บทที่ 146: การเผชิญหน้ากับข่าวลือ
คุณนายสวี่มีสีหน้ามึนงงอย่างเห็นได้ชัด เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ สวี่หนานเกอถึงอยากจะให้เธอดูทะเบียนสมรสในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ท่ามกลางงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
แต่ถึงแม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายเพียงใด เธอก็ยังเลือกที่จะเดินตามสวี่หนานเกอไปยังห้องพักรับรองฝั่งปีกซ้ายอย่างว่าง่ายโดยไม่ได้เอ่ยปากขัดแย้งแต่อย่างใด
สวี่หนานเกอในชุดราตรีเรียบหรูที่ขับเน้นผิวขาวผ่อง ถือเพียงโทรศัพท์มือถือเครื่องบางไว้ในมือ ส่วนกระเป๋าสะพายและสัมภาระของคุณย่าฮั่วนั้น เธอได้จัดการฝากไว้ในห้องเก็บของด้านข้างเรียบร้อยแล้วตั้งแต่มาถึง
เธอตระหนักดีว่าในวันนี้คุณนายสวี่ หรือแม่ใหญ่ที่เธอเคารพรักจะต้องเดินทางมาร่วมงานนี้อย่างแน่นอน และคงหนีไม่พ้นที่จะต้องมาคอยเป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าเธอจะถูกคนในงานรังแกหรือดูถูกเหยียดหยาม
หญิงสาวผ่านร้อนผ่านหนาวและเผชิญกับคำครหามานับครั้งไม่ถ้วน เธอรู้ซึ้งแก่ใจดีว่าต่อให้เธอพยายามอธิบายความจริงออกไปเป็นพันคำ คนเหล่านี้ก็คงไม่มีทางเปิดใจรับฟังหรือเชื่อถือในสิ่งที่เธอพูด ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจตัดปัญหาด้วยการนำหลักฐานชิ้นสำคัญอย่างทะเบียนสมรสติดตัวมาด้วย เพื่อจุดประสงค์เดียวคือต้องการให้คุณนายสวี่ผู้เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของเธอได้คลายความกังวลและสบายใจได้เสียที
ทว่าในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเท้าเดินไปยังโซนห้องพักรับรอง บริเวณโถงทางเข้างานอันโอ่อ่าก็เกิดเสียงฮือฮาอึกทึกดังขึ้น เรียกความสนใจจากแขกเหรื่อทั้งงาน
สวี่หนานเกอและคุณนายสวี่อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองตามเสียงนั้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างสูงสง่าของฮั่วเป่ยเยี่ยนที่เพิ่งเดินทางมาถึง เขาอยู่ในชุดสูทหางยาวสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีต ขับเน้นบุคลิกภาพที่ดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคงท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่พยายามจะเข้ามาทักทาย ราวกับดวงจันทร์ที่เปล่งประกายอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปหาคุณย่าฮั่วที่นั่งเป็นประธานอยู่กลางงานโดยไม่วอกแวก
บรรดาแขกผู้มีเกียรติที่กำลังรุมล้อมอวยพรวันเกิดอยู่รอบๆ ต่างพากันแหวกทางให้อย่างรู้งาน เปิดทางให้หลานชายคนโปรดได้เข้าไปหาผู้เป็นย่า
คุณย่าฮั่วฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกาแห่งความสุข นางยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปหาหลานชายด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
แต่ฮั่วเป่ยเยี่ยนกลับไม่ได้เดินเข้าไปจับมือนั้นในทันที เขาหยุดยืนนิ่งแล้วโค้งคำนับลงต่ำอย่างนอบน้อมและสง่างาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกที่เต็มไปด้วยความจริงใจว่า “คุณย่าครับ ผมขออวยพรให้คุณย่ามีความสุขมากๆ ในวันเกิดปีนี้ ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานไปนานๆ นะครับ”
เขาไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่มักจะพูดยกยอปอปั้นด้วยถ้อยคำสวยหรูแต่ฉาบฉวย เพียงแค่ประโยคสั้นๆ ที่กลั่นออกมาจากใจของเขา กลับสื่อความหมายและคำอวยพรที่ลึกซึ้งที่สุด
