บทที่ 151: แผนการสกปรก
สวี่หนานเกอเดินตามฮั่วเป่ยเยี่ยนเข้ามาทางประตูหลังของห้องจัดเลี้ยงโรงแรมตี้หาว ทั้งสองตั้งใจจะเดินทะลุไปยังโถงด้านหน้าเพื่อร่วมงาน แต่จังหวะนั้นเอง แม่บ้านคนหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาจากทางด้านข้างอย่างไม่ทันระวัง
ในมือของเธอประคองถาดที่เต็มไปด้วยแก้วไวน์แดงทรงสูง ความเร่งรีบทำให้เธอไม่ได้มองทางข้างหน้า และจังหวะก้าวเดินนั้นกำลังจะพุ่งเข้าชนสวี่หนานเกออย่างจัง
สวี่หนานเกอไวกว่าความคิด เธอยกแขนขึ้นมาตั้งการ์ดตามสัญชาตญาณเพื่อป้องกันตัว แต่ทว่ามีมือหนาที่เร็วกว่าคว้าเอวเธอไว้แน่นแล้วกระชากเบาๆ ให้เธอหลบเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด ฮั่วเป่ยเยี่ยนเอาตัวเข้าบังเธอไว้ใช้แผ่นหลังกว้างรับแรงกระแทกแทน
“เพล้ง!”
เสียงแก้วแตกกระจายดังก้องเมื่อถาดไวน์กระแทกเข้ากับแผ่นหลังของชายหนุ่ม ของเหลวสีแดงเข้มสาดกระจายเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงจนกลายเป็นด่างดวงน่ากลัว
“คุณฮั่ว! คุณสวี่! ขอโทษค่ะ! ดิฉันขอโทษจริงๆ!” แม่บ้านหน้าซีดเผือด รีบก้มหัวขอโทษปลกๆ ด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
สวี่หนานเกอไม่ได้สนใจความวุ่นวายตรงหน้า สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนบังลมฝนให้เธอ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักหนาแค่ไหน เธอก็ต้องยืนหยัดต่อสู้เพียงลำพัง ใช้สองมือสองเท้าของตัวเองฟันฝ่าอุปสรรคมาตลอด แต่เมื่อกี้... ในวินาทีนั้น เธอสัมผัสได้ถึงคำว่า 'ถูกปกป้อง' เป็นครั้งแรก
ฮั่วเป่ยเยี่ยนก้มลงมองสำรวจหญิงสาวในอ้อมแขนอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเปื้อนไวน์แม้แต่หยดเดียว แววตาที่เป็นห่วงจึงคลายลง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเหนอะหนะที่แผ่นหลัง ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ระวังหน่อย อย่าไปชนแขกคนอื่นเข้าล่ะ”
“ค่ะ... ทราบแล้วค่ะ”
แม่บ้านรีบนั่งลงเก็บกวาดเศษแก้วด้วยมือที่สั่นเทา
ฮั่วเป่ยเยี่ยนหันกลับมาหาสวี่หนานเกอ “ผมต้องขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อข้างบนก่อน คุณไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่ารอก่อนนะ”
เขาคงไม่สามารถประกาศสถานะภรรยาของประธานฮั่วซื่อกรุ๊ปให้โลกรู้ทั้งที่สภาพดูไม่ได้แบบนี้ได้ มันต้องสมบูรณ์แบบที่สุด
“ตกลงค่ะ”
สวี่หนานเกอมองส่งฮั่วเป่ยเยี่ยนที่เดินขึ้นบันไดไปจนลับสายตา ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเดินเข้าสู่โถงงานเลี้ยงเพียงลำพัง
เมื่อผ่านประตูเข้ามา โซนแรกที่พบคือมุมพักผ่อนสำหรับแขก
กลุ่มเพื่อนสมัยมัธยมของฮั่วจื่อเฉินจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสอยู่ที่นั่น หน้าเดิมๆ จากงานเลี้ยงรุ่นครั้งก่อนอยู่กันครบ
เย่ชิง หญิงสาวที่เพิ่งตกงานและถูกไล่ออกจากบริษัท ใบหน้าของเธอดูบิดเบี้ยวด้วยความริษยาและเคียดแค้น เธอกำลังจีบปากจีบคอพูดเหน็บแนมเสียงดัง “เมื่อกี้ฉันเพิ่งเห็นคุณนายฮั่วตัวจริงกับตา! นั่นพิสูจน์ได้เลยว่านังขี้โกหกสวี่หนานเกอมันตอแหลเรื่องแต่งงานชัดๆ ที่แท้มันก็แค่ยอมเป็นเมียน้อยให้คุณฮั่วเอาไว้ระบายความใคร่ หน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี!”
