บทที่ 25: ความลับของดร.หนาน
การแก้ไขปัญหาระบบที่เป็นหัวใจสำคัญทางเทคนิคของกลุ่มหนึ่งแผนกวิจัยและพัฒนานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันมีความซับซ้อนและท้าทายความสามารถเป็นอย่างมาก
สวี่หนานเกอต้องใช้สมาธิและความพยายามอย่างหนักเพื่อจัดการกับปัญหานี้ และกินเวลาไปถึงสองชั่วโมงเต็ม
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย หญิงสาวก็จัดการส่งไฟล์งานผ่านอีเมลให้จางเฉา แล้วลุกเดินออกไปหาเขาเพื่อแจ้งความคืบหน้า
ทว่าจางเฉากลับลุกขึ้นยืนเก็บข้าวของใส่กระเป๋าด้วยท่าทางกระตือรือร้น สีหน้าบ่งบอกถึงความปีติยินดีอย่างปิดไม่มิด “เลิกงานแล้วครับทุกคน”
วันนี้เป็นวันศุกร์ ช่วงเวลาหลังเลิกงานคือสวรรค์ของมนุษย์เงินเดือนทุกคน
ในที่สุดพวกเขาก็จะได้โอบกอดวันหยุดสุดสัปดาห์ที่รอคอย
จางเฉาพูดจบด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมาเห็นสวี่หนานเกอยืนอยู่ “อ้าวรุ่นน้อง งานที่ให้ไปทำเป็นยังไงบ้าง”
สวี่หนานเกอกำลังจะอ้าปากอธิบาย “ฉันส่ง...”
“เอาเถอะครับ ความจริงไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้” จางเฉาพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น โดยเข้าใจไปเองว่าเธอคงทำไม่เสร็จ “กลับไปพักผ่อนใช้ชีวิตวันหยุดให้เต็มที่ก่อนเถอะครับ มีปัญหาอะไรไว้ค่อยมาคุยกันวันจันทร์หน้าก็ได้”
สวี่หนานเกอได้แต่กลืนคำพูดของตัวเองลงคอไปอย่างเงียบเชียบ
แม้ปกติเธอจะไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศเหมือนพนักงานคนอื่น แต่เธอก็รู้มารยาทสังคมดีว่าการชวนคุยเรื่องงานตอนเลิกงานวันศุกร์เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจและเสียมารยาทที่สุด
เอาเถอะ อย่าไปรบกวนเวลาความสุขของรุ่นพี่เขาเลยจะดีกว่า
อีกอย่างงานที่เธอเพิ่งทำเสร็จไป มันก็คงเป็นเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของแผนกวิจัยเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
จางเฉาเหวี่ยงเป้ขึ้นสะพายหลังเตรียมตัวเดินออกจากออฟฟิศ จังหวะที่เดินผ่านสวี่หนานเกอ เขาก็ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยแล้วหันมาพูดให้กำลังใจด้วยความหวังดี “รุ่นน้อง อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ แค่นี้เธอก็เก่งมากแล้ว พยายามต่อไปครับ”
สวี่หนานเกอมองตามตาปริบๆ ด้วยความไม่เข้าใจ
เดิมทีเธอไม่จำเป็นต้องลงมือทำงานชิ้นนี้ด้วยซ้ำ เพียงแต่เห็นแก่หน้าเจียงอิงเฉียวที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเธอในวันนี้ เธอจึงอยากตอบแทนบ้าง
ช่างเถอะ ในเมื่องานเสร็จแล้ว สัปดาห์หน้าค่อยเข้ามาใหม่ เธอจะเข้าไปดูข้อมูลในฐานข้อมูลเสียหน่อย
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น สวี่หนานเกอก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน อุ้มเจ้าแมวน้อยขึ้นมาแนบอกแล้วเดินออกจากบริษัทไปเช่นกัน
บรรยากาศ ณ ชั้นบนสุดของอาคาร
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเพิ่งจัดการเอกสารกองสุดท้ายของวันเสร็จสิ้น ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมตัวกลับบ้าน
