บทที่ 49: ความเป็นไปได้ที่สาม
ฮั่วจื่อเฉินร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากของหญิงสาวตรงหน้า “เธอทำเสร็จแล้วอย่างนั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไงกัน”
เขาเองก็เรียนจบมาจากสายงานด้านพลังงานโดยตรง ย่อมรู้ซึ้งดีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มีความซับซ้อนและยากลำบากเพียงใด
ดังนั้นตอนที่สวี่อินบอกเขาว่า ดร.หนาน จำเป็นต้องใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์ และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่ได้รับไฟล์งานแก้ไขจากทางฝั่งนั้น เขาจึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือคิดว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น
แล้วสวี่หนานเกอจะสามารถทำเสร็จรวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง
สวี่หนานเกอหรี่ตาลงมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ก่อนจะตอบกลับไป “เดี๋ยวฉันเรียบเรียงข้อมูลเสร็จแล้วส่งให้คุณ คุณก็จะได้รู้เองไม่ใช่เหรอ ฮั่วจื่อเฉิน อย่าลืมเรื่องที่คุณรับปากฉันเอาไว้ด้วยล่ะ”
ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายต้องขบกรามแน่น เธอก็เดินเลี่ยงเข้าไปในห้องทำงานของกลุ่ม 1 ทันที
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เธอก็ถูกเหล่าสมาชิกในทีมกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความเป็นห่วง
จางเฉามองลอดผ่านกระจกออกไปที่ฮั่วจื่อเฉินด้วยสายตาหวาดระแวง ก่อนจะหันมาถามเธอ “รุ่นน้อง หมอนั่นเอาชื่อ ดร.หนาน มาข่มเธออีกแล้วใช่ไหม”
คนอื่นๆ ในทีมต่างรีบพูดให้กำลังใจเธอทันที
“เทพสวี่ คุณอย่าไปถือสาคำพูดของเขาเลยครับ”
“ใช่ครับ อายุเท่านี้แต่มีความสามารถขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิของวงการแล้ว ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับ ดร.หนาน หรอกครับ”
“คุณเก่งมากแล้วจริงๆ นะ อายุยังน้อยแต่ฝีมือล้ำหน้าพวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ไปไกลแล้ว”
ในตอนนั้นเอง เจียงอิงเฉียวก็เดินออกมาจากห้องทำงานส่วนตัว
ดูจากสภาพที่อิดโรยและเสื้อผ้าชุดเดิมของเขาแล้ว เมื่อคืนนี้น่าจะไม่ได้กลับบ้านและคงนอนค้างที่บริษัทเพื่อแก้ปัญหาเรื่องงานอีกตามเคย
เขาขมวดคิ้วยุ่งแล้วมองมาที่สวี่หนานเกอด้วยแววตาจริงจัง “เธอวางใจเถอะนะ เมื่อคืนฉันไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนนี้พอจะจับทางได้รางๆ แล้วว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง วันนี้พวกเราช่วยกันเร่งมือทำโอทีกันอีกหน่อย สุดท้ายต่อให้เราไม่มีแนวทางแก้ไขที่สมบูรณ์แบบ 100% แต่ถ้าเราสามารถเสนอแนวคิดที่เป็นไปได้ ก็น่าจะพอส่งงานให้ผู้บริหารพิจารณาได้...”