ขอบตาของคุณย่าฮั่วแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความตื้นตันใจ นางรีบกวักมือเรียกเขาเข้ามาใกล้ๆ ทันที “เจ้าเด็กดื้อคนนี้ จะมาทำพิธีรีตองอะไรกันนักหนา แค่แกใช้ชีวิตอย่างมีความสุข รักใคร่กลมเกลียวกับหลานสะใภ้ของฉัน ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปด้วยกัน แค่นี้คนแก่แบบย่าก็ตายตาหลับแล้ว”
แม้ใบหน้าของฮั่วเป่ยเยี่ยนจะยังคงเรียบเฉยตามสไตล์ แต่สวี่หนานเกอที่แอบมองอยู่ไกลๆ กลับสัมผัสได้ถึงประกายความอ่อนโยนในดวงตาคู่นั้น เขากำลังพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกตื้นตันใจเอาไว้ เขาตอบกลับผู้เป็นย่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยว่า “คุณย่าไม่ต้องห่วงนะครับ ผมสัญญาว่าจะทำให้ได้”
“ดี ดีมาก!” รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณย่าฮั่วในเวลานี้ ช่างดูสดใสและเต็มไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง
และเมื่อบทสนทนาวกเข้าเรื่องหลานสะใภ้ บรรดาแขกเหรื่อที่หูผึ่งรอฟังอยู่แล้วจึงถือโอกาสขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มแห่งความใคร่รู้ “ฟังจากที่คุณย่าและประธานฮั่วคุยกันแบบนี้ แสดงว่าในคืนนี้ พวกเราจะได้รับเกียรติยลโฉมคุณนายฮั่วตัวจริงเสียงจริงแล้วใช่ไหมครับ?”
สิ้นเสียงคำถาม สายตาคมกริบของฮั่วเป่ยเยี่ยนก็กวาดมองไปทั่วห้องจัดเลี้ยงเพื่อมองหาสวี่หนานเกอโดยสัญชาตญาณ
แต่ทว่าในขณะนั้น สวี่หนานเกอได้พาคุณนายสวี่เดินเลี้ยวหายเข้าไปในมุมตึกเสียแล้ว เขาจึงมองไม่เห็นร่างบางที่คุ้นตา จึงได้แต่ดึงสายตากลับมา แล้วพยักหน้าตอบรับคำถามนั้นเบาๆ
ปฏิกิริยานั้นเรียกเสียงฮือฮาและเสียงหัวเราะชอบใจจากคนรอบข้างได้ในทันที
“ในที่สุดประธานฮั่วก็ยอมพาภรรยาที่เก็บซ่อนไว้ถึงสองปีออกมาเปิดตัวสักที พวกเราอยากเห็นจริงๆ ว่าสุภาพสตรีท่านนั้นจะเป็นใครกันนะ ที่สามารถมัดใจชายหนุ่มผู้เย็นชาคนนี้ให้รักเดียวใจเดียวได้ขนาดนี้...”
“ดูจากสีหน้าที่ยิ้มแย้มของคุณย่าฮั่วแล้ว รับประกันได้เลยว่าต้องเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมมากแน่ๆ!”
คุณย่าฮั่วได้ยินคำชมก็ยิ้มแก้มแทบปริ นางพยักหน้าสนับสนุนอย่างกระตือรือร้น “ถูกต้องที่สุด หลานสะใภ้ของฉันคนนี้ทั้งสวย ทั้งเก่ง กิริยามารยาทก็งดงาม ฉันรักของฉันมาก!”
“แค่เห็นประธานฮั่วและภรรยารักกันดีแบบนี้ คุณย่าก็คงมีความสุขที่สุดแล้วสินะครับ!”
“แน่นอนสิ เจ้าหลานชายตัวดีวันๆ เอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่คนอื่น ก่อนหน้านี้ฉันยังกลัวอยู่เลยว่าจะไปทำให้หลานสะใภ้ตกใจหนีไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะหวานชื่นดีมากเลยล่ะ!”
บรรยากาศรอบตัวคุณย่าฮั่วเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ทุกคนต่างพากันรุมล้อมเอาใจด้วยการกล่าวชื่นชมหลานสะใภ้และหลานชายของนางอย่างไม่ขาดสาย ทำให้หญิงชรายิ้มไม่หุบ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนยืนมองภาพความสุขนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เขากำลังจะกวาดสายตามองหาสวี่หนานเกออีกครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้เธอ แต่จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็สั่นเตือนขึ้นมาเสียก่อน
เขาหยิบขึ้นมาดูเบอร์โทรศัพท์ก่อนจะกดรับสาย ปลายสายคือเสียงของเยี่ยเย่ที่ดังลอดออกมาด้วยความร้อนรน “เจ้านายครับ เกิดเรื่องแล้ว คุณเยี่ยมาที่งานครับ”
คิ้วเข้มของฮั่วเป่ยเยี่ยนขมวดมุ่นเข้าหากันทันที เขาถามเสียงเย็นเยียบ “ใครสั่งให้นายพาเธอมา?”
