บทที่ 161: ศักดิ์ศรีของนายหญิงฮั่ว
เสียงแจ้งเตือนข้อความดึงความสนใจของสวี่หนานเกอให้ก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์ นิ้วเรียวสวยพิมม์ตอบกลับไปอย่างคล่องแคล่ว “ขับรถจากเมืองหลวงมาที่นี่ อย่างต่ำต้องใช้เวลาหกชั่วโมง พี่ชายของเธอจะมาถึงสักกี่โมง”
ทางฝั่งซ่งซือซือดูเหมือนจะเฝ้ารออยู่หน้าจออยู่แล้ว เพราะข้อความตอบกลับเด้งขึ้นมาแทบจะทันที “น่าจะถึงช่วงเที่ยงค่ะ! เมื่อเช้าพอพี่ชายฉันได้รูปถ่ายใบนั้นมา เขาก็ส่งให้คุณพ่อคุณแม่ดูทันที พวกท่านตื่นเต้นกันมาก ย้ำนักย้ำหนาว่ามีเรื่องสำคัญต้องคุยกับพี่ต่อหน้าเท่านั้น”
สวี่หนานเกออ่านข้อความแล้วก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสื่อสารรวดเร็วฉับไว ผู้คนส่วนใหญ่มักคุยธุระกันผ่านเสียงหรือตัวอักษร การจะนัดเจอกันเพื่อคุยธุระสักอย่างเริ่มกลายเป็นเรื่องที่หาได้ยากขึ้นทุกที
จะมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรที่ต้องคุยกันต่อหน้าเท่านั้น?
ที่สำคัญ... รูปถ่ายใบนั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับ ‘ท่านหญิงหนาน’
ท่านหญิงหนาน... ผู้เป็นมารดาแท้ๆ ของคุณนายสวี่ หรือหนานจิ้งซู
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่า เรื่องนี้ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน หญิงสาวตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ “ตกลง”
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและแต่งตัวเรียบร้อย สวี่หนานเกอก้าวลงมาที่ห้องโถง แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวพ้นประตู เธอก็ต้องชะงักกับคำสั่งแกมบังคับที่ลอยเข้าหู
“เตรียมตัวไปสนามม้า”
สวี่หนานเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ไปสนามม้า?”
หลิวเม่ยเจินยืนกอดอกมองเธออยู่ตรงนั้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มเคลือบยาพิษ “ใช่ วันนี้มีงานเจรจาธุรกิจสำคัญจัดขึ้นที่สนามม้า ในฐานะที่ตอนนี้เป่ยเยี่ยนเป็นผู้นำตระกูลฮั่ว เขาจำเป็นต้องไปร่วมงาน และเธอ... ในฐานะภรรยาของเขา ก็ต้องไปออกงานคู่กันเพื่อเป็นหน้าเป็นตา”
พูดจบ หลิวเม่ยเจินก็หันไปคว้ามือสวี่อินมากุมไว้อย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยถามเสียงหวาน “แน่นอนว่าจื่อเฉินกับหนูสวี่อินก็ต้องไปด้วย อินอินจ๊ะ หนูขี่ม้าเป็นใช่ไหม”
สวี่อินพยักหน้ารับอย่างอ่อนหวาน รอยยิ้มไร้เดียงสาถูกจุดขึ้นบนใบหน้า “เป็นค่ะคุณป้า ตอนเด็กๆ คุณพ่อชอบพาหนูไปขี่ม้า ท่านซื้อลูกม้าให้หนูตัวหนึ่งด้วยนะคะ... พี่หนานเกอก็เคยเห็นนี่นา ตอนนั้นหนูขี้กลัว ไม่กล้าขึ้นขี่ ก็ได้พี่หนานเกอนี่แหละค่ะที่ช่วยจูงม้าเดินวนรอบสนามให้”
สวี่หนานเกอฟังแล้วก็ได้แต่ลอบยิ้มเยาะในใจ แววตาไหววูบลงเมื่อภาพอดีตฉายชัดเข้ามาในหัว
กีฬาขี่ม้า... กีฬาสุดโปรดของพวกไฮโซ
ตอนเจ็ดขวบ สวี่อินได้ลูกม้าเป็นของขวัญ เธอสวมชุดขี่ม้าสั่งตัดเข้ารูป ดูสง่างามเหมือนเจ้าหญิงตัวน้อยที่รายล้อมด้วยความรัก เดินวนรอบลูกม้าด้วยความตื่นเต้นดีใจ
ส่วนสวี่หนานเกอในวัยเดียวกัน... มีหน้าที่เพียงแค่เด็กจูงม้า
สวี่อินมักจะตะโกนใส่หน้าเธอเสมอเวลาที่อยู่บนหลังม้า “วิ่งสิ! วิ่งให้มันเร็วๆ หน่อย! ชักช้าเป็นเต่าแบบนี้ เมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวมาหรือไง!”
