บทที่ 170: วินาทีชีวิตบนหลังม้า
บรรยากาศในสนามม้าขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงันชนิดที่ว่าแม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังอาจจะได้ยิน สายตาของผู้ชมทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่จุดเดียวกันด้วยความตื่นตระหนกจนแทบลืมหายใจ
วินาทีที่เจ้าม้าหนุ่มนามว่า 'จุยเฟิง' ทะยานตัวขึ้นสู่เวหาเพื่อข้ามสิ่งกีดขวาง ร่างอันกำยำของมันเหยียดตรงจนแทบจะโบยบิน ขนสีทองอร่ามที่ปกคลุมทั่วสรรพางค์กายต้องแสงอาทิตย์จนเกิดเป็นประกายเจิดจรัสราวกับทองคำบริสุทธิ์
ความเร็วในการควบทะยานและความสูงในการกระโดดระดับนี้ ส่งผลให้หัวใจของทุกคนในสนามบีบรัดอย่างรุนแรงด้วยความหวาดเสียว หากเป็นนักขี่ม้าทั่วไปที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดวิสัยเช่นนี้ คงหนีไม่พ้นที่จะถูกแรงเหวี่ยงมหาศาลสลัดจนร่วงหล่นลงมานอนกองกับพื้น แม้กระทั่งครูฝึกสอนมือฉมังประจำสนามม้าแห่งนี้ ต่างก็ไม่มีใครกล้ายืนยันความปลอดภัยของตนเองหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ภาพจินตนาการอันน่าสยดสยองฉายชัดในหัวสมองของทุกคน พวกเขาเห็นภาพร่างบอบบางของสวี่หนานเกอถูกเหวี่ยงกระเด็นอย่างรุนแรง ร่างกายกระแทกพื้นทรายแข็งกระด้าง ก่อนจะถูกกีบเท้าม้าอันทรงพลังย่ำลงไปจนกระดูกซี่โครงแตกหักละเอียด
ฉากนองเลือดในจินตนาการนั้นรุนแรงเสียจนหลายคนไม่กล้าแม้แต่จะเปิดตามอง
เหล่าคุณหนูตระกูลดังบางคนหวีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ สองมือรีบยกขึ้นปิดใบหน้าเพื่อหลีกหนีภาพที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
มีเพียงคนกลุ่มน้อยที่ใจกล้าพอจะจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างไม่กระพริบ ภายในใจต่างภาวนาและส่งกำลังใจให้สวี่หนานเกอให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้
เหตุการณ์เลวร้ายที่ทุกคนคาดการณ์ไว้กลับไม่ได้เกิดขึ้น สวี่หนานเกอยังคงทรงตัวอยู่บนหลังม้าได้อย่างมั่นคง ร่างกายของเธอแนบชิดไปกับแผ่นหลังของอาชาคู่ใจ มือข้างหนึ่งกระชับบังเหียนไว้อย่างแม่นยำ ทุกจังหวะที่ม้ากระโจนขึ้นและลงสู่พื้นดิน เธอสามารถปรับสมดุลร่างกายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของมันได้อย่างไร้ที่ติ
เธอและจุยเฟิงดูราวกับได้หลอมรวมจิตวิญญาณเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ท่วงท่าอันสง่างามและองอาจของเธอในยามนี้ ช่างดูคล้ายกับเทพธิดาแห่งสงครามที่ควบอาชาสวรรค์ลงมาเยือนโลกมนุษย์
"ให้ตายสิ แบบนี้มันระดับเทพชัดๆ"
ชายหนุ่มลูกเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งเป็นขาประจำในการขี่ม้ากับสวี่ฉือมั่ว หลุดปากอุทานออกมาด้วยความเลื่อมใส "ลูกสาวนอกสมรสคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ครูฝึกม้าที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก แววตายังคงฉายแววกังวลลึกซึ้ง พลางขมวดคิ้วแน่น "นี่เพิ่งจะผ่านด่านแรกเท่านั้น บททดสอบที่แท้จริงคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้"
