บทที่ 192: การคุกเข่าขอร้อง
สวี่อินยืนนิ่งงันด้วยความหวาดวิตก ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเธอจับจ้องไปที่รายงานในมือของเยี่ยเย่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากสายตาสามารถเผาไหม้วัตถุได้ เอกสารฉบับนั้นคงกลายเป็นจุนไปแล้ว
เยี่ยเย่เดินอย่างมั่นคงเข้ามาภายในห้องผู้ป่วย ก่อนจะยื่นรายงานผลการตรวจร่างกายฉบับสำคัญส่งใส่มือของสวี่หนานเกออย่างนอบน้อม
สวี่หนานเกอรับมาเปิดดูเพียงปราดเดียว ตัวอักษรบนกระดาษยืนยันสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้ ผลการตรวจดีเอ็นเอระบุชัดเจนว่าไม่ตรงกัน
มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนจะปรายตามองไปทางฮั่วจื่อเฉิน
ฮั่วจื่อเฉินแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความเย็นชา “ผลรายงานออกมาแล้วก็ดี เอาออกมาเปิดเผยให้ทุกคนดูให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย จะได้รู้กันสักทีว่าความจริงมันเป็นยังไง”
สวี่หนานเกอไม่รอช้า เธอยกรายงานในมือขึ้นเตรียมจะยื่นส่งให้กับฮั่วจื่อเฉินตามคำท้าทาย ทันใดนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมกับมือที่ยื่นมาคว้าแย่งเอารายงานฉบับนั้นไปจากมือของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
หลี่หว่านรูรีบเปิดอ่านเนื้อหาในรายงาน สายตาที่กวาดมองอย่างรวดเร็วเบิกกว้างขึ้น รูม่านตาหดเกร็งด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เธอหันขวับไปมองหน้าสวี่อินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามและความไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
สวี่อินหลบสายตาแม่แท้ๆ ของตนด้วยความรู้สึกผิดและร้อนตัว ก่อนจะรีบพูดกลบเกลื่อน “น้าหลี่ น้ามองหน้าฉันทำไมคะ รีบเอารายงานให้พวกเราดูสิ จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉันสักทีว่าฉันไม่ได้โกหก”
ฮั่วจื่อเฉินเห็นด้วยกับคำพูดนั้น เขาจึงเอ่ยสำทับขึ้นมา “ใช่ครับ เอามาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของอินอินเดี๋ยวนี้เลย จะได้ไม่ต้องให้อาสามกับสวี่หนานเกอมาใส่ร้ายป้ายสีเธอได้อีก”
หลี่หว่านรูลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก วินาทีที่เห็นฮั่วจื่อเฉินกำลังเดินตรงเข้ามาเพื่อจะขอดูรายงาน เธอก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด หญิงวัยกลางคนขยำกระดาษรายงานในมือจนเป็นก้อนกลมอย่างรุนแรง แล้วยัดมันเข้าไปในปากของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง
การกระทำนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้อง
ฮั่วจื่อเฉินยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ “คุณทำบ้าอะไรเนี่ย”
สวี่อินเองก็ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ “น้าหลี่ น้าทำอะไร รีบคายรายงานออกมานะ คายออกมาเดี๋ยวนี้”
ยิ่งทั้งสองคนคาดคั้นมากเท่าไหร่ หลี่หว่านรูก็ยิ่งตัดสินใจเด็ดขาดมากขึ้นเท่านั้น เธอหลับหูหลับตาออกแรงกลืนก้อนกระดาษแข็งๆ ลงคอไปจนหน้าดำหน้าแดง “รายงานนี้เป็นของปลอม ฉันให้พวกเธอเห็นไม่ได้หรอก ถ้าขืนให้ดูแล้วกลายเป็นหลักฐานมัดตัว พวกเธอเอาไปฟ้องร้องหนานเกอขึ้นมาจะทำยังไง ฉันยอมทำลายมันดีกว่า”
ฮั่วจื่อเฉินโกรธจนตัวสั่น “คุณนี่มัน”
สวี่อินที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
ที่เธอจงใจเรียกหลี่หว่านรูมาที่นี่ ก็เพื่อหวังผลลัพธ์แบบนี้ตั้งแต่แรก เธอรู้ดีว่าแม่แท้ๆ คนนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ
ทว่าความรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องเพิ่งจะฉายชัดบนใบหน้าได้เพียงครู่เดียว เสียงหวานใสแต่ทว่าเย็นยะเยือกของสวี่หนานเกอก็ดังแทรกขึ้นมาทำลายบรรยากาศ “ก็แค่รายงานแผ่นเดียวไม่ใช่เหรอ กินเข้าไปแล้วก็ปริ้นท์ออกมาใหม่ได้นี่นา ผู้ช่วยเยี่ยคะ”
เยี่ยเย่คลี่ยิ้มอย่างรู้ทัน “ครับคุณสวี่หนานเกอ ผมจะไปปริ้นท์มาให้ใหม่เดี๋ยวนี้เลยครับ”
กล่าวจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครทักท้วง
หลี่หว่านรูจ้องมองสวี่หนานเกอด้วยสายตาอาฆาตแค้นแทบจะกินเลือดกินเนื้อ จากนั้นเธอก็หันไปพูดกับฮั่วจื่อเฉินด้วยน้ำเสียงวิงวอน “คุณชายฮั่วคะ คุณช่วยกลับไปก่อนได้ไหม ฉันขออยู่คุยกับหนานเกอตามลำพัง จะช่วยเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมรับผิดเอง”
ฮั่วจื่อเฉินแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม “เธอเป็นคนฆ่าลูกของผม ผมไม่มีเหตุผลอะไรต้องเมตตาให้โอกาสเธอ”
คำพูดนั้นตอกย้ำความจริงที่เจ็บปวด ทำให้หลี่หว่านรูถึงกับพูดไม่ออก
สวี่อินเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาช่วยพูด “พี่จื่อเฉินคะ เห็นแก่ที่พวกเราเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันมาเถอะค่ะ ฉันอยากจะให้โอกาสหนานเกอได้กลับตัวกลับใจ”
คำว่าเพื่อนร่วมรุ่นสี่ปีสะกิดใจชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
ฮั่วจื่อเฉินเม้มริมฝีปากแน่น ความทรงจำในช่วงเวลาสี่ปีที่มหาวิทยาลัยไหลย้อนกลับเข้ามา ในตอนนั้นเขาเพียรพยายามตามจีบสวี่หนานเกอด้วยความรักที่บริสุทธิ์และจริงใจ ความรู้สึกดีๆ เหล่านั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในซอกลึกของหัวใจ
เขาหันกลับไปมองหน้าสวี่หนานเกออีกครั้ง แววตาที่เคยวาวโรจน์ด้วยความโกรธเริ่มอ่อนลง “ก็ได้ สวี่หนานเกอ ผมจะให้โอกาสคุณเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าคุณยอมรับผิดและยอมรับบทลงโทษแต่โดยดี ผมอาจจะพิจารณาไม่เอาเรื่องถึงที่สุด แต่ถ้าคุณยังดื้อด้าน ผมจะไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
ทิ้งท้ายด้วยคำขู่เสร็จสรรพ เขาก็หันหลังทำท่าจะเดินออกไป
สวี่อินรีบเสนอตัวทันที “ฉันก็จะขออยู่ช่วยพูดกล่อมเธออีกแรงค่ะ พี่ไปรอข้างนอกก่อนนะคะ”
“ได้”
หลังจากสวี่อินเดินไปส่งฮั่วจื่อเฉินที่หน้าประตูและปิดประตูห้องผู้ป่วยลงอย่างมิดชิด เธอก็จัดการตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นบอดี้การ์ดหรือสายตาอยากรู้อยากเห็นของใครก็ตาม เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว เธอก็หันขวับกลับมา เผยใบหน้าที่แท้จริงที่เต็มไปด้วยความดุร้ายออกมาโดยไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเป็นแม่พระอีกต่อไป
“สวี่หนานเกอ ห้ามเธอเอารายงานฉบับนั้นออกมาให้ใครเห็นเด็ดขาด”
สวี่หนานเกอยืนกอดอกมองดูการเปลี่ยนสีหน้าของพี่สาวต่างแม่ด้วยความขบขัน “ทำไมฉันต้องเชื่อเธอด้วยล่ะ”
“ห้ามก็คือห้าม จะมาถามหาเหตุผลอะไรอีก” สวี่อินจ้องหน้าเธอเขม็งด้วยสายตาวาวโรจน์ “ถ้าเธอเอามันออกมาเปิดเผย เธอจะทำให้ฉันเดือดร้อนแสนสาหัส รู้ไหมว่าผลที่ตามมามันร้ายแรงแค่ไหน”
สวี่หนานเกอมองหน้าเธอด้วยแววตาเรียบเฉย “เธอเป็นคนหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ มันเกี่ยวอะไรกับฉัน ถ้าเธอไม่เริ่มใส่ร้ายฉันก่อน ฉันก็คงไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวกับเธอหรอก”
“แก”
สวี่หนานเกอปรับสีหน้าให้เย็นชาลงกว่าเดิม น้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “สวี่อิน อย่าเห็นว่าการที่ฉันยอมถอยให้ทุกครั้งคือความอ่อนแอที่เธอจะรังแกได้ ครั้งนี้เธอทำตัวเองทั้งนั้น ผลกรรมก็ต้องตกอยู่ที่เธอ”
สวี่อินกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อด้วยความเจ็บใจและความกลัวที่เริ่มกัดกินจิตใจ