...ใช่ วันนั้นเธอไม่ได้กินข้าว
เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบถูกปลุกแต่เช้ามืดเพื่อมารับใช้คุณหนูสวี่อิน คอยแบกกระเป๋า วิ่งตามหลังต้อยๆ หลี่หว่านรูแม่แท้ๆ ของเธอไม่เคยสนใจว่าจะเธอได้กินข้าวเช้าหรือไม่
เธอเกลียดวันเสาร์... เกลียดชั่วโมงเรียนขี่ม้าของสวี่อินที่สุด
ภาพความทรงจำยังไม่ทันจางหาย เสียงหวานๆ ของสวี่อินก็ดังแทรกเข้ามาดึงเธอกลับสู่ปัจจุบัน “พี่หนานเกอ วันนี้เราไปพร้อมกันพอดีเลย ตอนจะขึ้นม้า ฉันคงต้องรบกวนพี่ช่วยหน่อยนะคะ พี่อาจจะไม่รู้ ช่วงหลายปีที่พี่ไม่อยู่บ้านตระกูลสวี่ เวลาฉันจะขึ้นม้าทีไร มันรู้สึกไม่ถนัดเอาซะเลย”
สวี่หนานเกอกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อโดยไม่รู้ตัว
หลิวเม่ยเจินหูผึ่ง รีบถามเสริมทันควัน “สวี่หนานเกอช่วยเธอขึ้นม้าได้ด้วยเหรอ”
“ได้สิคะ” สวี่อินจีบปากจีบคอตอบ “ตอนเด็กๆ ที่หนูเพิ่งหัดขี่ หนูตัวเล็กปีนไม่ถึง ก็ได้พี่หนานเกอนี่แหละค่ะที่คุกเข่าลงกับพื้นให้หนูเหยียบหลังขึ้นไป...”
สวี่หนานเกอตวัดสายตากลับไปมองสวี่อินทันที นัยน์ตาคู่สวยวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
นั่นคือรอยด่างพร้อยในชีวิต คือความอัปยศที่เธอไม่มีวันลืม
เธอไม่ได้เต็มใจคุกเข่า... แต่เป็นหลี่หว่านรูที่กดหัวเธอลงกับพื้น บังคับให้เธอรองรับฝ่าเท้าของสวี่อิน ให้สวี่อินเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและความหยิ่งทระนงของเธอจนป่นปี้
ขากรรไกรของสวี่หนานเกอขบเข้าหากันแน่น เธอกำลังจะอ้าปากตอกกลับ แต่สวี่อินชิงตัดบทด้วยท่าทางสำนึกผิดจอมปลอม “พูดไปแล้วก็นึกขึ้นได้ ตอนนั้นเรายังเด็ก หนูไม่รู้ความจริงๆ ค่ะ หวังว่าพี่หนานเกอคงจะไม่ถือสานะคะ...”
สวี่หนานเกอแค่นหัวเราะในลำคอ
ยังเด็ก? ไม่รู้ความ?
สวี่อินร้ายกาจมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยต่างหาก!
ผู้หญิงคนนี้รู้ดีที่สุดว่าจุดอ่อนของหลี่หว่านรูคืออะไร และรู้ดีว่าจะทำยังไงให้ชีวิตลูกนอกสมรสอย่างเธอมันบัดซบยิ่งกว่าเดิม
เหมือนตอนนี้... ปากบอกขอโทษ แต่สายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังและเยาะเย้ย
สวี่หนานเกอจ้องตากลับอย่างไม่ลดละ “เมื่อกี้เธอพูดผิดหรือเปล่า”
สวี่อินรีบก้มหน้าทำท่าเหมือนคนถูกรังแก “พี่หนานเกอ... หนูขอโทษค่ะ หนูไม่ควรพูดถึงเรื่องในอดีตให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจ หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา...”
