บทที่ 195: ตัดขาดสายเลือด
ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลบรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด
สวี่หนานเกอกำข้อมือของสวี่อินไว้แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
สวี่อินสะบัดหน้าหันกลับมามองพลางถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “มีอะไร”
สวี่หนานเกอก้มหน้าลงต่ำ เส้นผมยาวสลวยตกลงมาบดบังใบหน้า ทำให้ไม่มีใครมองเห็นสีหน้าของเธอได้ชัดเจนนัก แต่บรรยากาศรอบตัวเธอกลับแผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกอับจนหนทางและโดดเดี่ยวอย่างน่าเวทนา
ดูเหมือนว่ากำแพงความเข้มแข็งในจิตใจของเธอได้พังทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว
ทว่าประโยคที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเธอ กลับทำให้สวี่อินถึงกับตัวแข็งทื่อ “ฉันจะไม่ยอมรับผิด”
สวี่อินขมวดคิ้วทันที นัยน์ตาฉายแววตื่นตระหนก
หลี่หว่านรูที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดี นางปรี่เข้ามาทุบตีแผ่นหลังของสวี่หนานเกออย่างแรงหลายทีด้วยความโมโห “นังลูกทรพี แกพูดบ้าอะไรออกมา แกกล้าปฏิเสธคุณหนูอินอินงั้นเหรอ แกเชื่อไหมว่าฉันจะตีแกให้ตายคามือ”
สวี่หนานเกอยืนนิ่งยอมให้ทุบตีอยู่สองสามที ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดผลักร่างของหญิงวัยกลางคนออกไปอย่างแรง
หลี่หว่านรูไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางเซถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น นางรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นมาทันทีแล้วกรีดร้องเสียงแหลม “ดีนี่ เก่งมากนะ แกกล้าลงไม้ลงมือกับฉันแล้วเหรอ ฉันเป็นแม่แกนะ”
เสียงแหลดบาดหูของนาง ในที่สุดก็ปลุกให้สวี่เหวินจงที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้มีปฏิกิริยา
เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรำคาญใจ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินดุ่มๆ เข้ามาหาทั้งสามคน สายตาของเขากวาดมองสวี่หนานเกอ สลับไปที่สวี่อิน และสุดท้ายก็มาหยุดที่หลี่หว่านรูพร้อมตะคอกถาม “พวกคุณเอะอะโวยวายอะไรกัน”
หลี่หว่านรูกำลังจะอ้าปากฟ้องถึงความก้าวร้าวของลูกสาวนอกสมรส แต่สวี่เหวินจงกลับง้างมือขึ้นสูงอย่างกะทันหัน
เพี้ยะ
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว แต่คนที่ถูกตบกลับไม่ใช่หลี่หว่านรูที่กำลังโวยวาย แต่เป็นใบหน้าของสวี่หนานเกอที่หันไปตามแรงตบจนผมกระจาย
สวี่หนานเกอเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าพ่อจะลงไม้ลงมือกับเธอ ทั้งที่เขายังดูป่วยและอ่อนแอขนาดนั้น
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมแก้มข้างที่ชาหนึบ สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแสบร้อนที่แล่นปราดไปทั่วใบหน้า เธอเงยหน้ามองสวี่เหวินจงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังและไม่อยากจะเชื่อ
