บทที่ 160: ความลับในรูปถ่าย
ความมืดมิดแห่งรัตติกาลเข้าปกคลุมท้องฟ้าจนทั่วทุกทิศ
ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า สาดส่องแสงนวลตาลงมายังพื้นเบื้องล่าง
สวี่หนานเกอก้าวเดินออกมาสัมผัสกับสายลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านผิวกาย ความหนาวเหน็บนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด ความอัดอั้นตันใจและความโกรธกรุ่นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นลูกสาวนอกสมรสค่อยๆ เจือจางหายไปกับสายลม
สายตาของเธอจับจ้องไปที่ร่างของพ่อซ่งและแม่ซ่งที่ยืนรออยู่ไม่ไกล หญิงสาวรีบสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าอาการของซือซือมีปัญหา”
“เปล่าหรอกจ้ะ”
แม่ซ่งเป็นผู้ไขข้อข้องใจ
“พอดีตอนที่เรากำลังจะกลับ บังเอิญเห็น... ผู้หญิงแซ่หลี่คนนั้นกำลังยืนโวยวายด่าทออยู่ที่หน้าประตูรั้วตระกูลฮั่ว เราเลยคิดว่าอยู่รอดูสถานการณ์สักหน่อยน่าจะดีกว่า”
สวี่หนานเกอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับรู้
“อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอแอบแปลกใจเล็กน้อยที่พ่อซ่งและแม่ซ่งอุตส่าห์วนกลับมาเพียงเพื่อจะบอกเรื่องนี้ นึกว่าจะมีเหตุร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นเสียอีก
ทว่าในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด แม่ซ่งก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“เมื่อกี้พวกเราเพิ่งวางสายจากจิ่นชวนน่ะ เราเร่งให้เขารีบนำรูปถ่ายใบเก่าที่ส่งไปซ่อมแซมกลับมาให้เร็วที่สุด พรุ่งนี้เย็นหนูพอจะว่างไหมจ๊ะ พวกเราอยากจะเชิญหนูไปทานข้าวด้วยกัน แล้วก็ถือโอกาสให้หนูช่วยดูรูปถ่ายใบนั้นด้วย”
สวี่หนานเกอนิ่งงันไป
นี่เป็นครั้งที่สองของค่ำคืนนี้แล้วที่แม่ซ่งพูดย้ำถึงรูปถ่ายปริศนาใบนั้น โดยเฉพาะความต้องการที่จะให้เธอได้เห็นมันด้วยตาตัวเอง
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเธอ แต่สวี่หนานเกอก็มั่นใจอย่างที่สุดว่าแม่ซ่งไม่มีทางคิดร้ายต่อเธอ หญิงสาวจึงพยักหน้าตอบรับด้วยความเต็มใจ
“ว่างค่ะ”
“ดีจริง ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันพรุ่งนี้เย็นนะจ๊ะคุณสวี่”
แม่ซ่งยิ้มกว้างพร้อมกับตบหลังมือของเธอเบาๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปคว้าแขนสามีแล้วพากันเดินออกไปที่รถ
พ่อซ่งอาศัยจังหวะนั้นกระซิบถามภรรยาเสียงเบา
“ทำไมคุณถึงไม่บอกข้อสันนิษฐานของคุณให้หนานเกอรู้ไปเลยล่ะ”
“หลักฐานก็ยังไม่มี จะให้พูดส่งเดชได้ยังไง ถ้าเกิดเราเดาผิดขึ้นมา ไม่เท่ากับทำให้หนานเกอต้องเสียใจเก้อหรอกหรือ พรุ่งนี้จิ่นชวนก็จะมาถึงแล้ว รอให้มีรูปถ่ายเป็นหลักฐานยืนยันก่อนค่อยคุยกัน มันน่าเชื่อถือกว่าคำพูดลอยๆ ตั้งเยอะ รออีกแค่วันเดียว ไม่นานเกินรอหรอกน่า”
พ่อซ่งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ได้ครับ ได้ครับ ผมเชื่อคุณทุกอย่างนั่นแหละ”
