บทที่ 188: ความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผย
สวี่อินจงใจสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนว่าสวี่หนานเกอเป็นคนผลักเธอ ดังนั้นการแก้ตัวหรือปฏิเสธในเวลานี้จึงเป็นวิธีรับมือที่ไร้ประโยชน์ที่สุด
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเข้าใจหลักการเจรจาต่อรองเป็นอย่างดี
การบุกโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด เขาจึงเลือกที่จะไม่อธิบายว่าสวี่หนานเกอไม่ได้ลงมือหรือแก้ตัวใดๆ แต่กลับโยนระเบิดลูกใหญ่ลงไปกลางวงสนทนาแทน
“เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของฮั่วจื่อเฉิน”
คนในห้องพักผู้ป่วยต่างชะงักงันไปเมื่อได้ยินประโยคนี้
สวี่อินที่นอนหน้าซีดอยู่บนเตียงแววตาไหววูบอย่างมีพิรุธ เธอรีบบีบน้ำตาจนขอบตาแดงก่ำแล้วหันไปฟ้อง “คุณแม่ พี่จื่อเฉินคะ อาเล็กเขาพยายามปกป้องสวี่หนานเกอจนถึงกับกุเรื่องโกหกแบบนี้ออกมา แล้วจะให้ฉันมีหน้าอยู่ในตระกูลฮั่วต่อไปได้ยังไง”
เสียงร้องไห้ของเธอเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี ฮั่วจื่อเฉินตอบสนองด้วยความโมโหทันที “เยี่ยมไปเลยครับอาเล็ก มิน่าล่ะก่อนหน้านี้อาถึงมาเป่าหูผมว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกผม ที่แท้ก็วางแผนมาตั้งนานแล้วเพื่อหาข้ออ้างทำร้ายลูกของผมใช่ไหม”
เขาตวาดลั่นก่อนจะหันขวับมาทางหญิงสาว “แล้วก็เธอ สวี่หนานเกอ! เธอกับอินอินไม่ได้แค่ทะเลาะกันแล้วพลั้งมือ แต่เธอจงใจทำร้ายเธอชัดๆ! เป็นเพราะพวกเธอมีลูกไม่ได้ เลยอิจฉาริษยาลูกๆ ของพวกเราใช่ไหม!”
ฮั่วจื่อเฉินโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม เขาพุ่งตัวเข้าไปประชิดหน้าสวี่หนานเกออย่างคุกคาม “สวี่หนานเกอ ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงแบบนี้! สี่ปีในมหาวิทยาลัย ผมดีกับเธอขนาดนั้น... ไม่นึกเลยว่าจิตใจเธอจะต่ำช้าทำเรื่องพรรค์นี้ได้!”
แววตาของเขาฉายแววบ้าคลั่งราวกับคนขาดสติ
สวี่หนานเกอฟังเขาขุดเรื่องสมัยเรียนขึ้นมาพูดก็อดไม่ได้ที่จะใจลอยไปครู่หนึ่ง
ผู้ชายที่กำลังคลุ้มคลั่งและกราดเกรี้ยวอยู่ตรงหน้านี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเด็กหนุ่มที่สดใส ร่าเริง และไร้เดียงสาในรั้วมหาวิทยาลัย...
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน “เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณจริงๆ”
“เธอพูดบ้าอะไร! ผมกับสวี่อินมีความสัมพันธ์กันตอนไหน ตัวผมเองจะไม่รู้หรือไง? เพื่อที่จะให้ตัวเองพ้นผิด เธอถึงกับกล้าพูดเรื่องบัดซบแบบนี้ออกมาได้! สวี่หนานเกอ เธอนี่ทำให้ผมขยะแขยงจริงๆ! เรื่องนี้ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!”
