้กำพืดของเธอ ท่านจะยอมให้พวกนายแต่งงานกับเธอ"
คำพูดแทงใจดำนี้ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ในห้องถึงกับมึนงงและเริ่มลังเล
ทุกคนเพิ่งเรียนจบ ยังไม่มีใครคิดเรื่องแต่งงานจริงจังกันตอนนี้
เย่ชิงเงยหน้าหัวเราะเสียงดังด้วยความสะใจ "ฮ่าๆๆ พวกนายไม่มีใครกล้ารับประกันว่าจะแต่งกับเธอได้เลยสักคน เห็นไหมล่ะ ชาติกำเนิดแบบเธอ ครอบครัวปกติที่ไหนเขาจะเอามาทำสะใภ้"
"ใครแต่งกับเธอก็คงเป็นเรื่องตลกให้ชาวบ้านนินทา ขนาดคุณชายฮั่วชอบเธอขนาดนั้น ตามจีบเธอมาตั้ง 4 ปี สุดท้ายก็ไม่เอาเธอเพราะเหตุผลนี้ไม่ใช่เหรอ ขนาดคนระดับคุณชายฮั่วยังทำตามใจตัวเองไม่ได้ แล้วพวกนายจะไปทำได้ยังไง"
เย่ชิงหันไปมองซือถูเชินอีกครั้งด้วยสายตาดูแคลน "เพราะงั้น เธอเลยไปคว้าเอากรรมกรก่อสร้างที่ไหนไม่รู้มาทำสามีใช่ไหมล่ะ ก็มีแต่คนชนชั้นแรงงานแบบนี้แหละที่ไม่ถือสาเรื่องชาติกำเนิด เพราะลูกนอกสมรสก็เหมาะสมกับพวกคนชั้นต่ำอยู่แล้วนี่ ผีเน่ากับโลงผุชัดๆ"
ภายในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มตก บรรยากาศอึดอัดเข้าครอบงำ
สวี่อินเห็นสถานการณ์พลิกกลับมาเป็นแบบนี้ก็ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
เธอต้องการผลลัพธ์แบบนี้แหละ
สวี่หนานเกอคงขายหน้าจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ต่อให้ตัวเองจะเก่งกล้าสามารถแค่ไหน สุดท้ายก็คู่ควรกับกรรมกรจนๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ทันใดนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของฮั่วเป่ยเยี่ยนก็ดังแทรกความเงียบขึ้น "พูดพอหรือยัง"
ทุกคนต่างหันขวับไปมองเขาเป็นตาเดียว เห็นเพียงแววตาของชายหนุ่มที่ดำดิ่งลึกล้ำยากจะคาดเดา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่หนักแน่นว่า "ใครบอกว่าสามีของเธอเป็นกรรมกร"
[จบบท]