บทที่ 22: ความลับ
สวี่หนานเกอมองหญิงชราตรงหน้าด้วยแววตาเป็นประกาย คาดหวังลึกๆ ว่าอีกฝ่ายจะนึกเบาะแสสำคัญอะไรขึ้นมาได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น... หญิงชรารู้จักเธอได้อย่างไร
หรืออีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ... เธอและฮั่วเป่ยเยี่ยนไปจดทะเบียนสมรสกันตอนไหน
“ความลับของคุณย่าคืออะไรเหรอคะ”
สวี่หนานเกอเอ่ยถามเสียงใส
หญิงชราทำท่าทางลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวาก่อนจะป้องปากกระซิบ “เจ้าเด็กเหลือขอคนนั้นมีจุดอ่อนที่ไม่ค่อยมีใครรู้หรอกนะ ย่าจะบอกให้เธอรู้เอาไว้ ถ้าวันไหนเขาเกิดรังแกเธอขึ้นมา เธอจะได้จัดการสวนกลับเขาได้ไงล่ะ!”
สวี่หนานเกอ “...” ความจริงแล้วเธอก็ไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่
แต่ดูเหมือนหญิงชราจะกำลังคึกคักและอยากเล่าเต็มที่ “หลานอย่าไปมองแค่ว่าภายนอกเขาดูเป็นคนหยิ่งยโสและดูเป็นคนดุร้ายที่ใครก็ตอแยไม่ได้เชียวนะ เพราะความจริงแล้ว...เขากลัวแมวมาก”
สวี่หนานเกอชะงักไปเล็กน้อย
จู่ๆ ภาพในอดีตก็แล่นเข้ามาในหัว เธอจำได้ว่าพี่ชายตัวน้อยที่เธอเคยรู้จักตอนเด็กๆ ก็ดูเหมือนจะกลัวแมวเช่นกัน
แต่คนคนนั้นเขาเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ทว่าฮั่วเป่ยเยี่ยนที่มีส่วนสูงตั้งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตร ผู้ชายตัวโตขนาดนั้นกลับกลัวแมวอย่างนั้นหรือ
หญิงชราเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “หลานสะใภ้จ๊ะ แล้วหนูชอบแมว หรือว่าชอบสุนัขล่ะ”
“สุนัขค่ะ”
เมื่อก่อนเธอก็เคยชอบแมว แต่เพราะพี่ชายตัวน้อยคนนั้นไม่ชอบแมว เธอจึงเลิกชอบตามเขาไปด้วย
สวี่หนานเกอเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมหญิงชราถึงได้เอ่ยถามคำถามนี้
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ชั้นบนสุดของอาคารฮั่วกรุ๊ป
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
สุนัขพันธุ์ชิบะอินุตัวน้อยขนฟูฟ่องกำลังกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก พร้อมกับเดินวนเวียนพันแข้งพันขาของสวี่หนานเกอไม่ห่าง
เยี่ยเย่มองภาพนั้นด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “งานที่คุณย่ามอบหมายให้คุณสวี่ทำ... ก็คือการดูแลเจ้าสุนัขตัวน้อยตัวนี้นี่แหละครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนยืนกอดอก ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึง “...”
ใครๆ เขาก็พูดกันว่าพอคนแก่มีอายุมากขึ้นก็จะกลับไปมีนิสัยเหมือนเด็กเอาแต่ใจ การกระทำต่างๆ ล้วนขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว
แต่ให้มาเลี้ยงหมาในที่ทำงานเนี่ยนะ... นี่มันชักจะเหลวไหลเกินไปแล้ว!