นอกจากนี้เขาได้ส่งข้อความไปหาลูกพี่ลูกน้องของเขาเพื่ออธิบายสถานการณ์ความไม่ชอบมาพากลในแผนกวิจัยและพัฒนาอย่างละเอียดแล้วด้วย
เรื่องที่รองประธานฮั่วจงใจกลั่นแกล้งกลุ่ม 1 ลูกพี่ลูกน้องของเขาจะต้องไม่อยู่เฉยและช่วยจัดการคืนความยุติธรรมให้แน่นอน
สวี่หนานเกอยืนฟังคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและความจริงใจของเพื่อนร่วมงาน แล้วก็รู้สึกอบอุ่นวาบเข้ามาในหัวใจ
เธอยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ไม่ต้องหรอกค่ะหัวหน้า ฉันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
เจียงอิงเฉียวยกมือขึ้นโบกปฏิเสธทันควันเพราะยังจับใจความไม่ได้ “เธอไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปคุย... หืม เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ”
จู่ๆ เขาก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เธอทำเสร็จแล้วเหรอ”
พนักงานคนอื่นๆ ต่างพากันหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียวด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ “เทพสวี่ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะครับ ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม หรือว่าผมทำงานหนักจนเบลอไปเอง”
จางเฉายิ้มแห้งๆ แล้วพูดขึ้น “รุ่นน้อง อย่าล้อพวกเราเล่นแบบนี้สิ หัวใจจะวายเอานะ”
สวี่หนานเกอหลุดขำออกมาเบาๆ กับปฏิกิริยาของทุกคน “ฉันจะส่งอีเมลเดี๋ยวนี้แหละค่ะ จะสำเนาถึงทุกคนในทีมด้วย”
พูดจบเธอก็ถือคอมพิวเตอร์เดินตรงเข้าไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
สมาชิกกลุ่ม 1 และเจียงอิงเฉียวยังคงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะยังรู้สึกเหมือนฝันไป
จนกระทั่งมีเสียงแจ้งเตือนอีเมลเข้าดัง ‘ติ๊ง’ ขึ้นจากคอมพิวเตอร์ของใครบางคน สติของทุกคนถึงได้กลับเข้าร่างและรีบพุ่งตัวกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อเปิดอีเมลดู
หน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏชื่อผู้ส่งคือสวี่หนานเกอจริงๆ
ทุกคนรีบกดดาวน์โหลดไฟล์แนบและเปิดอ่านเนื้อหาข้างในอย่างรวดเร็ว เมื่อสายตาไล่อ่านไปตามตัวอักษรและสูตรคำนวณต่างๆ พวกเขาก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง
ภายในห้องทำงานกลุ่ม 1 ตกอยู่ในความเงียบกริบ ไร้เสียงพูดคุยใดๆ ไปชั่วขณะหนึ่ง
สวี่หนานเกอเห็นว่าทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับแผนงานนั้นอย่างตั้งใจ เธอจึงอาศัยจังหวะนี้แอบเดินออกจากห้องเพื่อขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตึก
งานที่รับผิดชอบเสร็จสิ้นแล้ว เธอจะไปหาฮั่วเป่ยเยี่ยนเพื่อทวงหนังสือแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับระบบประสาทเล่มนั้นกลับมาศึกษา
เธอยังจำเรื่องที่จะต้องปรุงยาพิเศษเพื่อรักษาอาการป่วยของคุณย่าได้ดี
ที่ชั้นบนสุด ภายในห้องทำงานท่านประธาน
ฮั่วเป่ยเยี่ยนกำลังนั่งจรดปากกาเซ็นเอกสารกองโตอยู่ เยี่ยเย่ก็เคาะประตูและเปิดเข้ามา “บอสครับ คุณสวี่มาขอพบครับ”
ปลายนิ้วมือหนาชะงักไปเล็กน้อย ปากกาในมือจึงลากเส้นพลาดลงบนกระดาษจนเกิดรอยตำหนิ
แผ่นหลังตรงตำแหน่งที่เคยสัมผัสกัน ดูเหมือนจะจดจำความรู้สึกนุ่มนวลนั้นได้แม่นยำและเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
เขาเม้มริมฝีปากแน่น ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ให้เข้ามา”
สวี่หนานเกอเดินเข้ามาภายในห้องก็เห็นฮั่วเป่ยเยี่ยนนั่งนิ่งสง่าอยู่หลังโต๊ะทำงาน ชายหนุ่มไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอแต่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เรื่องปัญหาที่แผนกวิจัยผมรับรู้แล้ว ถ้าพวกคุณหาทางแก้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร บริษัทเรามีกฎระเบียบที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ผมรับรองว่าจะช่วยปกป้องสิทธิประโยชน์ของพวกคุณอย่างเต็มที่”
สวี่หนานเกอยิ้มขำด้วยความเอ็นดู “ฉันไม่ได้มาเพราะเรื่องแผนกวิจัยหรอกค่ะ แต่ฉันมาเพราะคิดถึงคุณ...”
