บทที่ 27: ความจริงที่สลับขั้ว
เสียงของเยี่ยเย่ดังลอดออกมาจากโทรศัพท์อย่างชัดถ้อยชัดคำ ประหนึ่งค้อนปอนด์ที่ทุบลงกลางวงสนทนา
“เจ้านายให้ผมมาเรียนถามคุณสวี่อินครับว่า เขาไปพูดตอนไหนว่าจะให้คุณสวี่หนานเกอหายไปจากเมืองไห่เฉิง เจ้านายยังงงอยู่เลยครับว่าตัวเองไปออกคำสั่งนั้นตอนไหน”
สวี่เหวินจงมีสีหน้าตะลึงงันไปในทันที เขาค่อยๆ หันไปมองสวี่อินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ใบหน้าของสวี่อินซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก
สวี่เหวินจงรีบปรับน้ำเสียงกลบเกลื่อน กล่าวขอโทษขอโพยเยี่ยเย่เป็นการใหญ่ จนกระทั่งปลายสายทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งอย่างเจ็บแสบว่า
“ตระกูลสวี่ควรจะอบรมสั่งสอนลูกสาวให้ดีกว่านี้นะครับ”
ทันทีที่สายโทรศัพท์ถูกตัดไป บรรยากาศภายในห้องก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียด สวี่เหวินจงหันขวับมาจ้องมองสวี่อินด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาของเขาแผดเผาจนคนถูกมองต้องก้มหน้างุด
สวี่อินรู้ตัวว่าจนมุม เธอจึงก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาอย่างเงียบเชียบ ไหล่บางสั่นสะท้านดูน่าสงสาร
“ตอนนั้นหนูเห็นหนานเกอไปตามตอแยคุณฮั่ว หนูกลัว... กลัวว่าเธอจะทำให้งานแต่งงานของหนูกับพี่จื่อเฉินต้องมีปัญหา และกลัวยิ่งกว่าว่าตระกูลฮั่วจะดูถูกหนู... คุณพ่อคะ หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ”
สวี่เหวินจงตวาดเสียงดังลั่นจนคนทั้งห้องสะดุ้ง
“ถึงอย่างนั้นลูกก็ไม่มีสิทธิ์เอาชื่อของคุณฮั่วไปแอบอ้างมั่วซั่วนะ! รู้ไหมว่ามันอันตรายแค่ไหน!”
สวี่อินกำหมัดแน่น แววตาไหววูบไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะงัดไม้ตายออกมาใช้ เธอสะอึกสะอื้นหนักขึ้นแล้วพูดเสียงเครือว่า
“คุณพ่อคะ ยังไงหนานเกอก็เป็นลูกสาวของพ่อเหมือนกัน หนูแค่อยากกันเธอออกไป เพราะกลัวว่าพ่อจะใจอ่อนแล้วตัดใจดุว่าเธอไม่ลง... หนูทำไปเพราะเป็นห่วงพ่อนะคะ”
“เหลวไหล!”
คำแก้ตัวที่ยกเอาความกตัญญูมาบังหน้าได้ผลชะงัด สวี่เหวินจงเปลี่ยนเรื่องทันทีตามที่คาดไว้ สีหน้าของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมองลูกสาวสุดที่รัก
“พ่อบอกลูกกี่ครั้งแล้วว่าในใจของพ่อ พ่อมีลูกสาวแค่คนเดียว นั่นก็คือลูก! สวี่หนานเกอนับเป็นตัวอะไร เธอจะเอาอะไรมาเทียบกับลูกได้ ลูกคือความภาคภูมิใจของพ่อคนเดียวนะ”
คุณนายสวี่ หรือหนานจิ้งซู ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย น้ำเสียงของเธอแหบพร่าแต่จริงจัง
“เหวินจง คุณอย่าพูดแบบนั้นเลยนะ ยังไงซะหนานเกอก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวของคุณ เลือดเนื้อเชื้อไขของคุณ”
สวี่เหวินจงหันไปหาภรรยาทันที น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและเว้าวอนเมื่อคุยกับเธอ
“อาจิ้ง คุณอยู่กับผมมาตั้งหลายปี คุณยังไม่เข้าใจผมอีกเหรอ เรื่องเมื่อปีนั้นที่ผมโดนหลี่หว่านรูวางแผนจับ ผมรู้สึกผิดต่อพวกคุณแม่ลูกมาตลอด ทั้งตัวหลี่หว่านรูและลูกสาวของหล่อน ผมไม่เคยคิดจะนับญาติด้วยเลย ในใจของผมมีแค่คุณกับลูกสาวของเราเท่านั้นที่เป็นครอบครัวของผมจริงๆ”