“โธ่ เจ้านาย ผมถูกใส่ร้ายนะครับ เธอรบเร้าจะมาให้ได้ บอกว่าเป็นวันเกิดของคุณย่า ยังไงก็ต้องมาแสดงความกตัญญู สภาพร่างกายของเธอเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่กล้าขัดใจหรือห้ามปรามเธอแรงๆ กลัวเธอจะทรุดลงไป...”
น้ำเสียงของเยี่ยเย่แผ่วลงเรื่อยๆ ด้วยความรู้สึกผิดอย่างชัดเจน “เรื่องที่เจ้านายตั้งใจจะเปิดตัวคุณสวี่ในฐานะภรรยาวันนี้ เราควรจะเลื่อนออกไปก่อนดีไหมครับ...”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ทำไมต้องเลื่อน?”
เยี่ยเย่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ก็... ผมกลัวว่าคุณเยี่ยจะรับความจริงไม่ไหวแล้วอาการทรุดหนักน่ะสิครับ ถ้าอย่างนั้นวันนี้คงต้องให้คุณสวี่เสียสละไปก่อน อย่างมากก็แค่โดนสังคมตราหน้าว่าเป็นเมียน้อย หรือเด็กเสี่ยต่อไปอีกสักพัก...”
“เลิกความคิดตื้นเขินของนายไปซะ หนานเกอไม่ต้องการให้นายมาคิดแทนเธอ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนหลุบตาลง ซ่อนความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา เขาใช้นิ้วมือนวดคลึงขมับเบาๆ เพื่อคลายความเครียด แววตาฉายประกายแน่วแน่ขึ้นมาวูบหนึ่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างชัดเจนว่า “เธอมาก็ดีเหมือนกัน จะได้เห็นกับตาตัวเองว่าผมแต่งงานแล้วจริงๆ จะได้เลิกเพ้อเจ้อและล้มเลิกความคิดที่ผิดศีลธรรมพวกนั้นไปเสียที”
เยี่ยเย่รีบรับคำ “รับทราบครับ เจ้านาย!”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนถามต่อ “ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”
เยี่ยเย่รีบรายงานสถานการณ์ “เธอใส่ชุดคนป่วยมาเลยครับ เมื่อกี้เพิ่งจะถูกคุณสวี่อินพาตัวไปเปลี่ยนชุดราตรีที่ห้องรับรองแล้วครับ!”
...
ในอีกด้านหนึ่ง หลังจากที่ฮั่วเป่ยเยี่ยนกล่าวคำอวยพรจบ สวี่หนานเกอก็พาคุณนายสวี่เดินเลี้ยวตรงสุดทางเดิน มุ่งหน้าไปยังห้องพักรับรองที่เงียบสงบ
แต่ทันทีที่เลี้ยวพ้นมุมตึก เธอก็ต้องประจันหน้ากับเจียงอิงเฉียวเข้าอย่างจัง
ชายหนุ่มลูกพี่ลูกน้องของฮั่วเป่ยเยี่ยนที่มีบุคลิกขวางโลกนิดๆ คนนี้คงกำลังหาที่หลบหนีความวุ่นวายจากงานเลี้ยง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นสวี่หนานเกอ เขาก็รีบสาวเท้าเข้ามาหาเธอทันทีด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น “ดร.หนาน พอดีเลย ผมมีเรื่องอยากจะถามคุณหน่อย”
จากนั้นเขาก็หันมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า “คุณบอกความจริงผมมาเถอะ คุณกับลูกพี่ลูกน้องของผมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันใช่ไหม?”
สวี่หนานเกอมองเขาด้วยความงุนงง “คุณหมายความว่ายังไง?”
เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม
เจียงอิงเฉียวจึงเริ่มร่ายยาวสิ่งที่เขาอัดอั้นตันใจ “คุณคิดว่าในตระกูลฮั่วจะมีความลับที่ปิดได้มิดชิดจริงๆ เหรอ? ช่วงนี้พนักงานในบริษัทลือกันให้แซ่ดว่าคุณกับพี่ชายของผมแอบคบหากันอยู่! พวกคุณคบกันจริงๆ ใช่ไหม?”