สวี่เหวินจงจ้องมองเธอด้วยแววตาอำมหิต แข็งกร้าวไร้เยื่อใย “แกอีกแล้ว ทุกครั้งที่มีเรื่องวุ่นวายในบ้านก็เป็นเพราะแกทั้งนั้น สวี่หนานเกอ ทำไมแกถึงไม่ไปตายซะ จะมาเสนอหน้าอยู่ที่นี่รบกวนการพักผ่อนของจิ้งซูทำไม”
มือที่กุมใบหน้าของสวี่หนานเกอค่อยๆ ตกลงข้างลำตัว เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “เรื่องเมื่อกี้คุณคงได้ยินชัดเจนหมดแล้วสินะ เป็นสวี่อินที่ท้องกับผู้ชายคนอื่น แล้วโยนความผิดใส่ร้ายว่าฉันทำให้เธอแท้งลูก ฉันก็แค่ต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเท่านั้น”
“แล้วมันจะทำไม” สวี่เหวินจงตวาดกลับเสียงดังลั่น “ในเมื่ออินอินเป็นลูกสาวของจิ้งซู เธอก็คือลูกสาวของฉัน แต่แกไม่ใช่ ต่อให้อินอินทำผิดร้ายแรงแค่ไหน แกก็ต้องรับผิดชอบแทนเธอ”
หลี่หว่านรูเห็นช่องทางจึงรีบตะโกนผสมโรงทันที “ใช่ นี่เป็นสิ่งที่แกติดค้างตระกูลสวี่ ถ้าแกอยากจะตัดขาดจากตระกูลสวี่ให้สะอาด ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก ก็จงแล่เนื้อเถือหนังเลาะกระดูกของแกออกมาเหมือนกับเทพนาจา แล้วเอาเลือดเนื้อคืนมาให้พ่อแม่สิ”
พูดจบหญิงวัยกลางคนก็แสยะยิ้มร้ายกาจ “แต่นาจาตายแล้วยังฟื้นคืนชีพได้ แล้วแกล่ะทำได้ไหม สวี่หนานเกอ ฉันจะบอกแกให้เอาบุญ ชีวิตนี้ฉันเป็นคนให้แกเกิดมา มันก็ต้องเป็นสมบัติของฉัน เว้นแต่แกจะตาย ไม่อย่างนั้นชั่วชีวิตนี้แกไม่มีทางหนีพ้นเงาของฉันไปได้หรอก ฉันจะเป็นเหมือนเห็บหมัดที่เกาะกินแกไปตลอด พอฉันแก่ตัวลง แกก็ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะไปอาละวาดประจานแก ไปฟ้องแกให้หมดอนาคต ฮ่าฮ่าฮ่า กฏหมายและสังคมจีนถือเรื่องความกตัญญูเป็นที่หนึ่ง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าลูกอย่างแกจะทำอะไรฉันได้”
เธอยืนเท้าเอวเชิดหน้าขึ้น ท่าทางวางก้ามและมั่นใจในอำนาจความเป็นแม่ของตัวเองอย่างถึงที่สุด
แต่ทว่าสวี่หนานเกอกลับไม่หลงกลไปกับคำขู่พวกนี้เลยแม้แต่น้อย “เรื่องวันข้างหน้าก็เอาไว้ว่ากันวันหน้า แต่วันนี้ ฉันต้องทวงคืนความบริสุทธิ์ของตัวเอง”
เธอกวาดสายตามองหน้าคนทั้งสามที่ยืนขวางทางอยู่
หญิงสาวเอ่ยเน้นทีละคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย็นชา “ฉันสวี่หนานเกอจะไม่แบกรับหนี้สินใดๆ ที่ไม่ใช่ของฉัน และเช่นเดียวกัน ฉันก็จะไม่แบกรับความผิดบาปที่ฉันไม่ได้เป็นคนก่อ”
เธอก้าวเท้ารุกคืบไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่หลี่หว่านรู วินาทีนี้เธอรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองเข้มแข็งและด้านชาขึ้นมาอย่างแท้จริง “ชาติกำเนิดของฉัน ฉันเลือกเกิดไม่ได้ ฉันติดค้างชีวิตคุณหนึ่งชีวิตจริง ถ้าคุณแน่จริง คุณก็มาเอาชีวิตนี้คืนไปเลยสิ”
หลี่หว่านรูถูกรังสีความกดดันและความเด็ดขาดของลูกสาวนอกสมรสทำให้ตกใจจนต้องถอยหลังไปตั้งหลัก