ถ้อยคำของครูฝึกเปรียบเสมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ถ่วงหัวใจของทุกคนให้จมดิ่งลงสู่ความเครียดอีกครั้ง
การกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางเป็นเพียงการเริ่มต้น ปัญหาใหญ่หลวงคือหลังจากที่เธอไล่ตามม้าพยศของสวี่ฉือมั่วได้ทันแล้ว เธอจะมีวิธีการอย่างไรในการควบคุมสัตว์หน้าขนที่กำลังตื่นตระหนกตัวนั้นให้สงบลง
ม้าที่กำลังตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัวขีดสุดเช่นนี้ หากไม่ใช่นักฝึกม้าที่มีความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้มันกลับมาสงบได้ในเวลาอันสั้น
ความตึงเครียดกลับมาปกคลุมทั่วทั้งสนามอีกครั้ง
ทางด้านสวี่ฉือมั่ว เขาตระหนักได้ในทันทีว่าวาระสุดท้ายของตนเองอาจจะมาถึงแล้ว
ชายหนุ่มได้งัดเอาทักษะและวิธีการทั้งหมดที่เคยเรียนรู้มาใช้เพื่อปลอบประโลมม้าตัวนี้ เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งการวิ่งเตลิดของมัน ผลลัพธ์กลับว่างเปล่า เขาสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็งและความบ้าคลั่งที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวม้าใต้ร่าง
ความเร็วของมันเพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ แรงกระแทกจากการวิ่งทำให้ร่างกายของเขาโยกคลอนอย่างรุนแรง แม้เขาจะพยายามหมอบราบไปกับลำตัวของมันเพื่อลดแรงต้าน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ด้วยความเร็วระดับนรกแตกเช่นนี้ หากม้าเกิดสะดุดหรือพยศขึ้นมา
โอกาสรอดชีวิตของเขามีค่าเท่ากับศูนย์
สวี่ฉือมั่วกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดเผือดทว่าแววตายังคงฉายแววดื้อรั้น เขาไม่ได้นึกเสียใจเลยสักนิดที่ไปท้าทายสวี่หนานเกอ
สำหรับคนประเภทที่อาศัยบารมีของสามีมารังแกคุณนายสวี่ผู้มีพระคุณและลูกสาวของท่าน หากเขามีบุญรอดตายไปได้ เขาก็ยังยืนยันที่จะหาทางสั่งสอนผู้หญิงคนนี้เพื่อทวงความยุติธรรมคืนให้ได้อยู่ดี
สิ่งที่เขารู้สึกเสียดายมีเพียงไม่กี่เรื่อง คือการที่เขายังใช้ชีวิตหนุ่มโสดไม่คุ้มค่า
เขายังทำภารกิจหาภรรยาดีๆ ให้กับคุณอาสามไม่สำเร็จ
รวมไปถึงแผนการที่จะหลอกล่อให้ฮั่วเป่ยเยี่ยนยอมกลับเข้าตระกูล เพื่อจะจับคู่ให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาได้แต่งงานกับอัจฉริยะผู้นั้นก็ยังไม่เป็นจริง
เรื่องที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ เขาอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลถึงเมืองไห่เฉิง แต่กลับไร้วาสนา ไม่ได้พบหน้าครูฝึกม้าในตำนานผู้เป็นไอดอลในดวงใจเลยแม้แต่เงา
ขาดทุนย่อยยับ
การเกิดมาในชาตินี้ของเขาช่างขาดทุนป่นปี้เสียจริง
ท่ามกลางความคิดอันสับสนวุ่นวาย เสียงกีบม้ากระทบพื้นและเสียงลมหายใจแรงๆ ของม้าอีกตัวก็ดังใกล้เข้ามา สวี่ฉือมั่วเอียงหน้าไปมองเพียงเล็กน้อย ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสวี่หนานเกอที่มีสีหน้าเรียบเฉย ควบจุยเฟิงพุ่งทะยานเข้ามาเทียบข้างเขาด้วยความเร็วสูง