เยี่ยเย่ผู้ช่วยคนสนิทเอ่ยถามขึ้นทันที “บอสครับ จะให้รถไปส่งที่ไหนดีครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เช็กเลยว่าตอนนี้คุณย่าอยู่ที่ไหน
ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาหญิงชราทันที “คุณย่าครับ ตอนนี้คุณย่าพักอยู่...บ้านใครครับ”
คำตอบของคุณย่าที่ดังลอดออกมาจากปลายสายกลับผิดไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้ “อยู่โรงพยาบาลสิยะ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “หมอบอกว่าคุณย่าออกจากโรงพยาบาลได้แล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“ก็ใช่ แต่เมื่อตอนบ่ายจู่ๆ ย่าก็รู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมาอีก ก็เลยอยากนอนดูอาการต่ออีกสักสองสามวัน...นี่เจ้าเด็กบ้า คืนนี้แกจะมานอนเฝ้าย่าไหม”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเงียบไปอึดใจหนึ่ง พยายามจับน้ำเสียงว่าป่วยจริงหรือการแสดง
“ไม่มาก็ไม่ต้องมา ยายแก่ไม้ใกล้ฝั่งอย่างฉันอายุก็ปูนนี้แล้ว ลูกไม่รัก หลานก็ไม่สน ปล่อยให้นอนแห้งตายอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียวนี่แหละ ตื่นมากลางดึกหิวน้ำก็ไม่มีใครคอยรินให้ เฮ้อ...ชีวิตช่างน่าเวทนา”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ “ผมจะรีบไปครับ”
“พูดแบบนี้ค่อยรื่นหูหน่อย จริงสิ ย่าโทรนัดกับหลานสะใภ้ไว้แล้วนะ เธอบอกว่าจะมาเฝ้าย่าเหมือนกัน แกกับหลานสะใภ้มาพร้อมกันเลยนะ เข้าใจไหม”
หลังจากวางสาย ฮั่วเป่ยเยี่ยนก็ยกมือนวดขมับด้วยความกลัดกลุ้ม
เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่าคุณย่ากำลังวางแผนจับคู่ ไม่ว่าท่านจะกลับไปพักฟื้นที่คฤหาสน์ตระกูลฮั่วหรือไปอยู่บ้านสวี่หนานเกอ สุดท้ายตอนกลางคืนเขากับเธอก็ต้องแยกย้ายกันไปนอนคนละที่อยู่ดี แต่ถ้าอยู่ที่โรงพยาบาลโดยอ้างว่าให้มาช่วยกันเฝ้าไข้ ทั้งสองคนก็จะมีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น
แต่ติดปัญหาตรงที่เธอมีแฟนแล้วนี่สิ...
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเม้มริมฝีปากแน่น ใจจริงเขาอยากจะรักษาระยะห่างกับเธอให้มากที่สุดเพื่อความเหมาะสม
แต่เมื่อนึกถึงสุขภาพและความสบายใจของคุณย่า ท้ายที่สุดเขาก็จำต้องข่มความรู้สึกส่วนตัวแล้วส่งข้อความหาเธอ [เลิกงานแล้วรออยู่ตรงนั้น ผมจะแวะไปรับคุณไปโรงพยาบาล]
อีกฝ่ายตอบกลับมาแทบจะทันที [ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ฉันเรียกรถออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังเดินทางไปโรงพยาบาล]
ถือว่ารู้จักวางตัวและรู้กาลเทศะดี
ไม่ได้ฉวยโอกาสที่คุณย่าให้ความเอ็นดูมาทำตัวเกาะติดเขาจนน่ารำคาญ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนควรจะรู้สึกโล่งใจที่เธอรู้จักเว้นระยะห่าง แต่ทว่าความรู้สึกหงุดหงิดในใจกลับเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ทางด้านสวี่หนานเกอเองก็ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน
ตราบใดที่ความจริงเรื่องการจดทะเบียนสมรสยังไม่ถูกเปิดเผย เธอเองก็ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับฮั่วเป่ยเยี่ยนมากเกินความจำเป็น