เสียงกระซิบกระซาบของสามีภรรยาตระกูลซ่งลอยมาเข้าหูสวี่หนานเกออย่างแผ่วเบา แม้จะจับใจความไม่ได้ทั้งหมดว่าพวกเขากำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน แต่ภาพที่ทั้งสองคนเดินเคียงคู่ พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม มันช่างเป็นภาพที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความสุขจนน่าอิจฉา
ภาพตรงหน้าทำให้สวี่หนานเกออดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงครอบครัวของตัวเอง สวี่เหวินจงมักจะปฏิบัติกับคุณนายสวี่ราวกับนางพญาที่ต้องคอยพินอบพิเทาเอาใจใส่ทุกฝีก้าว แต่การกระทำเหล่านั้นกลับดูจงใจและเจียมเนื้อเจียมตัวจนเกินพอดี
บรรยากาศระหว่างพ่อและแม่ของเธอช่างแตกต่างจากความอบอุ่นเป็นธรรมชาติของพ่อซ่งและแม่ซ่งอย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้ว ใครๆ ก็มองออกว่าสวี่เหวินจงรักและเทิดทูนคุณนายสวี่มากเพียงใด เขาประคบประหงมเธอราวกับไข่ในหิน ทว่าคุณนายสวี่กลับมีบุคลิกที่เย็นชาและดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับสวี่เหวินจงมากนัก
หลายคนซุบซิบกันว่า เป็นเพราะการมีตัวตนของเธอและหลี่หว่านรู ทำให้สวี่เหวินจงรู้สึกผิดบาปต่อภรรยาหลวงอย่างคุณนายสวี่จนต้องชดเชยด้วยการเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ
สวี่หนานเกอส่ายหน้าเบาๆ พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกจากหัว
ความสัมพันธ์ของคนในตระกูลสวี่ช่างซับซ้อนและเข้าใจยาก
คุณนายสวี่ผู้เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี กลับสามารถยอมรับลูกนอกสมรสและภรรยาน้อยให้เข้ามาอยู่ในบ้านได้ ในขณะที่สวี่เหวินจงผู้เป็นพ่อแท้ๆ กลับรังเกียจเดียดฉันท์เธอ โดยมองว่าเธอคือตัวการที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาร้าวฉาน
แต่เรื่องที่น่าแปลกที่สุดคือ คุณนายสวี่กลับเป็นฝ่ายที่มอบความอ่อนโยนให้กับเธอ...
ยิ่งคิด สวี่หนานเกอก็ยิ่งไม่เข้าใจในความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาคู่นี้
“เหม่ออะไรอยู่”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู ดึงสติของสวี่หนานเกอกลับมาสู่ปัจจุบัน
เธอกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในใจ
“คุณว่า... ถ้าเราแก่ตัวลงไป เราจะเป็นยังไงคะ”
ในขณะที่ถาม สายตาของเธอยังคงมองตามหลังพ่อซ่งและแม่ซ่งที่เดินไปถึงรถยนต์คันหรู พ่อซ่งเปิดประตูรถให้ภรรยา และจังหวะที่แม่ซ่งกำลังจะก้าวเข้าไปนั่ง เขาก็ยกมือขึ้นบังขอบประตูด้านบนไว้ให้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้ศีรษะของภรรยากระแทก
แม่ซ่งหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้สามีเป็นการขอบคุณ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนมองภาพความประทับใจนั้นด้วยแววตาที่เจือไปด้วยความชื่นชมระคนอิจฉา
“ก็คงจะเป็นเหมือนคุณลุงคุณป้าตระกูลซ่งคู่นี้แหละ”
สวี่หนานเกอกำลังจะแย้งว่าเขาไม่ได้มีนิสัยใจเย็นและอ่อนโยนเหมือนพ่อซ่งสักหน่อย แต่ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ย ฮั่วเป่ยเยี่ยนก็พูดต่อขึ้นมาเสียก่อน
“มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง คอยเป็นไม้เท้าประคองกันและกัน... คุณอยากมีลูกสักกี่คนดี”
สวี่หนานเกอ “...”