สวี่ฉือมั่วขมวดคิ้วมุ่น ตะโกนถามแข่งกับเสียงลม "เธอตามมาทำบ้าอะไร"
สวี่หนานเกอไม่ได้สนใจคำถามนั้น สายตาของเธอจดจ้องอยู่ที่ม้าของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ "ตั้งสติ นั่งให้มั่น จับบังเหียนไว้ให้แน่นที่สุด"
สวี่ฉือมั่วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนตกใจ "อย่าบอกนะว่าเธอคิดจะช่วยฉัน เลิกบ้าได้แล้ว ฝีมือแค่นี้อย่าเสนอหน้ามาตายพร้อมกันเลยดีกว่า"
สวี่หนานเกอปรายตามองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ เธอเลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำ และหันกลับไปสังเกตอาการของม้าพยศตัวนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตามปกติแล้วม้าจะไม่เกิดอาการคุ้มคลั่งขึ้นมาเองโดยไร้สาเหตุ ยิ่งเป็นม้าพันธุ์ดีที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดของตระกูลฮั่วด้วยแล้ว ยกเว้นเจ้าจุยเฟิงที่มีนิสัยอินดี้ ตัวอื่นๆ ล้วนว่านอนสอนง่ายและมีนิสัยอ่อนโยน
จะต้องมีปัจจัยภายนอกบางอย่างไปกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่าของมัน สวี่หนานเกอกำลังใช้สายตาอันเฉียบคมค้นหาต้นตอของความผิดปกติ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด
สวี่ฉือมั่วแค่นหัวเราะในลำคอ "ทำไม กลัวว่าถ้าฉันตายกลายเป็นผีแล้วจะไปหลอกหลอนเธอหรือไง ถ้ากลัวก็จงสำนึกผิดซะ ต่อไปก็อย่าได้มารังแกคุณนายสวี่กับลูกสาวของท่านอีก ฉันล่ะเกลียดพวกคนที่พอได้ดีแล้วลืมกำพืดตัวเองที่สุด"
สวี่หนานเกอตอบกลับสั้นๆ "หุบปาก"
สวี่ฉือมั่วไม่ยอมหยุดพูด "จริงสิ ฉันมีเรื่องจะฝากฝังหน่อย"
สวี่หนานเกอยังคงรักษาระดับความเร็วขนาบข้างไปเงียบๆ
สวี่ฉือมั่วกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อเรียกความมั่นใจ "ไอดอลของฉันคือครูฝึกม้าลึกลับคนนั้นที่อยู่เมืองไห่เฉิง ถ้าเธอรอดไปได้แล้วบังเอิญเจอเขา ฝากบอกเขาด้วยว่าคุณชายสวี่ฉือมั่วคนนี้ชื่นชมเขามากแค่ไหน"
สวี่หนานเกอได้ยินประโยคนั้น แววตาที่เคยเรียบเฉยก็ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ
เธอหันมาพิจารณาสวี่ฉือมั่วอย่างเต็มตาอีกครั้ง
ผู้ชายคนนี้ถึงปากจะร้ายแต่เนื้อแท้ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ขนาดตอนที่บังคับเธอแข่งม้า เขาก็ยังคอยระวังหลังให้อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัย เหตุผลนี้เองที่ทำให้สวี่หนานเกอยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเหลือเขา
"ฝีมือการขี่ม้าของนายก็ถือว่าใช้ได้ ขี่เร็วขนาดนี้ยังทรงตัวได้นิ่งมาก ดูเหมือนนายจะไม่ได้มีดีแค่เปลือกนอก ฮั่วเป่ยเยี่ยนเลือกคบเพื่อนได้ตาถึงเหมือนกัน”
“พอเถอะ เธอเลิกตามมาได้แล้ว อย่าทำอะไรเกินกำลัง เอาชีวิตตัวเองมาทิ้งเสียเปล่าๆ"
สวี่หนานเกอถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอตัดสินใจเร่งความเร็วขึ้นอีกระดับ
จุยเฟิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าจนสามารถตีคู่กับม้าที่กำลังเสียการควบคุมได้สำเร็จ