พูดมาถึงตรงนี้ ลำคอเจ้ากรรมก็ดันเกิดอาการคันยุบยิบขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำให้เธอต้องหยุดพูดกลางคัน
มือของฮั่วเป่ยเยี่ยนสั่นไหวเล็กน้อย เอกสารสำคัญที่เพิ่งให้เลขาพิมพ์ออกมาใหม่อย่างดีจึงถูกลายเซ็นของเขาทำลายจนเสียไปอีกแผ่น
ลำคอของชายหนุ่มแห้งผากขึ้นมาทันที หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว แต่กลับเห็นสวี่หนานเกอกระแอมไอเบาๆ เพื่อไล่อาการคันคอแล้วพูดต่อประโยคให้จบ “...คิดถึงว่าคุณจะเอาหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดเล่มนั้นให้ฉันดูได้หรือยังคะ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยน “...”
เขาลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่ในใจลึกๆ กลับมีความรู้สึกวูบโหวงผิดหวังแปลกๆ ที่ไม่อาจอธิบายได้
เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนาที่วางอยู่บนมุมโต๊ะขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วยื่นส่งให้สวี่หนานเกอ จังหวะที่มือเรียวของเธอรับหนังสือไปเขาก็พูดขึ้นเรียบๆ ว่า “คราวหลังเวลาพูดอย่าเว้นจังหวะนานแบบนี้อีก”
สวี่หนานเกอรับหนังสือมากอดไว้ด้วยความดีใจ เธอไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติหรืออารมณ์ที่แปรปรวนของชายหนุ่มเลยสักนิดและตอบกลับไปตามมารยาท “อ๋อ ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
เธอหมุนตัวเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งแผ่นหลังบางเดินพ้นประตูและบานประตูงับปิดลง ฮั่วเป่ยเยี่ยนถึงได้หลุบตาลงมองต่ำที่มือตัวเอง
จู่ๆ เขาก็หัวเราะในลำคอเบาๆ
หญิงสาวแสดงออกชัดเจนว่าไม่ได้เก็บเอาเรื่องจูบที่เกิดขึ้นบนรถมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แต่เขากลับเป็นบ้ามานั่งกระวนกระวายใจสมาธิแตกซ่านอยู่ที่นี่ตั้งสองวัน ช่าง... คิดเข้าข้างตัวเองจริงๆ
อีกอย่าง เขาเกือบจะลืมความจริงข้อสำคัญไปแล้วว่าสวี่หนานเกอมีแฟนอยู่แล้ว
สีหน้าของฮั่วเป่ยเยี่ยนเปลี่ยนกลับมาเป็นเย็นชา ไร้อารมณ์ เขากลับมาสวมหน้ากากท่านประธานผู้สุขุมเยือกเย็นเหมือนเดิม
...
งานที่คั่งค้างในแผนกวิจัยเสร็จสิ้นหมดแล้ว สวี่หนานเกอจึงปล่อยวางภาระทุกอย่าง เวลาตลอดทั้งวันที่เหลือเธอใช้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือและศึกษาวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์อย่างละเอียด
ช่วงเวลาใกล้เลิกงาน บรรยากาศในห้องทำงานกลุ่ม 1 ที่เคยเงียบสงบ ในที่สุดก็เกิดความวุ่นวายขึ้น
ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวิจัยและพัฒนาเดินนำเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับฮั่วจื่อเฉินที่เดินตามมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงและแววตาหาเรื่อง
เจียงอิงเฉียวเพิ่งจะตรวจสอบแผนงานของสวี่หนานเกอซ้ำทั้งหมดรอบหนึ่งพอดี และพบว่ามันสมบูรณ์แบบจนไม่มีที่ติ เขาจึงหันไปพูดกับผู้จัดการฝ่ายวิจัยด้วยความตื่นเต้นดีใจ “ท่านครับ เครือบริษัทของเราครั้งนี้ขุดเจอเพชรเม็ดงามเข้าแล้ว แผนงานที่สวี่หนานเกอคิดค้นขึ้นมาฉบับนี้ จะต้องไม่ด้อยไปกว่าผลงานของ ดร.หนาน แน่นอนครับ”