ทำไมบทสนทนามันถึงกระโดดข้ามขั้นไปไกลขนาดนี้ได้
หญิงสาวแสร้งทำเป็นกระแอมไอแก้เขิน แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“เรารีบพาคุณย่ากลับไปพักผ่อนกันเถอะค่ะ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงที่บัดนี้เงียบสงบลงแล้ว
เหล่าแม่บ้านและคนรับใช้กำลังง่วนอยู่กับการเก็บกวาดสถานที่ ความวุ่นวายและเสียงจอแจเมื่อครู่จางหายไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าของห้องโถงใหญ่
สวี่หนานเกอรู้สึกผ่อนคลายกับบรรยากาศที่เงียบสงบเช่นนี้มากกว่าความพลุกพล่านในงานเลี้ยง
เมื่อเดินมาถึงโซฟาที่ฮั่วเป่ยเยี่ยนให้คนพาคุณย่ามานั่งพัก สวี่หนานเกอก็เข้าไปประคองแขนหญิงชราอย่างนุ่มนวล
“คุณย่าคะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ”
“ได้สิหลานรัก”
คุณย่าตบหลังมือเธอเบาๆ ด้วยความรักใคร่ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันทีเมื่อหันไปเห็นฮั่วเป่าเจียง
ฮั่วเป่าเจียงที่ยืนหน้าตึงเครียดอยู่ไม่ไกล เมื่อเห็นมารดาจ้องมองด้วยสายตาไม่พอใจจึงเอ่ยขึ้นเสียงแข็ง
“แม่ไม่ต้องมามองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลยนะ หลานสะใภ้คนโปรดของแม่คนนี้ชาติกำเนิดต่ำต้อย เป็นแค่ลูกนอกสมรสที่ไม่มีใครยอมรับ วันนี้อาจจะโชคดีรอดตัวไปได้ แต่จำไว้เลยว่าวันข้างหน้าถ้าเธอกล้าทำเรื่องงามหน้าให้ตระกูลฮั่วต้องเสื่อมเสียแม้แต่นิดเดียว ผมไม่ปล่อยไว้แน่”
พูดจบเขาก็สะบัดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเดินตึงตังขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที
คุณย่าโกรธจนตัวสั่น ชี้นิ้วด่าตามหลังลูกชายตัวดีไปอย่างเหลืออด
“ไอ้ลูกไม่รักดี! แกมันลำเอียง! แกเข้าข้างแต่ลูกชายคนโตของแก ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะเข้าข้างหลานชายคนเล็กของฉันเหมือนกัน คอยดูสิ! ฮึ!”