“...” สวี่หนานเกอกระตุกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตอบสั้นๆ “อืม จริง”
สายตาที่เจียงอิงเฉียวมองเธอเปลี่ยนไปในทันที จากความสงสัยกลายเป็นความผิดหวังและเสียดาย “ทำไมคุณถึงทำเรื่องสิ้นคิดแบบนี้? คุณ... ตามหลักการแล้วคนที่มีไอคิวสูงระดับอัจฉริยะอย่างคุณ ไม่ควรจะมาตกม้าตายเรื่องความรักแบบนี้สิ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไมคุณถึง...”
เขาอยากจะเทศนาสั่งสอนสวี่หนานเกอสักยกใหญ่ แต่พอเห็นใบหน้าเรียบเฉยของเธอ คำพูดรุนแรงเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออก
สวี่หนานเกอสังเกตเห็นความลำบากใจของเขา และรู้ดีว่าลึกๆ แล้วอีกฝ่ายมีความหวังดีต่อเธอ เธอกำลังจะอ้าปากอธิบายความสัมพันธ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างเธอกับฮั่วเป่ยเยี่ยนให้ฟัง แต่ไม่ทันไร เจียงอิงเฉียวก็ขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเครียดว่า
“ผมไปสืบมาจนรู้แน่ชัดแล้วว่าคุณนายฮั่วตัวจริงเป็นใคร!”
สวี่หนานเกอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มจนตาหยีด้วยความขบขัน “อ้อ แล้วเป็นใครเหรอคะ?”
“เธอชื่อเยี่ยเค่อโหรว เป็นผู้หญิงที่รักษาตัวอยู่ที่ต่างประเทศมาหลายปีแล้ว ก่อนหน้านี้พี่ชายของผมก็บินไปเฝ้าไข้เธอที่ต่างประเทศตลอด เพิ่งจะกลับมาเมื่อไม่นานมานี้เอง ได้ยินวงในบอกมาว่าตอนนี้อาการป่วยของเธอเริ่มคงที่ สามารถออกมาใช้ชีวิตปกติได้แล้ว เมื่อกี้ผมเห็นกับตาเลยว่าผู้ช่วยเยี่ยเป็นคนขับรถไปรับเธอมาที่งานด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินข่าวลือมาว่าพี่ชายตั้งใจจะใช้โอกาสนี้เปิดตัวภรรยาของเขาให้สังคมรับรู้...”
เจียงอิงเฉียวพูดมาถึงตรงนี้ ก็หันไปมองสวี่หนานเกอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสารและเตือนสติ “เอาเป็นว่า ถึงแม้พี่สะใภ้จะร่างกายอ่อนแอ แต่สองปีมานี้ พี่ชายก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเธอ ไม่เคยมีข่าวเรื่องหย่าร้าง นั่นแสดงว่าพวกเขามีความรักความผูกพันที่มั่นคงต่อกันมาก คุณอย่า... ถึงพี่ชายผมจะหล่อรวยและมีผู้หญิงเข้าหาเยอะก็เถอะ แต่เขาไม่เหมาะกับคุณหรอก... เชื่อผมเถอะ...”
“คุณดึงสติกลับมาหน่อย อย่าทำเรื่องที่ทำให้คนอื่นดูถูกคุณไปมากกว่านี้เลย บางครั้งการยอมถอยออกมาอย่างมีศักดิ์ศรี ก็ถือเป็นการเสียสละและความใจกว้างที่น่ายกย่องนะ ดร.หนาน คุณเห็นด้วยกับผมไหม?”
สวี่หนานเกอ “...”
เจียงอิงเฉียวเห็นเธอยืนนิ่งเงียบไป ก็เข้าใจผิดคิดว่าเธอถูกคำพูดของเขาเตือนสติจนสำนึกได้แล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องถามเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป “แล้วนี่พวกคุณจะไปไหนกัน?”
สวี่หนานเกอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ฉันว่าจะพาคุณนายสวี่ไปดูทะเบียนสมรสของฉันค่ะ”
เจียงอิงเฉียวพยักหน้ารับรู้ “...จริงสิ คุณเองก็แต่งงานแล้วนี่นา ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ต่างคนต่างอยู่ ใช้ชีวิตครอบครัวของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ไปๆ ผมขอตามไปดูด้วยคน อยากเห็นหน้าสามีของคุณจริงๆ ว่าเป็นใครกันแน่”
“...”
[จบบท]