เจียงหมิงพยายามแย้งเสียงอ่อย “มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้น่า...”
“เข้าใจผิดอะไรได้อีก!” เย่ชิงแค่นหัวเราะ “วันนั้นที่เจอกัน สายตาที่คุณฮั่วมองมัน กับท่าทางของทั้งคู่ มันฟ้องชัดๆ ว่าเอากันแล้ว! ไม่อย่างนั้นมันจะกล้าอ้างว่าเขาเป็นผัวมันเหรอ ฉันล่ะอยากจะเห็นจริงๆ ว่าเดี๋ยวพอคุณฮั่วเปิดตัวเมียตัวจริงขึ้นมา นายจะยังหาข้อแก้ตัวอะไรให้มันได้อีก!”
เจียงหมิงได้แต่อ้ำอึ้ง เถียงไม่ออก
สวี่หนานเกอไม่ได้สนใจจะเดินเข้าไปเสวนากับคนพาล เธอเลือกที่จะมองหาหญิงชราตามตำแหน่งที่ฮั่วเป่ยเยี่ยนบอก แต่เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่า คาดว่าท่านคงไปเข้าห้องน้ำ
เธอจึงเลือกยืนรอเงียบๆ อยู่ตรงมุมหนึ่ง
ทันใดนั้น ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นที่หน้าประตู สวี่หนานเกอหันไปมองและต้องขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคย หลี่หว่านรู... แม่แท้ๆ ของเธอ เดินอาดๆ เข้ามาในงานได้อย่างไรก็ไม่รู้
เสื้อผ้าหน้าผมที่ดูบ้านๆ และไร้รสนิยมของหลี่หว่านรู ตัดกับชุดราตรีหรูหราของแขกในงานอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เธอกลายเป็นจุดสนใจในทันที เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้น “นั่นใครกันน่ะ แต่งตัวประหลาดชะมัด”
สวี่หนานเกอกำมือแน่น รู้ดีว่าแม่ของเธอมาที่นี่เพื่อหาเรื่องเธอแน่นอน
ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปลากตัวแม่ออกไป สวี่อินก็โผล่มาจากไหนไม่รู้และเข้าไปประกบหลี่หว่านรูทันที “น้าหลี่คะ มาหาสวี่หนานเกอเหรอคะ”
น้ำเสียงของสวี่อินดังพอที่จะเรียกความสนใจจากจีนมุงรอบข้าง
หลี่หว่านรูฉีกยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก “เปล่าหรอกจ้ะ ฉันมาหาเจ้าของบ้าน... นายหญิงของตระกูลฮั่วต่างหาก”
สวี่อินปรายตามองมาทางสวี่หนานเกอแวบหนึ่ง ก่อนจะผายมือไปทางเยี่ยเค่อโหรวที่ยืนทำหน้าซื่ออยู่ข้างๆ พร้อมจงใจตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้น “คนนั้นไงคะอาซ้อเล็ก ตอนนี้เธอคือเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงของตระกูลฮั่ว น้ามีธุระอะไรกับเธอเหรอคะ”
หลี่หว่านรูตาลุกวาว รีบปรี่เข้าไปหาเยี่ยเค่อโหรวทันที เธอก้มหัวปลกๆ ทำท่าทางพินอบพิเทาเกินงาม ดวงตากลิ้งกลอกไปมาอย่างคนเจ้าเล่ห์ ก่อนจะแหกปากร้องโวยวายขึ้นมากลางงาน “คุณนายฮั่วคะ! ฉันเป็นแม่ของสวี่หนานเกอนะคะ... คืออย่างนี้นะคะ ลูกสาวของฉันเนี่ยถูกคุณฮั่วได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้ว จะให้ลูกฉันเสียตัวฟรีๆ ไม่ได้นะคะ วันนี้ฉันเลยต้องมาทวงความยุติธรรม!”