หลิวเม่ยเจินที่ยืนอยู่ข้างๆ ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “หลานชายที่น่าสงสารของย่า ก็เพราะความอิจฉาริษยาของคนสองคนนี้แท้ๆ ถึงต้องมาด่วนจากไปแบบนี้ หลังจากที่ฮั่วเป่ยเยี่ยนขึ้นเป็นผู้นำตระกูล สายหลักของพวกเราก็ยอมถอยให้ทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ยังตามมาจองล้างจองผลาญทำร้ายลูกของจื่อเฉินอีก เป่ยเยี่ยน เธอบอกป้ามาสิ เธอจะบีบคั้นพวกเราไปถึงไหน?”
ฮั่วหยวนเจี๋ยเองก็ถอนหายใจยาวเหยียด ตีสีหน้าเศร้าสร้อย “เป่ยเยี่ยน ตั้งแต่เล็กจนโต พี่ใหญ่คนนี้ทำผิดต่อเธอตรงไหน... ทำไมเธอถึงต้องจ้องเล่นงานสายหลักของพวกเราขนาดนี้? ความรักของคุณย่าก็ทุ่มเทให้เธอไปหมดแล้ว เธอก็ยึดอำนาจในตระกูลฮั่วไปหมดแล้ว จะปล่อยพวกเราไป ให้พวกเราได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ได้เชียวเหรอ?”
เขาพูดจบก็หันไปทำท่าทางน่าสงสารใส่ฮั่วเป่าเจียง “คุณพ่อครับ เพื่อความปลอดภัยในวันข้างหน้า หรือไม่คุณพ่อก็อนุญาตให้พวกเราแยกบ้านกันเถอะครับ! ผมกลัวจริงๆ เป่ยเยี่ยนเขากลับมาจากต่างประเทศก็เปลี่ยนเป็นคนไม่เห็นหัวใคร ญาติพี่น้องก็ไม่เอา ตอนนี้หลานสะใภ้นอนเจ็บอยู่บนเตียง เขากลับไม่มีความรู้สึกผิดสักนิด แถมยังมาใส่ร้ายป้ายสีเธออีก... พวกเราอยู่ร่วมกันไม่ได้แล้วครับ!”
เขาแสร้งก้มหน้ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง
ฮั่วเป่าเจียงได้ฟังดังนั้นก็บันดาลโทสะ ตะคอกใส่ลูกชายคนเล็ก “ไอ้ลูกทรพี! แกมันเป็นไอ้สารเลวตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาก็ยังสันดานเสียไม่เปลี่ยน แกต้องการจะบีบพี่ใหญ่ของแกให้ตายไปเลยถึงจะพอใจใช่ไหม!”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนมองดูละครฉากใหญ่ของพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา รู้สึกเพียงว่าคำพูดของคนเหล่านี้ช่างน่าขันสิ้นดี
เขาชอบรังแกฮั่วหยวนเจี๋ยตั้งแต่เด็กอย่างนั้นหรือ?
ตอนที่เขาเกิด ฮั่วหยวนเจี๋ยอายุ 14 ปีเข้าไปแล้ว!
ตอนเด็กๆ เขาไม่ประสีประสา ขอแค่ทำให้ฮั่วหยวนเจี๋ยไม่พอใจ อีกฝ่ายก็พร้อมจะใช้กำลังทำร้ายเขาได้ทันที
หลายต่อหลายครั้งที่เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะการ ‘กลั่นแกล้ง’ ของพี่ชายคนนี้!
กระทั่งเหตุการณ์ตอนอายุเก้าขวบที่เขาถูกแก๊งลักพาตัวจับไป ความจริงก็เป็นฮั่วหยวนเจี๋ยนี่แหละที่พาเขาออกจากบ้าน แล้วจงใจทิ้งเขาไว้ที่สถานีรถไฟ!
พี่ใหญ่แบบนี้ ช่างเป็นคนดีและน่าสงสารจริงๆ!
ประกอบกับความลำเอียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของผู้เป็นพ่อคนนี้... หัวใจของฮั่วเป่ยเยี่ยนมันด้านชาไปนานแล้ว
ในวินาทีที่ความโดดเดี่ยวเข้ากัดกินหัวใจ มือเรียวเล็กคู่หนึ่งก็สอดเข้ามากุมมือหนาของเขาเอาไว้
ฮั่วเป่ยเยี่ยนชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองก็พบสวี่หนานเกอยืนอยู่เคียงข้าง
หญิงสาวยืนหยัดอยู่ข้างกายเขา ร่วมแบกรับแรงกดดันและความประสงค์ร้ายจากคนตระกูลฮั่ว สัมผัสอุ่นๆ ที่ฝ่ามือทำให้หัวใจของฮั่วเป่ยเยี่ยนรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
นั่นสินะ
เขาไม่ได้ตัวคนเดียวมาตั้งนานแล้ว
ชายหนุ่มตบหลังมือภรรยาเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงแข็งกร้าว “สายหลักอยากจะแยกบ้านเหรอครับ? ผมไม่มีปัญหา ในเมื่อพวกเราอาศัยอยู่ที่บ้านใหญ่ตระกูลฮั่วมาตลอด ซึ่งเป็นที่พำนักสำหรับผู้นำตระกูล ในเมื่อตอนนี้ผมและภรรยากลับมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นทางสายหลักก็ควรจะย้ายออกไปเพื่อคืนพื้นที่ให้เจ้าของที่แท้จริงได้แล้ว”
“แก...!” ฮั่วหยวนเจี๋ยถึงกับไปไม่เป็น
ตำแหน่งบ้านหลักในคฤหาสน์ตระกูลฮั่วเป็นที่อยู่ที่ฮั่วหยวนเจี๋ยและหลิวเม่ยเจินครอบครองมาโดยตลอด
แม้ว่าหลังจากฮั่วเป่ยเยี่ยนกลับบ้านและกลายเป็นผู้นำตระกูลฮั่ว สถานะตรงนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง
ผู้เฒ่าฮั่วเป่าเจียงมักจะใช้ข้ออ้างว่าภรรยาของฮั่วเป่ยเยี่ยนยังไม่มา และเขาต้องอยู่ดูแลคุณย่าตระกูลสวี่ จึงยื้อไม่ยอมให้สายหลักย้ายออกจากบ้านใหญ่...
ใครจะคิดว่าฮั่วเป่ยเยี่ยนจะฉวยโอกาสหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่นงานกลับในเวลานี้
หลิวเม่ยเจินกรีดร้องโวยวายทันที “เป่ยเยี่ยน เธอช่างจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ! หรือว่าที่พวกเธอวางแผนทำร้ายลูกของอินอิน ก็เพื่อที่จะบีบให้เราแยกบ้านเหรอ? กลัวว่าคนของสายหลักเราจะรุ่งเรืองมีทายาท แล้วจะมาแย่งชิงอำนาจพวกเธอใช่ไหม!”
เธอหันขวับไปจิกตาสใส่สวี่หนานเกอ “เป็นเพราะนังลูกนอกสมรสอย่างเธอคอยเป่าหูใช่ไหม? เมื่อก่อนเป่ยเยี่ยนไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ พอเธอเสนอหน้าเข้ามาในบ้านเรา ครอบครัวก็วุ่นวายจนลุกเป็นไฟ ลูกนอกสมรสอย่างเธอนี่ทำไมถึงได้ชั่วร้ายขนาดนี้! อยากจะเห็นตระกูลฮั่วของเราบ้านแตกสาแหรกขาดนักใช่ไหม”
สวี่อินรีบบีบน้ำตาร้องไห้เสริมบท “หนานเกอ เธออย่าทำแบบนี้เลยนะ ทุกคนล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ฉันไม่เอาผิดเธอแล้ว เธออย่าไปยุยงให้อาเล็กแยกบ้านไล่ทุกคนไปเลยได้ไหม”
หลิวเม่ยเจินรีบผสมโรง “ดูสิ นี่ถึงจะเป็นความใจกว้างของผู้ดีมีตระกูล เป่ยเยี่ยน เมียของเธอคนนี้มีพื้นเพต่ำต้อยเป็นแค่ลูกนอกสมรส มิน่าล่ะถึงได้ใจแคบแบบนี้! โบราณว่าแต่งเมียต้องแต่งคนดีมีศีลธรรม ก็เพราะความริษยาของหล่อน ทำร้ายพวกเราจนมาถึงขั้นนี้! อินอินไม่เอาเรื่องแล้ว แต่ฉันไม่ยอม! เด็กในท้องของหล่อนคือหลานชายแท้ๆ ของฉัน! คุณพ่อคะ เรื่องนี้พ่อจะปล่อยผ่านไม่ได้นะคะ!”