หลี่หว่านรูที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนก “อินอิน ลูกหมายความว่ายังไง เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของคุณชายฮั่วจริงๆ เหรอ ทำไมถึงไม่ใช่ล่ะ แล้วตกลงเป็นลูกของใครกันแน่”
สวี่อินขมวดคิ้วแน่นด้วยความรังเกียจและรำคาญใจ “น้าไม่ต้องมายุ่งหรอกค่ะว่าเป็นลูกใคร เรื่องนี้ห้ามให้คนตระกูลฮั่วรู้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นชีวิตฉันจบเห่แน่”
หากเธอต้องหย่าขาดกับฮั่วจื่อเฉินในสถานการณ์อื้อฉาวแบบนี้ ต่อให้มีบารมีของตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวงคอยหนุนหลัง เธอก็คงกลายเป็นผู้หญิงที่มีมลทินและไม่มีทางหาผู้ชายดีๆ ในแวดวงไฮโซแต่งงานด้วยได้อีกแล้ว
หลี่หว่านรูเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เธอพยักหน้ารัวเร็ว “ใช่ๆ จะให้พวกเขารู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด ความลับนี้ต้องตายไปกับเรา”
พูดจบเธอก็หันขวับไปชี้นิ้วสั่งสวี่หนานเกอด้วยท่าทางคุกคาม “นังตัวดี ได้ยินที่พูดไหม ห้ามแกพูดเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด ปิดปากให้สนิท แล้วก็ไปบอกฮั่วเป่ยเยี่ยนด้วยว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ ถ้าอินอินต้องถูกตระกูลฮั่วขอหย่าเพราะเรื่องนี้หลุดออกไป ฉันไม่เอาแกไว้แน่”
สวี่หนานเกอตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “ก็แล้วแต่จะคิด”
“แก”
หลี่หว่านรูชี้หน้าด่าด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น แต่เมื่อเงยหน้ามองสวี่หนานเกอที่ยืนตระหง่านด้วยส่วนสูงที่มากกว่า และนึกถึงฝีมือการต่อสู้ที่เหนือชั้นของอีกฝ่าย เธอก็จำต้องกลืนคำด่าลงคอ เพราะรู้ดีว่าในสถานการณ์นี้เธอไม่สามารถทำอะไรลูกเลี้ยงคนนี้ได้เลย
แววตาของหลี่หว่านรูฉายความอำมหิตออกมาอย่างน่ากลัว
ตุ้บ
เสียงเข่ากระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว
จู่ๆ สวี่อินผู้หยิ่งทะนงก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าสวี่หนานเกออย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
หลี่หว่านรูเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง รีบพุ่งเข้าไปจับแขนลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเอาไว้ “อินอิน ลูกทำอะไรเนี่ย ลูกเป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลสวี่ ลูกจะไปคุกเข่าให้มันทำไม ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
สวี่อินสะบัดแขนผลักหลี่หว่านรูออกไป สีหน้าของเธอในตอนนี้ไม่มีความบ้าคลั่งหลงเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความสงบนิ่งที่ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม “สวี่หนานเกอ ถือว่าฉันขอร้องเธอ ยกโทษให้ฉันสักครั้งเถอะนะ”
สวี่หนานเกอก้มมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
แววตาของเธอวูบไหวไปด้วยความรู้สึกสับสนชั่วขณะ
ภาพในอดีตไหลย้อนกลับมา ตั้งแต่เล็กจนโต เธอมีสถานะเป็นเพียงผู้ติดตามรับใช้ของสวี่อิน ตอนเด็กๆ สวี่อินมักจะใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งให้เธอคุกเข่าอยู่เสมอ
เธอเคยต้องคุกเข่ากับพื้นเพื่อสวมรองเท้าให้สวี่อินราวกับคนรับใช้
เธอเคยต้องคุกเข่าทำตัวเป็นแท่นวางเท้าให้สวี่อินเหยียบขึ้นหลังม้า
เธอเคยต้องคุกเข่าถูพื้นไม้ขัดมันในบ้านตระกูลสวี่จนเข่าด้าน
เธอเคยต้องคุกเข่าต่อหน้าสวี่อินเพื่อก้มหัวรับฟังคำดุด่าว่ากล่าวสารพัด
จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมต้น เธอถึงได้เริ่มต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของความเป็นคนคืนมาและสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมคุกเข่าให้ใครอีก
แต่เธอไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า จะมีวันที่สวี่อิน ผู้ที่เคยอยู่สูงเสียดฟ้า จะต้องมาคุกเข่าต่อหน้าเธอแบบนี้
ทว่าเธอกลับไม่ได้รู้สึกสะใจหรือยินดีที่ได้แก้แค้น เธอเพียงแค่รู้สึกสมเพชตัวเองในวัยเด็กที่ช่างโง่เขลาและน่าขบขันสิ้นดีที่ยอมทนรับเรื่องพรรค์นั้น
สวี่หนานเกอมองดูอีกฝ่ายแล้วเอ่ยถามขึ้นช้าๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันบอกไปแล้วว่าเธอเป็นคนเริ่มใส่ร้ายฉันก่อน รายงานฉบับนั้นเป็นหลักฐานเดียวที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของฉันได้ ถ้าฉันไม่ใช้มัน ฉันก็จะกลายเป็นคนผิด”
สวี่อินรีบตะโกนสวนกลับมาทันที “ไม่เป็นไร ฉันจัดการได้ ฉันจะบอกคนอื่นว่าฉันไม่ติดใจเอาความเธอแล้ว ฉันจะช่วยยืนยันให้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำร้ายฉัน จริงสิ ยังมีตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวงอีก ฉันจะไปช่วยพูดขอร้องให้เธอเอง สวี่หนานเกอ เธอต้องรู้นะว่าตระกูลสวี่แห่งเมืองหลวงมีอำนาจและอิทธิพลมากกว่าตระกูลฮั่วหลายเท่า เธอคิดว่าฮั่วเป่ยเยี่ยนลงไปข้างล่างแล้วจะข่มนายท่านสามสวี่ได้จริงๆ เหรอ ถ้านายท่านสามสวี่โกรธขึ้นมา ฮั่วเป่ยเยี่ยนปกป้องเธอไม่ได้หรอก แต่ฉันทำได้ ฉันมีเพาเวอร์พอที่จะคุ้มครองเธอ”
สวี่อินพยายามใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมก่อน พอเห็นสวี่หนานเกอยังคงมีท่าทีนิ่งเฉย เธอก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ไม้แข็งข่มขู่ “แน่นอนว่าถ้าฉันต้องถูกตระกูลฮั่วขอหย่าจริงๆ ฉันสัญญาเลยว่าจะขอให้นายท่านสามสวี่จัดการเธอให้ตายกันไปข้างแน่ แต่ถ้าเธอยอมถอยคนละก้าว ยอมรับผิดแต่โดยดี ฉันจะทำให้ทุกคนให้อภัยเธอและเรื่องจบสวยๆ แบบนี้วินวินทั้งสองฝ่าย เธอว่าไง”
สวี่หนานเกอหลุบตาลงต่ำ ซ่อนแววตาที่แท้จริงเอาไว้ “มีเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เข้าใจ”
“เรื่องอะไร”
“ทำไมเธอถึงต้องทำลายเด็กคนนี้ เด็กในท้องของเธอเองแท้ๆ”
สวี่หนานเกอเอ่ยถามออกไปพร้อมกับสอดมือข้างหนึ่งลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุม นิ้วเรียวขยับไปกดเปิดการทำงานของปากกาบันทึกเสียงที่เตรียมเอาไว้
ไม่มีใครสังเกตเห็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโทรศัพท์มือถือของเธอยังคงถืออยู่ในมืออีกข้าง สวี่อินจึงลดการระวังตัวลง แววตาของเธอฉายความเหี้ยมเกรียมพาดผ่านและพูดความจริงในใจออกมาอย่างเปิดเผยโดยไม่ปิดบัง
“เพราะเด็กคนนี้เป็นตัวขัดขวางความสุขของฉัน ตราบใดที่มันยังอยู่ในท้อง มันก็คือระเบิดเวลาดีๆ นี่เอง ถ้าเกิดคลอดออกมาแล้วหน้าตาไม่เหมือนพี่จื่อเฉินจะทำยังไง เก็บเอาไว้ก็มีแต่ปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น ก็แค่เด็กคนเดียว ฉันยังสาวยังแส้ ถ้าอยากจะมีลูก อนาคตฉันจะมีอีกกี่คนก็ได้ ไม่เห็นต้องเสียดาย”
สวี่อินต้องการแสดงความจริงใจและเปิดเผยไพ่ในมือเพื่อให้สวี่หนานเกอเชื่อถือและยอมรับข้อเสนอ จึงพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และนี่เป็นครั้งแรกที่เธอถอดหน้ากากเปิดเผยความในใจอันดำมืดต่อหน้าคนอื่น
“ฉันจะต้องแต่งงานเข้าตระกูลฮั่วให้ได้ ต้องมีชีวิตที่เหนือกว่าคนอื่น เป็นคุณนายตระกูลเศรษฐีที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้ สวี่หนานเกอ เธอไม่เข้าใจหรอก นี่คือสิ่งที่ฉันยึดติดมาตลอดชีวิต เพื่อเป้าหมายนี้ ฉันยอมสละได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง”
[จบบท]