เยี่ยเค่อโหรวสะดุ้งโหยงกับท่าทางคุกคามของหญิงวัยกลางคน เธอถอยหลังกรูดด้วยท่าทางตื่นกลัวเหมือนลูกกวางน้อยที่น่าสงสาร
แต่หลี่หว่านรูไม่ปล่อยเหยื่อไปง่ายๆ เธอกระโจนเข้าคว้าข้อมือเยี่ยเค่อโหรวไว้แน่น “คุณนายฮั่ว! อย่าเพิ่งหนีสิคะ! เรามาคุยตกลงกันดีกว่าว่าต่อไปคุณกับนังหนานเกอลูกสาวฉันจะแบ่งเวลากันยังไง จะอยู่ร่วมกันยังไง...”
เยี่ยเค่อโหรวหน้าซีด น้ำตาคลอเบ้า ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว
สวี่อินตีหน้าขรึม ก้าวเข้ามาขวาง “ปล่อยมือนนะ! ถ้ายังไม่ปล่อย ฉันจะเรียก รปภ. มาลากตัวออกไปเดี๋ยวนี้!”
หลี่หว่านรูได้ยินคำขู่ก็ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้น ร้องห่มร้องไห้โวยวาย “ฉันไม่สน! จะเรียกใครมาฉันก็ไม่กลัว! ลูกสาวฉันเสียตัวให้ผัวเขาไปแล้ว จะให้มายอมฟรีๆ ได้ยังไง คุณนายฮั่วคะ... ตอนนี้คุณกับลูกสาวฉันก็เหมือนพี่เหมือนน้อง ปรองดองกันไว้เถอะค่ะ อยู่บ้านเดียวกันต้องรักกันไว้นะคะ...”
เยี่ยเค่อโหรวยืนตัวสั่นงันงก พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
สวี่อินแสร้งทำเป็นโกรธจัด “น้าพูดบ้าอะไร! สวี่หนานเกอเขาแต่งงานจดทะเบียนกับคนอื่นไปแล้วนะ!”
“แล้วไง!” หลี่หว่านรูตบพื้นดังปัง “ลูกสาวฉันแต่งงานแล้วก็จริง แต่ตอนนี้มันมามุดหัวอยู่ในบ้านตระกูลฮั่วแบบอีแอบ ไม่รู้สถานะแน่ชัดแบบนี้มันหมายความว่ายังไง! พวกคุณต้องชดใช้ ต้องรับผิดชอบลูกสาวฉัน!”
สวี่อินเชิดหน้าขึ้น “แค่เมียน้อย จะมาเรียกร้องความรับผิดชอบอะไร”
เป้าหมายของหลี่หว่านรูในวันนี้ชัดเจนมาก เธอมาเพื่อประจานลูกสาวตัวเอง เพื่อช่วยสวี่อินตอกย้ำข่าวลือเรื่องที่สวี่หนานเกอเป็นเมียน้อยให้กลายเป็นเรื่องจริง ดังนั้นเธอจึงตะโกนสวนกลับไปอย่างหน้าด้านๆ “เป็นเมียน้อยแล้วมันหนักหัวใคร! เมียน้อยก็คนเหมือนกัน กฎหมายข้อไหนห้ามเป็นเมียน้อย! หัดดูตัวอย่างคุณนายสวี่บ้างสิ ท่านใจกว้างจะตาย เลี้ยงดูฉันกับลูกสาวไว้ในบ้านตระกูลสวี่ตั้งแต่เด็ก อยู่กันแบบสามคนผัวเมียอย่างมีความสุข...”