สวี่ฉือมั่วเริ่มแสดงอาการลนลาน "เฮ้ย เธอจะทำอะไร อย่าบอกนะว่าจะมาตายไปพร้อมกับฉัน ทำตัวเป็นนางเอกละครหลังข่าวไปได้ มันไม่จำเป็นต้องมาเสียสละอะไรขนาดนั้น"
เสียงของเขาขาดห้วงไปทันที ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
ภาพตรงหน้าคือหญิงสาวร่างบางลุกขึ้นยืนตระหง่านบนหลังม้าอย่างท้าทายมัจจุราช ร่างกายของเธอเอนออกไปด้านข้าง ห้อยโหนอยู่ข้างลำตัวของจุยเฟิงราวกับนักกายกรรมผู้ชำนาญ ทันทีที่จุยเฟิงส่งแรงส่ง เธอก็ดีดตัวลอยละลิ่วข้ามอากาศ
ในเสี้ยววินาทีต่อมา สวี่ฉือมั่วรู้สึกถึงแรงกระแทกหนักหน่วงที่ด้านหลัง สวี่หนานเกอกระโดดข้ามมานั่งซ้อนท้ายเขาได้อย่างแม่นยำ แขนข้างหนึ่งของเธอเอื้อมผ่านตัวเขาไปคว้าบังเหียนม้าเอาไว้แน่น
สวี่ฉือมั่วหน้าซีดเผือด "เฮ้ย ยัยลูกนอกสมรส เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง ถึงเธอกระโดดข้ามมาได้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก เธอไม่มีทางเอาชนะแรงพยศของม้าตัวนี้ได้ นี่มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ เธอ"
ตำแหน่งด้านหลังของเขานั้นราบเรียบ ไม่มีอานม้าหรือโกลนสำหรับยึดเหนี่ยว ด้วยความเร็วของม้าที่วิ่งเต็มฝีเท้าเช่นนี้ สวี่หนานเกอจะต้องถูกแรงเหวี่ยงสลัดตกไปในไม่ช้า
เขาหันขวับไปมองด้วยความเป็นห่วง ก็ได้ยินเสียงหวานใสที่เจือไปด้วยความรำคาญดังขึ้นข้างหู "หุบปาก หนวกหูจะตายอยู่แล้ว"
สวี่ฉือมั่วถึงกับพูดไม่ออก
เขากำลังจะอ้าปากเถียง เสียงสั่งการที่เด็ดขาดก็ดังขึ้นอีกครั้ง "นั่งนิ่งๆ จับให้มั่น"
สมองของเขายังประมวลผลไม่ทันเสร็จ สวี่ฉือมั่วก็รู้สึกว่าเอวของเขาถูกวงแขนแข็งแกร่งรัดแน่น ร่างของหญิงสาวลอยหวือขึ้นกลางอากาศ เธอใช้ทักษะอันน่าทึ่งพลิกตัวกลับด้าน ย้ายตำแหน่งจากด้านหลังข้ามหัวเขามานั่งซ้อนอยู่ที่ด้านหน้า
สวี่หนานเกอแย่งบังเหียนไปถือไว้ และเข้าควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดทันที
เธอโน้มตัวลงต่ำแนบไปกับคอม้า มือข้างหนึ่งลูบแผงคอของมันอย่างแผ่วเบาและเป็นจังหวะ อีกมือหนึ่งออกแรงดึงบังเหียนรั้งกลับ พร้อมกับแนบลำตัวลงไปสัมผัสกับช่วงท้องของม้าเพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง
"เปล่าประโยชน์ ฉันลองทำวิธีพวกนี้มาหมดแล้ว การที่เธอกระโดดข้ามมาเพื่อทำเรื่องพื้นฐานพวกนี้ มันเสียเวลาเปล่า เธอคิดว่าตัวเองเก่งกาจเหมือนไอดอลของฉันหรือไง"
สวี่ฉือมั่วถูกแย่งการควบคุมไป เขาทำได้เพียงใช้มือเกาะไหล่ของสวี่หนานเกอเอาไว้เพื่อทรงตัว เขาอยู่บนหลังม้าตัวนี้มาตั้งแต่ต้น จึงรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนและความตื่นตระหนกของมันได้ดีที่สุด
เขาพยายามทำท่าทางปลอบประโลมเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นสวี่หนานเกอทำในสิ่งที่เขาล้มเหลวมาแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือนด้วยความหงุดหงิด
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ทันทีที่สิ้นเสียงคำพูดนั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ม้าที่เคยบ้าคลั่งใต้ร่างของเขา ค่อยๆ สงบลงอย่างน่าอัศจรรย์
[จบบท]