ฮั่วเป่าเจียงตบโต๊ะเสียงดัง “ฮั่วเป่ยเยี่ยน ในเมื่อแกไม่ยอมอ่อนข้อ ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ฉันจะเป็นคนจัดการเอง ใครก็ได้! จับนังผู้หญิงใจดำคนนี้ไว้ ให้หล่อนคุกเข่าโขกหัวขอโทษสวี่อินเดี๋ยวนี้!”
สิ้นคำสั่งประกาศิต บอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนก็เดินอาดๆ เข้ามา
พวกเขาตรงดิ่งมาที่ข้างกายสวี่หนานเกอ และกำลังจะเอื้อมมือมาจับกดไหล่ของเธอ
สวี่หนานเกอเตรียมจะสวนกลับ แต่ชายหนุ่มข้างกายกลับไวกว่า เขากดไหล่เธอไว้ให้ถอยไปด้านหลัง จากนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าแล้วลงมือด้วยความรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ซัดคนทั้งสองกระเด็นถอยไปกองกับพื้น ก่อนจะตวาดเสียงดังก้อง “เยี่ยเย่!”
สิ้นเสียงเรียก บอดี้การ์ดชุดดำหลายคนก็กรูเข้ามาจากหน้าประตูทันที พวกเขามายืนตั้งกำแพงมนุษย์อยู่ตรงหน้าสวี่หนานเกอและฮั่วเป่ยเยี่ยน ขวางกั้นบอดี้การ์ดของตระกูลฮั่วเอาไว้
คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นบอดี้การ์ดระดับพระกาฬของฮั่วเป่ยเยี่ยน ขึ้นตรงต่อคำสั่งของฮั่วเป่ยเยี่ยนเพียงผู้เดียว
รังสีอำมหิตของบอดี้การ์ดชุดนี้แตกต่างจากบอดี้การ์ดทั่วไปของตระกูลฮั่วอย่างชัดเจน เพียงแค่ยืนนิ่งๆ ก็ทำให้คนของฮั่วเป่าเจียงไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ฮั่วเป่าเจียงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “ไอ้ลูกทรพี แกคิดจะกบฏเหรอ! ทำเรื่องชั่วช้าลงไป ยังจะกล้าใช้กำลังข่มขู่พวกเราอีกงั้นเหรอ? ฉันเป็นพ่อแกนะ!”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า “คุณควรจะดีใจ... ที่คุณยังได้ชื่อว่าเป็นพ่อผม”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกและแววตาที่สื่อความหมายดำมืด ทำให้ฮั่วเป่าเจียงถึงกับชะงักงัน ถูกรังสีสังหารของลูกชายตัวเองข่มขวัญจนพูดไม่ออก “แก... แกกล้าฆ่าพ่อฆ่าพี่จริงๆ งั้นเหรอ?!”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนไม่อยากจะเสียเวลาเสวนากับคนเหล่านี้อีก
สวี่หนานเกอเห็นสถานการณ์ตึงเครียดจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผู้เฒ่า จะรีบร้อนไปทำไมคะ? ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของเด็กที่สวี่อินเพิ่งจะแท้งไปเมื่อกี้นี้ พวกเราได้ส่งไปตรวจสอบ DNA แล้ว อีกเดี๋ยวผลตรวจก็จะออกมา ถึงตอนนั้นความจริงก็จะกระจ่างเองไม่ใช่เหรอคะ?”
[จบบท]