คำสารภาพรักที่ดูเหมือนจะซาบซึ้งใจนั้น กลับกรีดแทงลงไปในใจของหญิงอีกคน
หลี่หว่านรูที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ในฐานะแม่บ้าน ได้ยินประโยคนี้เข้าก็กำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
เธอจ้องมองแผ่นหลังของสวี่เหวินจงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขมขื่น
ผู้ชายคนนี้คือคนที่เธอรักหมดหัวใจ คือพี่ชายข้างบ้านที่โตมาด้วยกัน วาดฝันว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่ในสายตาและหัวใจของเขากลับมีแต่หนานจิ้งซูเพียงคนเดียว
ภาพในอดีตย้อนกลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง ในตอนนั้นหลังจากที่เธอตั้งท้อง เธอถือใบตรวจครรภ์ไปหาเขาด้วยความหวัง บอกว่าจะยอมลดศักดิ์ศรีเป็นเมียเก็บของเขาก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ข้างกายเขา แต่เขากลับไล่ตะเพิดเธอออกมาอย่างไม่ไยดี โดยประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันทำเรื่องผิดต่อภรรยาของเขา
หลี่หว่านรูหมดหนทางจริงๆ จึงต้องบากหน้าไปหาหนานจิ้งซู ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย ใช้ความน่าสงสารเข้าแลกถึงได้เข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลสวี่ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สวี่เหวินจงไม่เคยให้ค่าให้ราคาเธอเลยแม้แต่น้อย ส่วนสวี่หนานเกอก็ถูกเขาทำเหมือนเป็นอากาศธาตุ เป็นส่วนเกินที่น่ารังเกียจ
โชคยังดี... ที่เธอสลับตัวเด็กสองคนนั้นไปแล้ว!
หลี่หว่านรูก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันและสะใจในแววตา
สวี่เหวินจงคงไม่มีวันรู้ว่า ลูกสาวที่เขาพร่ำบอกว่าเป็นลูกของหนานจิ้งซู คนที่เขาทะนุถนอมประหนึ่งแก้วตาดวงใจ มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้มาตลอดหลายปีอย่างสวี่อิน แท้จริงแล้วคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอเอง!
ส่วนสวี่หนานเกอ ลูกแท้ๆ ของหนานจิ้งซู... สมควรแล้วที่จะถูกเมินเฉย ถูกกดขี่ข่มเหง และต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว!
คุณนายสวี่ส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น เธอไม่ยอมคล้อยตามสามีง่ายๆ
“เหวินจง เรื่องนี้อินอินทำผิดก็คือทำผิด ลูกโกหกก่อนทำให้พวกเราเข้าใจผิดในตัวหนานเกอ คนในบ้านควรจะไปขอโทษหนานเกอถึงจะถูก เราเป็นผู้ใหญ่ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด”
สวี่เหวินจงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด
“ขอโทษอะไรกัน คุณกับลูกสาวของผม มีความจำเป็นอะไรต้องไปลดตัวขอโทษลูกสาวของนังหลี่หว่านรูด้วย แค่ให้ที่ซุกหัวนอนก็บุญโขแล้ว”
หลี่หว่านรูรีบฉวยโอกาสแทรกขึ้นมาทันทีเพื่อเบี่ยงประเด็น
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณนาย ตระกูลสวี่เลี้ยงดูเธอจนโตมาขนาดนี้ก็นับเป็นบุญคุณท่วมหัวแล้ว อีกอย่างเธอทำตัวหน้าไม่อายไปยั่วยวนคุณฮั่วก็เป็นเรื่องจริง ตระกูลสวี่จะสั่งสอนเธอก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว ถือเป็นวาสนาของเธอด้วยซ้ำที่ยังมีคนคอยสั่งสอน...”