เขาถอนหายใจก่อนจะออกคำสั่งเสียงเข้ม “พาเธอ... พาพวกเขาไปรายงานตัวที่แผนกวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่กลุ่มหนึ่ง”
นี่เป็นสิ่งที่เขาได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
แผนกวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความลับแกนหลักของบริษัทโดยตรง แต่ก็มีความสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาในอนาคตของเครือบริษัท การส่งเธอไปอยู่ที่นั่น ก็เพื่อจะคอยจับตาดูว่าเธอจะเผยพิรุธหรือหางจิ้งจอกอะไรออกมาบ้าง
เยี่ยเย่พยักหน้าตอบรับคำสั่งทันที
สวี่หนานเกอกลับรู้สึกเฉยชาต่อการจัดแจงเหล่านี้ เธอ้มตัวลงอุ้มเจ้าสุนัขตัวน้อยขึ้นมาแนบอก แล้วเดินตามหลังเยี่ยเย่ไป พร้อมกับเอ่ยถาม “มันมีชื่อหรือยังคะ”
เยี่ยเย่ส่ายหน้า “ยังครับ คุณย่าบอกว่าให้คุณเป็นคนตั้งชื่อให้มันเอง”
สวี่หนานเกอปรายตามองฮั่วเป่ยเยี่ยนที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งอยู่แวบหนึ่ง ดวงตาคู่สวยฉายแววซุกซนก่อนจะยิ้มมุมปาก “งั้นให้ชื่อว่า ‘เจ้าแมวน้อย’ ก็แล้วกัน”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนคิ้วกระตุก “คุณจะให้สุนัขชื่อว่าแมวน้อย?”
“ไม่ได้เหรอคะ” เธอถามกลับหน้าซื่อ
“...ตามใจ” ชายหนุ่มกัดฟันตอบ
...
แผนกวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่อยู่ที่ชั้น 38 ของตึกฮั่วกรุ๊ป
บรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารเงียบสงบ เยี่ยเย่ทำลายความเงียบขึ้นมา “คุณสวี่ครับ พนักงานในแผนกวิจัยของฮั่วกรุ๊ปส่วนใหญ่จบปริญญาเอกกันทั้งนั้น อย่างต่ำที่สุดก็ต้องจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ คุณเป็นคนแรกเลยนะครับที่ใช้วุฒิปริญญาตรีเข้ามา การได้มาเรียนรู้จากรุ่นพี่ระดับหัวกะทิที่นี่จะมีประโยชน์ต่ออนาคตของคุณมาก นี่เป็นสิ่งที่เจ้านายตั้งใจจัดเตรียมให้คุณโดยเฉพาะ แน่นอนครับว่าคุณไม่ต้องซาบซึ้งใจอะไรขนาดนั้นหรอก นี่ถือเป็นรางวัลที่เจ้านายมอบให้เพราะคุณช่วยทำให้คุณย่าอารมณ์ดีครับ”
สวี่หนานเกอทำหน้าเบื่อหน่าย “...”
ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้
“จริงสิครับ เรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับเจ้านาย เจ้านายไม่ต้องการให้เปิดเผยให้ใครรู้ เพื่อที่ว่าในอนาคตตอนหย่ากัน จะได้ไม่ต้องมีข่าวลือเสียหายตามมาครับ”
สวี่หนานเกอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “บังเอิญจัง ฉันเองก็กังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน”
เยี่ยเย่ชะงัก ?
ผู้หญิงคนนี้กล้าดียังไงมารังเกียจเจ้านายของเขา?
เขากำลังจะอ้าปากสั่งสอนอะไรบางอย่าง แต่เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้น 38 พอดี
แผนกวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน กลุ่มหนึ่งและกลุ่มสองแยกกันอยู่ทางซ้ายและขวา โดยมีโซนพักผ่อนส่วนกลางคั่นอยู่ตรงกลาง
ทันทีที่สวี่หนานเกอก้าวออกจากลิฟต์ ก็ได้ยินเสียงพนักงานชายหลายคนกำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
“เฮ้ย! ได้ยินมาว่าวันนี้กลุ่มหนึ่งของเราจะมีเด็กฝึกงานสาวสวยมาใหม่ด้วยนะเว้ย!”
“ว้าว! ในที่สุดวัดเส้าหลินอันแห้งแล้งของพวกเราก็จะมีดอกไม้มาประดับแล้ว! สวรรค์โปรด!”
เสียงหัวเราะเยาะดังมาจากฝั่งกลุ่มสอง “เหอะ! กลุ่มสองของพวกเรากำลังจะเชิญ ‘ดร.หนาน’ ตัวจริงเสียงจริงมาเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคแล้ว แค่เด็กฝึกงานจบปริญญาตรีกระจอกๆ คนเดียวมีอะไรน่าตื่นเต้นกัน หน้าตาดีแล้วยังไง ก็เป็นได้แค่แจกันประดับห้องเท่านั้นแหละ”
คนของกลุ่มหนึ่งหันขวับไปมองค้อนด้วยความเดือดดาล พวกเขากำลังจะอ้าปากด่ากลับ แต่ก็มีเสียงตวาดดังลั่นแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พวกผู้ชายอกสามศอกมายืนจับกลุ่มนินทาอะไรกันเหมือนผู้หญิงปากสว่าง! ว่างงานกันนักใช่ไหม!”