สวี่หนานเกอยืนมองละครฉากใหญ่อยู่ไม่ไกล ได้ยินคำพูดที่น่าขยะแขยงหลุดออกมาจากปากแม่บังเกิดเกล้า แววตาของเธอก็เย็นชาลงจนน่ากลัว
หลี่หว่านรู... นี่คือฝีมือของสวี่อินที่ชักใยอยู่เบื้องหลังแน่นอน
สมัยที่ยังอาศัยในบ้านตระกูลสวี่ หลี่หว่านรูพร่ำสอนให้เธอต้องเจียมตัว ต้องยอมสวี่อินทุกอย่าง เธอเคยเข้าใจว่าแม่รู้สึกผิดที่เป็นเมียน้อย จึงยอมทำตามมาตลอด
แต่ตอนนี้... ทำไมหลี่หว่านรูถึงได้เกลียดชังเธอขนาดนี้? ถึงขนาดยอมลดศักดิ์ศรีตัวเองมาประจานลูกสาวในไส้ให้สังคมรุมประณาม เพียงเพื่อให้สวี่อินพอใจงั้นเหรอ?
ผู้หญิงคนนี้... ใช่แม่แท้ๆ ของเธอแน่หรือ?
สวี่อินหันขวับมาทางเธอทันที พร้อมชี้นิ้วกล่าวหา “สวี่หนานเกอ! ที่แท้ที่เธอหน้าด้านหน้าทนอยู่ในบ้านตระกูลฮั่วไม่ยอมไปไหน ก็เพราะคิดจะเจริญรอยตามแม่เธอนี่เอง!”
คำพูดของสวี่อินเหมือนการโยนฟืนเข้ากองไฟ สายตาดูถูกเหยียดหยามจากทั่วทุกสารทิศพุ่งตรงมาที่สวี่หนานเกอทันที
“พระเจ้า... หน้าด้านเกินคนจริงๆ ไม่เคยเจอเมียน้อยที่ไหนกร่างขนาดนี้มาก่อน กล้าพูดออกมาได้ไงว่าให้รักกันเหมือนพี่น้อง นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่แล้ว”
“ก็ดูแม่มันสิ เชื้อไม่ทิ้งแถวเลยจริงๆ แม่เป็นเมียน้อย ลูกก็เป็นเมียน้อยตาม น่าสมเพช!”
“มิน่าล่ะ เมื่อกี้ฉันเห็นนังนี่ไปหาเรื่องคุณนายฮั่วหลังเวที คงกะจะข่มขวัญเพราะเห็นว่าเขาไม่มีตระกูลใหญ่หนุนหลังสินะ ตระกูลสวี่เลี้ยงดูคนแบบนี้ออกมาได้ยังไง น่าอายแทนจริงๆ”
“ทุเรศที่สุด! ไร้ยางอาย!”
เสียงก่นด่าดังระงมไปทั่ว แต่ซ่งซือซือทนไม่ไหว เธอเดินก้าวออกมาขวางหน้าเพื่อนรักแล้วตวาดกลับไป “พวกคุณหุบปากเดี๋ยวนี้นะ! อย่ามาใส่ร้ายคนอื่นมั่วๆ! ผู้มีพระคุณ... เอ้ย สวี่หนานเกอไม่มีทางทำเรื่องบัดซบแบบนั้นแน่! ที่เธอพักอยู่บ้านตระกูลฮั่วก็เพราะคุณย่าท่านเอ็นดูเธอ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องชู้สาวกับคุณฮั่วเลยสักนิด พวกเขาบริสุทธิ์ใจต่อกัน!”
สวี่หนานเกอยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยราวกับรูปปั้น
คำด่าทอพวกนี้ไม่สามารถระคายผิวเธอได้เลยแม้แต่น้อย
เธอเลือกที่จะไม่โต้ตอบ เพราะรู้ดีว่าต่อให้พูดความจริงจนปากฉีก คนพวกนี้ที่มีอคติบังตาก็ไม่มีทางเชื่อ
ในเมื่อฮั่วเป่ยเยี่ยนยืนยันว่าจะเปิดตัวเธอในวันนี้ เขาต้องเตรียมการรับมือกับเรื่องพวกนี้ไว้แล้วแน่
และความคิดของเธอก็ถูกต้อง ทันใดนั้นเสียงดนตรีก็เงียบลง พร้อมกับสายตาของทุกคนที่หันขวับไปมองกลางเวที เมื่อม่านกำมะหยี่ผืนใหญ่กำลังค่อยๆ เลื่อนตกลงมาอย่างช้าๆ...
[จบบท]