“พอได้แล้ว!” หลิวเม่ยเจินก้าวเข้ามาขวางหน้า ปกป้องลูกสะใภ้สุดตัว “สวี่หนานเกอ หนูอินอินเขาไม่ได้ตั้งใจ เธอจะมาไล่ต้อนอะไรนักหนา! อีกอย่าง ตอนเด็กเธอสถานะเป็นแค่ลูกเมียน้อย การที่เขาจะรังเกียจหรือใช้งานเธอมันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดของคุณย่าดังลั่นพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดลงบนโต๊ะ “ต่อไปนี้ใครหน้าไหนในบ้านนี้ กล้าพูดคำว่าลูกเมียน้อยให้ฉันได้ยินอีก อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจ! หลานสะใภ้ฉันไม่ใช่ลูกเมียน้อย!”
หลิวเม่ยเจินเบะปากอย่างไม่ยี่หระ “แหมคุณแม่คะ กฎหมายยังไม่ห้ามเลย นี่บ้านเราเป็นเผด็จการตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเมียตาเป่ยเยี่ยนแตะต้องไม่ได้ เป็นเทวดาลงมาเกิดหรือไง แค่พูดความจริงว่าเป็นลูกเมียน้อยก็ไม่ได้”
คุณย่าถึงกับหน้าแดงด้วยความโกรธจนพูดไม่ออก
ทว่าสวี่หนานเกอกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “พี่สะใภ้ใหญ่ ที่ฉันบอกว่าสวี่อินพูดผิด ฉันไม่ได้หมายถึงคำว่าลูกเมียน้อยหรอกนะ”
หลิวเม่ยเจินเลิกคิ้ว “อ้าว ก็เห็นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่น้องพูดถึงอดีตของเธอ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
สวี่อินรีบสวมบทนางเอกเจ้าน้ำตา “พี่หนานเกอ หนูขอโทษจริงๆ นะคะ หนูไม่ได้ตั้งใจ...”
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของสวี่อินอย่างจัง แรงตบนั้นทำเอาหน้าของสวี่อินหันไปตามแรง ใบหน้าสวยหวานขึ้นรอยแดงเถือกเป็นปื้น
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงชั่วขณะ สวี่อินยกมือขึ้นกุมแก้ม ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
หลิวเม่ยเจินกรีดร้องเสียงหลง “สวี่หนานเกอ! นังบ้า! แกกล้าดียังไงมาตบลูกสะใภ้ฉัน! ที่นี่บ้านตระกูลฮั่วนะยะ!”
สวี่อินน้ำตาไหลพราก “พี่หนานเกอ... แค่หนูพูดผิดนิดเดียว พี่ถึงกับต้องลงไม้ลงมือเลยเหรอคะ...”
“พูดผิดนิดเดียว?” สวี่หนานเกอก้าวเข้าไปประชิดตัว น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็ง “เธอพูดผิดทุกคำต่างหากสวี่อิน ตระกูลฮั่วเคร่งครัดเรื่องมารยาทผู้ดีที่สุด แต่เธอกลับเรียกชื่อฉันห้วนๆ ทุกคำ นี่คือมารยาทที่เธอมีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านงั้นเหรอ!”