เรื่องการแต่งงานปริศนานี้ต้องมีต้นตอมาจากฝั่งฮั่วเป่ยเยี่ยนอย่างแน่นอน เพราะคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างเธอ คงไม่มีใครมาจ้องเล่นงานหรือให้ความสนใจขนาดนั้น
หญิงสาวอุ้มเจ้าสุนัขพันธุ์ชิบะเดินเข้าไปในตึกผู้ป่วยในอย่างคุ้นเคย ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังโซนห้องพักวีไอพี
ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้น
คุณนายสวี่หนานจิ้งซูเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการตรวจร่างกายตามนัด
สวี่อินเดินประคองแขนของมารดาเลี้ยงอย่างเอาใจใส่ ทั้งสองคนหยุดยืนมองแผ่นหลังของสวี่หนานเกอที่กำลังเดินห่างออกไป
คุณนายสวี่เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล “นั่นหนานเกอใช่ไหม...ทำไมลูกถึงมาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
ความริษยาแล่นพล่านขึ้นมาในใจของสวี่อินทันที
เรื่องที่คุณย่าใหญ่แห่งตระกูลฮั่วเข้าโรงพยาบาลนั้นไม่ใช่ความลับสำหรับคนในแวดวงสังคมชั้นสูง
แต่หญิงชราผู้นั้นมีนิสัยประหลาดและดื้อรั้น ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้าเยี่ยม วันนี้เธอก็เพียรพยายามมาขอเข้าพบถึงหน้าห้องพัก แต่กลับถูกคนเฝ้าประตูไล่กลับไปอย่างไม่ไยดี ไม่ได้เห็นแม้แต่เงา
ดังนั้นการที่สวี่หนานเกอมาปรากฏตัวที่นี่ ก็คงหนีไม่พ้นมาประจบประแจงไอ้แก่หนังเหนียวนั่นแน่ๆ
หญิงสาวแสร้งทำเป็นยิ้มเจื่อน แววตาไหววูบอย่างมีเลศนัย “น่าจะมาเยี่ยมคุณย่าของฮั่วเป่ยเยี่ยนน่ะค่ะ...หนานเกอนี่กตัญญูจริงๆ เลยนะคะ”
สิ้นเสียงของเธอ ป้านานแม่บ้านคนสนิทที่เดินตามหลังมาด้วยก็ชักสีหน้าไม่พอใจทันที เธอขมวดคิ้วแล้วพูดโพล่งขึ้นมา “กตัญญูอะไรกันคะคุณหนูรอง ทีกับคุณนายไม่เห็นแม่นั่นจะโผล่หัวมาเยี่ยมบ้างเลย”
ป้านานในวัยห้าสิบกว่าปี ดูแก่ชรากว่าหนานจิ้งซูผู้เป็นนายร่วมสิบปี เธอคือคนเก่าคนแก่ที่คอยรับใช้ดูแลคุณนายสวี่มาตั้งแต่ยังสาวและครองตัวเป็นโสดมาตลอดชีวิต
คุณนายสวี่ให้ความเคารพและปฏิบัติต่อเธอประหนึ่งพี่สาวแท้ๆ ทำให้ป้านานมีอำนาจและบารมีในบ้านตระกูลสวี่ไม่น้อย แม้แต่สวี่อินยังต้องเกรงใจและให้เกียรติเธอ
เมื่อได้ยินคำพูดของคนสนิท สีหน้าของคุณนายสวี่ก็หมองลง แววตาฉายแววความเศร้าสร้อย “ตอนที่อยู่ในบ้านตระกูลสวี่...ชีวิตของหนานเกอก็น่าสงสารมากพอแล้ว”
ป้านานรีบสวนกลับทันควัน “คุณนายคะ คุณนายยังจะไปแก้ต่างให้เด็กนั่นอีกเหรอคะ ถึงฉันจะเกลียดกิริยาไพร่ๆ ของนังหลี่หว่านรูเข้าไส้ แต่มีคำหนึ่งที่มันพูดถูก คุณหนูหนานเกอก็คือเด็กเนรคุณดีๆ นี่เอง! เสียแรงที่คุณนายคอยเฝ้าคิดถึง คอยเป็นห่วงเป็นใย แต่ป่านนี้แม่คุณคงลืมคุณนายไปหมดแล้วล่ะค่ะ”
สวี่อินรีบเสริมไฟเข้าไปอีกแรง “ได้ข่าวมาว่าคุณฮั่วฝากงานในฮั่วกรุ๊ปให้เธอทำ...ที่เธอขยันมาดูแลคุณย่าฮั่วก็คงเพราะต้องการตอบแทนเรื่องนี้กระมังคะ”
ป้านานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “คุณนายก็เลี้ยงมันจนโตมาเหมือนกันนี่คะ ตอนเด็กๆ นังหลี่หว่านรูไม่สนใจไยดีลูกตัวเอง ก็มีแต่คุณนายที่คอยป้อนน้ำป้อนนม ต่อมาก็เป็นคุณนายที่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนท่วมหัวยิ่งกว่าภูเขา ก็ไม่เห็นมันจะสำนึกคิดตอบแทนคุณนายเลยสักนิด!”