คุณนายสวี่มองดูคนทั้งสองแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ โดยไม่โต้เถียงอะไรอีก เพราะรู้ว่าป่วยการที่จะพูด
ทว่าหลังจากทานอาหารเสร็จ ตอนที่สวี่อินเดินประคองคุณนายสวี่ไปส่งที่ห้องพัก คุณนายสวี่ก็หยุดเดินแล้วหันมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าพรุ่งนี้ลูกว่าง แม่จะพาไปหาหนานเกอ เพื่อขอโทษเธอถึงที่บ้าน”
ใบหน้าของสวี่อินแข็งค้างไปทันที นึกไม่ถึงว่าอุตส่าห์รอดพ้นจากการโดนพ่อดุมาได้ แต่กลับหนีไม่พ้นความยุติธรรมของคุณนายสวี่ เธอจึงจำใจตอบรับด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ
“ได้ค่ะคุณแม่”
เมื่อเห็นท่าทางของลูกสาวที่ดูหงอยเหงา คุณนายสวี่ก็ถอนหายใจอีกครั้งด้วยความเอ็นดู
“ลูกบอกว่าอยากพาฮั่วจื่อเฉินไปพบดร.หนานไม่ใช่หรือ งั้นพรุ่งนี้ก็ไปด้วยกันเลยสิ ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักท่านไปในตัว”
ดวงตาของสวี่อินเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที ความขุ่นมัวเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เธอรีบเข้าไปควงแขนคุณนายสวี่อย่างออดอ้อน
“ตกลงค่ะแม่! แม่ดีกับหนูที่สุดเลย หนูรักแม่ที่สุดค่ะ”
เพราะไปล่วงเกินคุณย่าฮั่วเข้า ทำให้เธอสูญเสียหุ้นของฮั่วกรุ๊ปไปถึง 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก
ตอนนี้เธอจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแสดงคุณค่าของตัวเองให้คนตระกูลฮั่วเห็น โดยเฉพาะการได้เป็นศิษย์ของดร.หนานผู้ลึกลับ เพื่อรั้งตำแหน่งคู่หมั้นของฮั่วจื่อเฉินเอาไว้
คุณนายสวี่ยิ้มอ่อนใจพร้อมกับลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ อย่างรักใคร่
หลังจากสวี่อินเดินจากไปอย่างร่าเริง คุณนายสวี่ถึงได้หันไปมองป้านาน แม่บ้านคนสนิท
“พี่นาน ร่างกายฉันไม่ค่อยดีมาหลายปี ไม่มีแรงจะอบรมสั่งสอนอินอิน ฉันนี่บกพร่องต่อหน้าที่แม่จริงๆ... แค่กๆๆ”
ป้านานรีบแย้งทันทีด้วยความภักดี
“คุณนายคิดมากไปแล้วค่ะ ฉันเห็นว่าคุณหนูอินอินเป็นเด็กดีมาก ทั้งกตัญญูและช่างเอาใจใส่ ถึงจะมีโกหกบ้างเป็นบางครั้ง แต่ถ้าต่อไปปรับปรุงตัวก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ เด็กๆ ก็มีผิดพลาดกันได้”
คุณนายสวี่พูดสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“แต่หนานเกอไม่เคยโกหกเลยนะ”
พูดจบเธอก็ไอออกมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนตัวโยน
ป้านานรีบเข้าไปประคองเธอเดินไปที่เตียงอย่างร้อนรน
“คุณน่ะ ชอบคิดมากแบบนี้ไงคะ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว โรคนี้ถึงไม่หายขาดสักที... พักผ่อนเถอะค่ะ”
แววตาของคุณนายสวี่ฉายแววขมขื่นออกมาขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง แต่สวี่หนานเกอกลับตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อยในใจ เพราะวันนี้เธอต้องไปพบกับคุณนายสวี่ ผู้ซึ่งเธอไม่ได้เจอหน้ามาเป็นสิบปีแล้ว ไม่รู้ว่าการเจอกันครั้งนี้ อีกฝ่ายจะดีใจหรือจะโกรธเธอกันแน่
พอถึงช่วงเที่ยง เธอตัดสินใจว่าจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านเพื่อเตรียมตัว
คุณย่าฮั่วจึงออกคำสั่งแกมบังคับให้ฮั่วเป่ยเยี่ยนไปส่งเธอกลับบ้าน
ทั้งสองคนเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย บรรยากาศระหว่างพวกเขายังคงเงียบขรึม พอลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นเยี่ยเย่เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“เจ้านายครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย เยี่ยเย่จึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถืออยู่ในมือให้กับสวี่หนานเกอ
“คุณสวี่ ลองดูนี่หน่อยครับ”
สวี่หนานเกอรับมาด้วยความงุนงง กวาดสายตามองแวบเดียวก็พบว่า บนกระดาษแผ่นนั้นมีรายชื่อศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านพลังงานใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
เธอเลิกคิ้วขึ้น หันไปมองเยี่ยเย่ด้วยความสงสัย
“นี่คืออะไร”
เยี่ยเย่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มภูมิใจ
“คนพวกนี้เป็นศาสตราจารย์ที่ดังกว่าศาสตราจารย์เหลียงทุกคนเลยนะครับ คุณเลือกมาสักคนเพื่อเรียนต่อปริญญาโทได้เลย นี่เป็นของขวัญชดเชยที่เจ้านายมอบให้คุณแทนโควตาที่ถูกยกเลิกไป คุณสวี่ ได้มาเจอเจ้านายผมนี่ถือว่าโชคร้ายกลายเป็นดีจริงๆ นะครับเนี่ย”
สวี่หนานเกอกระตุกมุมปากเล็กน้อย ส่งกระดาษคืนให้เขา
“ไม่จำเป็น”
ศาสตราจารย์พวกนี้ส่วนใหญ่เธอเคยได้ยินชื่อมาหมดแล้ว และความจริงก็คือ แต่ละคนเคยส่งอีเมลมาหาเธอเพื่อขอคำชี้แนะด้านวิชาการ หรือขอร่วมงานวิจัยกับเธอมาก่อนหน้านี้ทั้งนั้น
เยี่ยเย่ทำหน้าแปลกใจ
“งั้นคุณยังอยากเรียนกับศาสตราจารย์เหลียงอยู่เหรอ”
“ไม่ใช่”
“ถ้าคนพวกนี้คุณยังไม่ถูกใจ... หรือว่าคุณอยากจะเรียนกับดร.หนาน?”