ผู้จัดการทั่วไปขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ส่วนฮั่วจื่อเฉินแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา “ใช่สิ แผนงานที่เธอส่งมามันจะไม่ด้อยไปกว่าของ ดร.หนาน ได้ยังไง ในเมื่อมันเหมือนกันเปี๊ยบขนาดนั้น”
เจียงอิงเฉียวในตอนแรกยังตั้งสติไม่ทันกับคำประชดประชัน “ฮ่าๆๆ เธอเก่งพอๆ กับ ดร.หนาน เลยเหรอเนี่ย...”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ชะงักไปทันทีเมื่อสมองประมวลผลเสร็จสิ้น “เดี๋ยวนะ คุณหมายความว่ายังไง”
“ก็หมายความว่าผู้หญิงคนนี้ขโมยแนวทางแก้ไขของ ดร.หนาน มายังไงล่ะ”
ฮั่วจื่อเฉินพูดประโยคนี้จบก็หันไปมองสวี่หนานเกอด้วยสายตาเหยียดหยาม “เมื่อตอนบ่ายผมได้รับไฟล์แผนงานจาก ดร.หนาน เนื้อหาข้างในมันเหมือนกับฉบับของคุณแทบจะทุกระเบียดนิ้ว ผมก็สงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมคุณถึงดูมั่นใจนักหนา ที่แท้ก็วางแผนสกปรกแบบนี้เอาไว้นี่เอง คุณคิดว่าแค่ชิงส่งอีเมลตัดหน้า ดร.หนาน แล้ววิธีแก้นี้จะกลายเป็นของคุณงั้นเหรอ สวี่หนานเกอ คุณนี่มันโง่เขลาจริงๆ คิดว่าแก้รายละเอียดนิดหน่อยแล้วพวกเราจะดูไม่ออกหรือไง ของของระดับปรมาจารย์อย่าง ดร.หนาน คุณยังกล้าขโมยอีกเหรอ”
เจียงอิงเฉียวขมวดคิ้วแย้งทันที “เรื่องนี้ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่ๆ ครับ สวี่หนานเกออยู่ที่บริษัททำงานร่วมกับพวกเราตลอดหลายวันนี้ เนื้อหาในนั้นยังมีบางส่วนที่พวกเรากลุ่ม 1 ช่วยกันทำเองด้วยซ้ำ...”
ถึงแม้ว่าส่วนนั้นจะมีแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของแผนงานทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ยืนยันได้ว่าเธอทำงานจริง
พอประโยคนี้หลุดออกไป ฮั่วจื่อเฉินก็สวนกลับทันทีด้วยความโมโห “จะเข้าใจผิดอะไรได้อีก แผนงานสองฉบับเหมือนกันขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่สวี่หนานเกอขโมยของ ดร.หนาน หรือคุณจะบอกว่าคนอย่าง ดร.หนาน ลดตัวลงมาขโมยงานของสวี่หนานเกอ คุณคิดว่าเป็นไปได้เหรอ”
คนหนึ่งเป็นถึงด็อกเตอร์ผู้ทรงเกียรติและมีชื่อเสียงระดับโลก อีกคนเป็นแค่เด็กจบปริญญาตรีที่เพิ่งเข้าทำงาน ใครมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากันก็เห็นกันอยู่ชัดๆ
เจียงอิงเฉียวถึงกับพูดไม่ออก เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
สวี่หนานเกอนั่งฟังบทสนทนาที่กล่าวหาเธอฉอดๆ ของพวกเขาพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตัวตนจริงๆ ของ ดร.หนาน คือเธอ และเธอไม่มีทางส่งอีเมลหาฮั่วจื่อเฉินแน่ๆ งั้นความเป็นไปได้เดียวก็คือ...
มีใครบางคนปลอมแปลงแผนงานของเธอ แล้วส่งไปอ้างว่าเป็นของ ดร.หนาน เพื่อใส่ร้ายเธอ
ฮั่วจื่อเฉินคิดจะใช้เรื่องนี้มาเล่นงานเธอและยุบกลุ่ม 1 อย่างนั้นสินะ
ช่างเป็นละครตลกที่น่าขบขันสิ้นดี
สวี่หนานเกอเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความท้าทาย “คุณไม่คิดบ้างเหรอคะ ว่ามันอาจจะมีทางเลือกที่สาม”
[จบบท]