สวี่อินอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
สวี่หนานเกอหันขวับไปหาหลิวเม่ยเจิน “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่จะปกป้องลูกสะใภ้ฉันไม่ว่า แต่ขนาดฉันที่เป็นลูกเมียน้อยไร้การศึกษายังรู้เลยว่าเด็กต้องเคารพผู้ใหญ่ พี่เป็นถึงลูกผู้ดีมีตระกูล เรื่องแค่นี้คงไม่ต้องให้ฉันสอนหรอกมั้ง ฉันในฐานะอาสะใภ้ สั่งสอนหลานเพื่อให้รู้จักที่ต่ำที่สูง จะได้ไม่ไปทำตัวขายขี้หน้าชาวบ้านข้างนอก พี่คงไม่ขัดข้องใช่ไหม”
หลิวเม่ยเจินหน้าถอดสี คำพูดของสวี่หนานเกอเหมือนตบหน้าเธอซ้ำอีกรอบ
สวี่หนานเกอยิ้มเย็น หันกลับมาจ้องสวี่อินที่ตัวสั่นเทา “เมื่อกี้เธอจะพูดว่าอะไรนะ ลองพูดใหม่ซิ”
สวี่อินโกรธจนตัวสั่น ริมฝีปากเม้มแน่นจนห่อเลือด แต่ด้วยสถานะที่ค้ำคอและความถูกต้องที่สวี่หนานเกอยกมาอ้าง เธอจำต้องกลืนเลือดลงคอ เอ่ยคำพูดที่บาดลึกหัวใจออกมา “...คุณอาสะใภ้เล็ก วันนี้ที่สนามม้า... รบกวนช่วยประคองฉันขึ้นม้าด้วยนะคะ!”
“ในเมื่อรู้ว่าเขาเป็นอาสะใภ้ ก็ควรจะใส่สมองไว้ด้วยว่า ไม่มีธรรมเนียมที่ไหนให้ผู้ใหญ่ไปก้มหัวประคองเด็กขึ้นม้า!”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นจากบันไดชั้นสอง ฮั่วเป่ยเยี่ยนเดินลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่าแววตาที่มองสวี่อินกลับคมกริบและเย็นชาจนน่าขนลุก
สวี่อินหน้าซีดเผือด ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเดินตรงมาหยุดข้างกายภรรยา “งานนี้ ถ้าเธอไม่อยากไป ก็ไม่ต้องไป”
“ไม่ได้นะ!” หลิวเม่ยเจินรีบแย้ง “เมื่อคืนเพิ่งเปิดตัว วันนี้ไม่ไปงานสำคัญ คนเขาจะนินทาได้ว่าเมียแกออกงานสังคมไม่เป็น จะพาลเสียหน้ากันไปหมด!”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนปรายตามองพี่สะใภ้ “อ๋อ... ที่แท้หน้าตาของพี่ใหญ่ต้องอาศัยเมียคอยกู้หน้าให้นี่เอง นั่นมันเรื่องของบ้านพี่ แต่สำหรับผม หน้าตาของฮั่วเป่ยเยี่ยน ไม่จำเป็นต้องให้เมียมาคอยสร้างภาพให้!”
ชายหนุ่มหันกลับมาสบตาภรรยา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “อยากไปไหม”
สวี่หนานเกอกำลังจะตอบปฏิเสธ แต่โทรศัพท์ในมือกลับสั่นครืดคราดขึ้นมาอีกครั้ง ข้อความจากซ่งซือซือปรากฏบนหน้าจอ
“โว้ยยย หงุดหงิด! พี่ชายฉันมาถึงเมืองไห่เฉิงแล้ว แต่ดันไม่ยอมเข้าบ้าน บอกว่ามีแก๊งไฮโซจากเมืองหลวงชวนไปสนามม้า ก็เลยตามเขาไปแล้ว! แถมยังบอกอีกว่านัดกับพี่ไว้ตอนเย็น เดี๋ยวค่อยกลับมาเจอกันก็ได้ ทำตัวน่าโมโหชะมัด!”
ดวงตาคู่สวยของสวี่หนานเกอหรี่ลงเล็กน้อย
ซ่งจิ่นชวนก็ไปที่สนามม้าด้วยงั้นเหรอ...
เรื่องรูปถ่ายปริศนานั่น พ่อแม่ตระกูลซ่งดูร้อนรนผิดปกติ แถมซ่งซือซือยังย้ำนักย้ำหนาว่าต้องให้เธอเห็นรูปนั้นให้ได้
ดูเหมือนว่าการไปสนามม้าครั้งนี้ จะมีอะไรน่าสนใจกว่าที่คิด
ริมฝีปากบางเฉียบของสวี่หนานเกอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มลึกลับ “งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ”
[จบบท]