เยี่ยเย่ขมวดคิ้ว ทำสีหน้าลำบากใจ
“อันนี้คงยากหน่อยนะครับ ตอนนี้ดร.หนานกำลังเนื้อหอมมาก ผมได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยเมืองนอกหลายแห่งยื่นข้อเสนอแย่งตัวเขากันให้วุ่น คุณสวี่ครับ ศาสตราจารย์อัจฉริยะระดับนั้นเขาก็รับแต่ลูกศิษย์ที่เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน คุณน่าจะไม่อยู่ในสายตาเขาหรอกนะ ทางที่ดีอย่าทำตัวตาอยู่สูงเกินไปเลย เลือกศาสตราจารย์จากในใบนี้สักคนไปก่อน เอาไว้เรียนจบปริญญาโทแล้วค่อยไปสมัครเรียนปริญญาเอกกับดร.หนานก็ยังไม่สาย”
สวี่หนานเกอมองเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน แววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ ก่อนจะหันไปพูดกับฮั่วเป่ยเยี่ยนโดยตรง
“คุณฮั่วไม่ต้องไปส่งฉันแล้วค่ะ ฉันจะเรียกแท็กซี่กลับเอง”
พูดจบเธอก็เดินออกจากโรงพยาบาลไปเรียกรถแท็กซี่ที่ริมถนนและขึ้นรถจากไปทันที โดยไม่สนใจสายตาของชายหนุ่มทั้งสอง
เยี่ยเย่เกาหัวแกรกๆ อย่างงุนงง
“ผมได้ยินมาว่าสวี่อินจะไปเรียนต่อกับดร.หนาน หรือว่าคุณสวี่ไม่อยากน้อยหน้า ก็เลยยืนกรานจะเอาดร.หนานให้ได้ ช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลยนะครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนมองตามทิศทางที่หญิงสาวจากไป ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งอารมณ์ แต่ดวงตาลึกล้ำกลับฉายแววครุ่นคิดบางอย่างที่ยากจะคาดเดา
จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“งั้นก็ช่วยติดต่อดร.หนานให้เธอหน่อย”
“หา”
เยี่ยเย่อ้าปากค้าง ทำหน้าเอ๋อไปชั่วขณะ
เจ้านายทำไมถึงดีกับเธอขนาดนี้!
หรือว่าจะโดนใบหน้าสวยๆ นั่นทำให้หลงเสน่ห์เข้าแล้วจริงๆ?
...
ตัดภาพมาที่ร้านอาหารส่วนตัวบรรยากาศหรูหรา
คุณนายสวี่พาสวี่อินและฮั่วจื่อเฉินมาถึงก่อนเวลานัดหมายสิบนาที เพื่อเป็นการให้เกียรติแขกคนสำคัญ
พอลงจากรถ ฮั่วจื่อเฉินก็ขมวดคิ้วมองไปรอบๆ ร้านด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมถึงนัดที่นี่ครับ”
สวี่อินถามด้วยความไม่เข้าใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคู่หมั้น
“พี่จื่อเฉิน มีอะไรเหรอคะ”
ฮั่วจื่อเฉินเม้มปากแน่น ส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่มีอะไรครับ”
สวี่อินจึงหันไปถามคุณนายสวี่ด้วยความตื่นเต้น
“แม่คะ ดร.หนานมาถึงหรือยังคะ”
คุณนายสวี่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“เธอรออยู่ในห้องอาหารแล้วจ้ะ”
[จบบท]