เจ้าของเสียงคือ เจียงอิงเฉียว หัวหน้ากลุ่มหนึ่ง ชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบปลายๆ รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ทว่าบนใบหน้ากลับฉายแววหงุดหงิดและเต็มไปด้วยความถือตัวอย่างปิดไม่มิด
ฝูงชนรีบสลายตัวแยกย้ายกันไปทำงานทันที
เจียงอิงเฉียวขมวดคิ้วมองสำรวจสวี่หนานเกอด้วยสายตาประเมินค่า ก่อนจะหันไปพูดกับเยี่ยเย่ด้วยความไม่พอใจ “ผู้ช่วยเยี่ย แค่เด็กจบปริญญาตรีที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย คุณยังกล้ายัดเยียดเข้ามาในแผนกของผมอีกเหรอ”
เยี่ยเย่ยิ้มแห้งๆ “เป็นคำสั่งโดยตรงจากเจ้านายครับ”
เจียงอิงเฉียวยังคงมีสีหน้าบึ้งตึง เขามองสวี่หนานเกอด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม “ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะมีเส้นสายใหญ่โตมาจากไหน แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตามกฎของฉัน คราวหน้าห้ามพาหมามาทำงานเด็ดขาด!”
สวี่หนานเกอขี้เกียจจะต่อปากต่อคำ “รับทราบค่ะ”
เจียงอิงเฉียวสะบัดหน้าชี้ไปที่ห้องทำงานว่างห้องหนึ่ง “นั่นโต๊ะเธอ”
หลังจากที่เธอเดินเข้าไปแล้ว เขาก็หันมากำชับกับเยี่ยเย่เสียงแข็ง “ผู้ช่วยเยี่ย นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายนะ ฝากบอกลูกพี่ลูกน้องของผมด้วยว่า ถ้าเขามีความสามารถจ้าง ดร.หนาน มาให้ผมได้ ต่อให้คุณจะยัดเด็กเส้นมาอีกเป็นร้อยคน ผมก็จะไม่บ่นสักคำเดียว!”
ในฐานะที่เป็นญาติห่างๆ ของตระกูลฮั่ว การที่เขาก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ในฮั่วกรุ๊ปได้ ล้วนมาจากมันสมองและความสามารถของตัวเองทั้งสิ้น
ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่เขาเกลียดที่สุดในโลกก็คือพวกเด็กเส้น!
...
สวี่หนานเกอเริ่มงานวันแรกด้วยความรู้สึกแปลกใหม่
ไม่มีใครมอบหมายงานอะไรให้เธอทำ เธอก็เลยนั่งตากแอร์อย่างสบายใจเฉิบ
เธอนั่งเล่นกับ ‘เจ้าแมวน้อย’ อยู่ในห้องทำงานส่วนตัวได้สักพัก เจ้าตัวเล็กก็มุดไปนอนขดตัวผิงแดดหลับปุ๋ยอยู่ที่มุมห้องอย่างมีความสุข
เธอจึงลุกขึ้นยืน ย่องออกมาเบาๆ แล้วปิดประตูห้องทำงาน ตั้งใจว่าจะไปที่คลังข้อมูลของแผนกวิจัยฮั่วกรุ๊ป
กุญแจสำคัญคือการผลิตยารักษาโรคอัลไซเมอร์ออกมาให้ได้ อาการของหญิงชราถึงจะดีขึ้น และความทรงจำอาจจะกลับคืนมา ถึงตอนนั้นเธอก็จะได้ไขปริศนาสักทีว่าการแต่งงานสายฟ้าแลบระหว่างเธอกับฮั่วเป่ยเยี่ยนมันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สวี่หนานเกอเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่งที่ดูท่าทางสุภาพเรียบร้อยและดูเป็นมิตร “ขอโทษนะคะ ฉันอยากจะค้นข้อมูลหน่อย ไม่ทราบว่าคลังข้อมูลไปทางไหนคะ”
เพื่อนร่วมงานชายคนนั้นหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นสาวสวยเข้ามาใกล้ เขากำลังจะชี้ทางบอก แต่เสียงเข้มงวดก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
“เธอจะไปคลังข้อมูลทำไม”
สวี่หนานเกอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเจียงอิงเฉียวที่ยืนกอดอกมองมาอย่างจับผิด
เธอตอบกลับเสียงเรียบ “อยากจะไปศึกษาหาความรู้น่ะค่ะ”
เจียงอิงเฉียวแค่นหัวเราะ “อย่างเธอเนี่ยนะ? แค่เด็กจบปริญญาตรีมีคุณสมบัติอะไรจะเข้าไปในคลังข้อมูล ในนั้นมีแต่ข้อมูลทางเทคนิคระดับโลกที่ซับซ้อน เธอไปทำความเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานของกลุ่มเราให้รอดก่อนเถอะ อย่าริอ่านจะวิ่งทั้งที่ยังเดินไม่แข็ง”
สวี่หนานเกอนิ่งเงียบ “...”