สวี่หนานเกอหันขวับไปมองสวี่เหวินจงอีกครั้ง “ฉันไม่ใช่ลูกสาวของคุณ เงินทองที่ใช้จ่ายไปในตระกูลสวี่ตลอดหลายปีมานี้ ฉันก็หามาชดใช้คืนพวกคุณไปจนหมดแล้ว ฉันไม่เคยติดค้างอะไรตระกูลสวี่อีก เรื่องโกหกพกลมพวกนี้หลี่หว่านรูเป็นคนกุขึ้นมาเอง ไม่เกี่ยวกับฉัน”
ทิ้งท้ายด้วยประโยคตัดรอน เธอก็หันหลังเดินตรงดิ่งไปที่ประตูห้อง
สวี่อินเริ่มหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว ตะโกนไล่หลังเสียงหลง “สวี่หนานเกอ ห้ามแกออกไปพูดความจริงนะ”
สวี่เหวินจงเองก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจที่เด็กคนนี้เริ่มจะคุมไม่อยู่
สวี่อินรู้ดีว่าลำพังตัวเองคงหยุดสวี่หนานเกอไม่ได้ จึงหันไปบีบน้ำตามองหลี่หว่านรูแล้วร้องไห้โฮ “น้าหลี่ ถ้าสวี่หนานเกอพูดความจริงออกไป ตระกูลฮั่วต้องบังคับให้ฉันหย่าแน่ แล้วฉันจะอยู่ต่อไปได้ยังไง ฉันตายแน่ๆ”
ประโยคนี้เหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟในใจของหลี่หว่านรู
เธอกรีดร้องเสียงแหลมปรี๊ด “สวี่หนานเกอ นังลูกเลว แกหยุดเดี๋ยวนี้นะ”
สวี่หนานเกอไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าลง
แต่ในขณะที่มือเรียวของเธอกำลังเอื้อมไปจับลูกบิดประตู เสียงร้องด้วยความตกใจสุดขีดของสวี่อินก็ดังมาจากด้านหลัง “น้าหลี่ น้าจะทำอะไร วางมีดลงนะ”
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วแล้วหันกลับไปมอง ก็เห็นมีดปอกผลไม้เล่มยาวถูกกำอยู่ในมือสั่นระริกของหลี่หว่านรู คมมีดวาววับจ่ออยู่ที่ลำคอของนางเอง สายตาที่มองมาทางสวี่หนานเกอเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง “ถ้าแกกล้าเปิดประตูออกไปบอกความจริงกับพวกเขา ฉันจะปาดคอตายให้ดูตรงนี้ สวี่หนานเกอ แกต้องการจะบีบแม่แท้ๆ ของแกให้ตายจริงๆ ใช่ไหม”
ฝีเท้าของสวี่หนานเกอชะงักไปเล็กน้อย
เธอมองภาพแม่บังเกิดเกล้าตรงหน้า แววตาที่เคยมีความผูกพันหลงเหลือเพียงความสมเพชและเย้ยหยันอย่างถึงที่สุด
นี่น่ะหรือแม่ของเธอ
ตอนเด็กๆ ก็บงการชีวิตเธอทุกอย่าง พอเธอโตขึ้นแล้วปีกกล้าขาแข็งควบคุมไม่ได้ ก็เริ่มเอาชีวิตของตัวเองมาข่มขู่เธอให้ยอมจำนนอย่างนั้นหรือ
สวี่หนานเกอยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา เธอมองจ้องตาหลี่หว่านรูแล้วเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “งั้นคุณก็เชิญไปตายซะสิ”
คำพูดเพียงไม่กี่คำนี้ เปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางใจ ทำให้รูม่านตาของหลี่หว่านรูหดเกร็งลงทันทีด้วยความช็อก
จากนั้นสวี่หนานเกอก็หมุนตัวเปิดประตูบานนั้นออกโดยไม่ลังเล แล้วเดินก้าวออกมาจากห้องนรกนั่น
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู ก็พบว่ามีกองทัพคนกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่ด้านนอก
ฮั่วจื่อเฉิน หลิวเม่ยเจิน รวมทั้งฮั่วหยวนเจี๋ยและฮั่วเป่าเจียงต่างก็ยืนออกันอยู่ตรงหน้าประตู
และที่ยืนประจันหน้ากับพวกเขา ก็คือกองทัพนักข่าวพร้อมกล้องและไมโครโฟนจำนวนมาก