หญิงชรากระแทกเสียงอย่างแง่งอนเหมือนเด็กเอาแต่ใจ ก่อนจะหันมาจับมือสวี่หนานเกอไว้แน่น
“หนูไม่ต้องไปฟังมันนะ การที่ตระกูลฮั่วได้หนูมาเป็นสะใภ้ ถือว่าเป็นบุญวาสนาของบรรพบุรุษแล้ว หลานสะใภ้ของฉันไม่มีวันทำเรื่องเสื่อมเสียหรอก จริงไหมเจ้าเด็กบ้า”
ประโยคสุดท้ายท่านหันไปถามฮั่วเป่ยเยี่ยน
ชายหนุ่มมองสวี่หนานเกอด้วยแววตาอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้ม
“จริงครับคุณย่า”
ทั้งสามคนเดินออกจากห้องรับแขก มุ่งหน้าไปยังลานจอดรถด้านหลัง ทันใดนั้นเสียงบีบแตรก็ดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ตามด้วยเสียงของป้าฟางที่เดินเข้ามารายงาน
“คุณสวี่อินกลับมาแล้วค่ะ”
เรื่องนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของพวกเขานัก
ในเมื่อสวี่อินกำลังตั้งครรภ์ ทางตำรวจคงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการตักเตือน ปรับเงิน และให้เธอมาขอโทษคู่กรณีอย่างสวี่หนานเกอและฮั่วเป่ยเยี่ยน จากนั้นก็ปล่อยตัวกลับบ้าน
สวี่หนานเกอร้านจะใส่ใจ เธอเพียงแค่อยากกลับไปนอนพักผ่อน แต่ทว่าเมื่อเธอล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบข้อความขยะจำนวนมากจากสวี่อิน
ดูเหมือนว่าฮอร์โมนคนท้องบวกกับความอับอายขายหน้าในงานเลี้ยงวันนี้จะทำให้สวี่อินสติแตกจนควบคุมตัวเองไม่อยู่
ข้อความที่ส่งมาล้วนเต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคายและรุนแรง
‘สวี่หนานเกอ นังลูกเมียน้อย แกมันก็แค่คนชั้นต่ำ เป็นแค่นังแพศยา แกมีสิทธิ์อะไรมาเสนอหน้าแต่งงานกับอาเล็ก แกจงใจจะเหยียบย่ำฉันเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้นใช่ไหม’
‘ฝันไปเถอะ! ชาตินี้ทั้งชาติแกไม่มีวันเทียบชั้นกับฉันได้ ลูกนอกสมรสอย่างแกไม่มีวันได้ขึ้นเป็นนายหญิงของตระกูลฮั่ว อำนาจการจัดการในบ้านนี้ยังเป็นของฉัน!’
‘คิดเหรอว่าการได้แต่งงานกับอาเล็กจะชุบตัวให้แกกลายเป็นหงส์ได้ ต่อให้แกจะเก่งกล้าแค่ไหน แกก็หนีความจริงเรื่องชาติกำเนิดของแกไม่พ้น เลือดชั่วๆ ในตัวแกมันล้างไม่ออกหรอก’
‘แต่งงานมาตั้งสองปีแต่ไม่มีปัญญาจะมีลูก ฉันว่าสวรรค์คงลงโทษเลือดเลวๆ ของแกนั่นแหละ แต่ฉันกำลังจะให้กำเนิดเหลนคนแรกของตระกูลฮั่ว แกไม่มีทางชนะฉันได้’
สวี่หนานเกอ “...”
ดวงตาคู่สวยจ้องมองคำว่า ‘ลูกเมียน้อย’ ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าจอด้วยความเย็นชา เธอขบกรามแน่นก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปเพียงประโยคเดียว
‘เธอแน่ใจเหรอว่าเด็กในท้องเป็นลูกหลานตระกูลฮั่ว’
ปลายทางเงียบกริบไปในทันที ไม่มีข้อความใดตอบกลับมาอีก
สวี่หนานเกอวางโทรศัพท์ลง พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้จะตอกกลับไปได้เจ็บแสบ แต่ลึกๆ แล้วคำพูดเหล่านั้นก็ยังคงกวนใจเธออยู่ไม่น้อย...
ค่ำคืนนั้นผ่านพ้นไปท่ามกลางความเงียบงัน
เช้าวันรุ่งขึ้น
ทันทีที่สวี่หนานเกอลืมตาตื่นและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก ก็พบข้อความจากซ่งซือซือเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
‘ผู้มีพระคุณคะ พี่ชายของหนูซ่อมรูปถ่ายใบนั้นเสร็จแล้วนะ ตอนนี้เขากำลังเดินทางมาที่เมืองไห่เฉิง ถ้าพี่ตื่นแล้วรีบมาหาพวกเรานะคะ คุณพ่อกับคุณแม่บอกว่ามีเซอร์ไพรส์รอให้พี่ดูอยู่!’
[จบบท]