คุณนายสวี่รีบยกมือห้าม “พอได้แล้ว เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ”
สวี่อินเห็นจังหวะจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเองและกดสวี่หนานเกอให้จมดิน “แม่เป็นคนจิตใจดีค่ะ ตอนที่ช่วยเหลือคนอื่นเมื่อก่อนแม่ก็ไม่เคยหวังผลตอบแทน แต่โลกนี้ก็ยังมีคนที่รู้คุณคนอยู่นะคะ อย่างเช่นดร.หนาน แม่แค่เคยให้ทุนการศึกษาเขาเล็กน้อยเมื่อนานมาแล้ว แต่หลายปีมานี้เขาตอบแทนบุญคุณบ้านเรามากมายมหาศาล จำได้ไหมคะเมื่อสามปีก่อนที่บริษัทเกือบล้มละลาย ดร.หนานก็มอบสิทธิบัตรทางเทคนิคให้เราฟรีๆ จนเราผ่านวิกฤตนั้นมาได้...”
ป้านานพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วยทันที “พอเทียบกันแบบนี้แล้ว ดร.หนานประเสริฐกว่าสวี่หนานเกอแบบเทียบกันไม่ติดเลยค่ะ! ถึงจะไม่รู้ว่าดร.หนานหน้าตาเป็นยังไง แต่เขาว่ากันว่าหน้าตาคือหน้าต่างของหัวใจ คนจิตใจดีแบบนั้นต้องหน้าตาดีแน่นอนค่ะ”
สวี่อินแสร้งทำตาโตด้วยความตื่นเต้น “หนูเองก็อยากรู้เหมือนกันค่ะว่าดร.หนานตัวจริงจะเป็นคนยังไง...แม่คะ พรุ่งนี้แม่พาหนูไปเจอเขาด้วยนะ”
คุณนายสวี่ยิ้มบางๆ แล้วใช้นิ้วจิ้มจมูกลูกสาวอย่างเอ็นดู “ได้สิ เดี๋ยวแม่จะพาไป”
ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างออกรสขณะเดินลงบันไดไปยังลานจอดรถ ก่อนจะขับรถออกไปจากโรงพยาบาล
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของสวี่หนานเกอที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยวีไอพี และทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างเตียงพอดี
ดวงตาคู่สวยมองตามแผ่นหลังของคุณนายสวี่ผ่านหน้าต่างกระจก
เธอมองเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดของคุณนายสวี่ รูปร่างที่เคยสง่างามบัดนี้ดูผอมบางแต่ยังคงเหยียดตรงราวกับต้นไผ่ที่ทรนง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความอบอุ่นที่เธอโหยหา
สวี่อินกำลังพูดจาเจื้อยแจ้วอะไรบางอย่างอยู่ข้างกาย คุณนายสวี่ก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำยอม
ภาพของสองแม่ลูกที่ดูสนิทสนมกลมเกลียวกันนั้นช่างบาดลึกในใจ
จนกระทั่งรถยนต์คันหรูแล่นลับสายตาไป สวี่หนานเกอถึงได้ถอนสายตากลับมาด้วยความอาลัยอาวรณ์ที่ยากจะปิดบัง
ทันทีที่หันกลับมา เธอก็พบกับหญิงชราตัวเล็กที่มายืนเงียบๆ อยู่ข้างหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ “หลานสะใภ้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันน่ะ...ทำไมย่ามองแล้วรู้สึกคุ้นหน้าจังเลย”
สวี่หนานเกอปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แววตากลับมาอ่อนโยนลง เธอกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย
“หน้าตาเหมือนกันยังกับแกะ...” ดวงตาของหญิงชราเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที ราวกับค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่ “ย่านึกออกแล้ว! หล่อนคือแม่ของหนูนี่เอง!”
[จบบท]