หลิวเม่ยเจินกำลังแสดงละครฉากใหญ่ นางร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้าฟ้องนักข่าว “ที่ฉันเรียกพวกคุณมาก็เพื่อให้พวกคุณได้เห็นธาตุแท้ว่าซีอีโอผู้ยิ่งใหญ่ของฮั่วซื่อกรุ๊ปอย่างฮั่วเป่ยเยี่ยนเป็นคนใจดำอำมหิตแค่ไหน ภรรยาของเขาเป็นคนทำหลานชายของฉันตาย แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว เธอยังทำตัวกร่างและวางอำนาจมาก... พวกเราบ้านสายหลักอยู่ไม่ได้แล้ว ถูกรังแกสารพัด พี่ๆ นักข่าวคะ พวกคุณคือกระบอกเสียงแห่งความยุติธรรม ต้องช่วยทวงความเป็นธรรมให้พวกเรานะคะ”
การบีบน้ำตาเรียกร้องความน่าสงสารของนาง ทำให้นักข่าวเหล่านั้นมีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง และเริ่มคล้อยตาม
ฮั่วหยวนเจี๋ยและฮั่วเป่าเจียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบสบตากัน แววตาของจิ้งจอกเฒ่าทั้งคู่ฉายแววตื่นเต้นยินดีอย่างปิดไม่มิด
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ กระแสสังคมและชาวเน็ตคืออาวุธสังหารที่ทรงพลังที่สุด
ถ้าหากนักข่าวพวกนี้เขียนข่าวตีแผ่เรื่องความเผด็จการและป่าเถื่อนของฮั่วเป่ยเยี่ยนออกไป เขาก็จำต้องยอมสละตำแหน่งผู้กุมอำนาจของฮั่วซื่อกรุ๊ปเพื่อรับผิดชอบ ถึงตอนนั้นบ้านสายหลักก็จะสามารถอาศัยจังหวะนี้ชิงอำนาจบริหารมาอยู่ในมือ
ฮั่วหยวนเจี๋ยหันไปมองฮั่วจื่อเฉินลูกชายของตนด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้นเป็นครั้งแรก
คิดไม่ถึงว่าเมียของลูกชาย จะสามารถสร้างปัญหาใหญ่ให้ฮั่วเป่ยเยี่ยนได้ขนาดนี้ ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง
ครั้งนี้ฮั่วเป่ยเยี่ยนต้องจนมุมอย่างแน่นอน
เหล่านักข่าวได้ยินคำฟ้องร้องก็รีบยกไมโครโฟนและกล้องขึ้นเตรียมพร้อม พอเห็นสวี่หนานเกอเดินออกมาจากห้องผู้ป่วยก็ชะงักไปเล็กน้อย
หลิวเม่ยเจินรีบชี้นิ้วมาที่สวี่หนานเกอแล้วตะโกนใส่ไฟทันที “คือนังคนนั้น มันคือภรรยาของฮั่วเป่ยเยี่ยน ที่ทำตัววางอำนาจบาตรใหญ่ในบ้าน ทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกสะใภ้ของฉันท้องอ่อนๆ แต่มันก็ยังจงใจผลักเธอจนแท้งลูก... มันตั้งใจฆ่าหลานฉัน”
สิ้นเสียงแหลมของนาง นักข่าวทั้งหลายก็พุ่งตัวเข้าไปหาสวี่หนานเกอราวกับฝูงแร้งรุมทึ้งเหยื่อ
“คุณนายฮั่วครับ ขอถามหน่อยว่าเรื่องที่คุณจงใจทำให้หลานสะใภ้แท้งเป็นความจริงหรือเปล่าครับ”
“ทำไมคุณถึงต้องทำร้ายลูกในท้องของหลานสะใภ้ด้วยครับ จิตใจทำด้วยอะไร”
“เรื่องที่คุณทำทั้งหมดนี้ ประธานฮั่วเป่ยเยี่ยนเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลังใช่ไหมครับ”
“...”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังวุ่นวายถึงขีดสุด ที่ลานจอดรถชั้นล่าง รถตำรวจคันหนึ่งก็เปิดไซเรนแล่นเข้ามาจอด เจิ้งอี๋กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งขึ้นบันไดตึกไปอย่างรวดเร็วเพื่อระงับเหตุ
[จบบท]