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ตั้งใจจะส่งข้อความฟ้องฮั่วเป่ยเยี่ยน มีสามีเป็นถึงประธานบริษัททั้งที สิทธิพิเศษแบบนี้ไม่ใช้ก็โง่แล้ว
แต่ข้อความยังไม่ทันจะกดส่ง เจียงอิงเฉียวก็พูดดักคอขึ้นมาอีก “เธอจะฟ้องใครก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ ฉันไม่ใช่พนักงานตัวเล็กๆ ที่ใครจะมาบีบบังคับได้ง่ายๆ เข้ามาอยู่ในกลุ่มของฉันแล้ว ก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อย่าเที่ยวเดินเพ่นพ่านสร้างภาพให้คนเขารำคาญจะดีกว่า”
เพื่อนร่วมงานชายท่าทางสุภาพคนนั้นรวบรวมความกล้าพูดแทรกขึ้นมา “หัวหน้าครับ... คือเธอจบจากมหาวิทยาลัยไห่เฉิงนะครับ คะแนนวิชาเอกในใบทรานสคริปต์ก็สูงลิ่วเลยด้วย...”
เจียงอิงเฉียวตวาดกลับทันที “ความรู้แค่ในตำราพวกนั้นจะเอามาทำอะไรได้! เด็กจบใหม่เริ่มทำงานวันแรก ก็เป็นแค่พวกมือใหม่หัดขับกันทั้งนั้นแหละ!”
เขาคว้าปึกเอกสารจากโต๊ะของเพื่อนร่วมงานชายคนนั้นขึ้นมา แล้วโยนใส่อ้อมแขนของสวี่หนานเกออย่างไม่ไยดี
“นี่เป็นโครงการพลังงานใหม่ที่กลุ่มของเรากำลังทำอยู่ ลองเอาไปอ่านดูสิว่าเธอจะเข้าใจไหม เด็กใหม่ก็ควรทำตัวให้สมกับเป็นเด็กใหม่ เจียมเนื้อเจียมตัวหน่อย!”
สวี่หนานเกอก้มลงมองเอกสารโครงการในมือแวบหนึ่ง นิ้วเรียวยาวเปิดพลิกหน้ากระดาษไปด้านหลังอย่างรวดเร็วราวกับแค่เปิดผ่านๆ
เจียงอิงเฉียวเห็นกิริยานั้นก็อดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม “พลิกเร็วขนาดนั้นเธอคิดว่าตัวเองเป็น ดร.หนาน หรือไง! ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็อย่ามาเสียเวลาคนอื่น กลับเข้ากรง... เอ้ย กลับเข้าห้องทำงานของเธอไปซะ!”
เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์มาว่า ดร.หนาน อัจฉริยะผู้นั้นมีความสามารถในการอ่านหนังสือได้รวดเร็วแบบกวาดตามองสิบบรรทัดในคราวเดียว
สวี่หนานเกอหยุดมือ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่แฝงไปด้วยความท้าทาย
“ใครบอกคุณว่าฉันอ่านไม่รู้เรื่อง?”
[จบบท]