บทที่ 52: ความเข้าใจผิดของสามี
ฮั่วเป่ยเยี่ยนหรี่นัยน์ตาสีเข้มลงเล็กน้อย ขณะที่สมองกำลังประมวลผลสิ่งที่ได้ยินอย่างรวดเร็ว
ฐานะอะไรกันแน่ที่เธอกำลังพูดถึง?
อย่าบอกนะว่า... ฐานะแฟนสาวของจี้หมิง?
วินาทีนั้นเอง ชิ้นส่วนปริศนาในหัวของเขาก็ถูกต่อจนครบเป็นรูปร่าง
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางขโมยผลงานใครแน่ๆ และโซลูชันการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขนาดนั้น เจียงอิงเฉียวผู้เชี่ยวชาญยังออกปากการันตีว่าในวงการนี้ไม่มีใครทำได้ในเวลาสั้นๆ นอกจาก ‘ดร.หนาน’ เพียงคนเดียว ดังนั้น...
คำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ แผนงานในมือสวี่หนานเกอต้องเป็นสิ่งที่จี้หมิงมอบให้! แต่จี้หมิงคงทำโดยพลการไม่ได้บอกกล่าวกับดร.หนานตัวจริง ผลก็คือดร.หนานจึงส่งงานซ้ำไปให้ฮั่วจื่อเฉินอีกทาง จนกลายเป็นเรื่องโอละพ่อเข้าใจผิดกันยกใหญ่แบบนี้
วงการธุรกิจมันซับซ้อน ผลประโยชน์ทับซ้อนเต็มไปหมด ทำไมจี้หมิงถึงกล้าเอาผลงานของเจ้านายมาให้สาวโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้? แล้วผู้ชายคนนั้นจะยอมเสี่ยงหน้าที่การงานออกมาแก้ต่างให้สวี่หนานเกอจริงๆ หรือ?
ฮั่วเป่ยเยี่ยนถามย้ำด้วยความไม่วางใจว่า
“คุณแน่ใจเหรอว่าเขาจะมา”
“แน่นอนค่ะ”
“ทำไมถึงเชื่อใจเขามากขนาดนั้น”
“ก็ต้องเชื่อสิคะ”
สวี่หนานเกอตอบหน้าตาย สำหรับเธอแล้วคำสั่งของเธอคือประกาศิต จี้หมิงมีหรือจะกล้าหือ?
แต่ในสายตาของฮั่วเป่ยเยี่ยน ท่าทางที่ดูมั่นใจในตัวชายอื่นอย่างเป็นธรรมชาติของเธอกลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดในอกอย่างประหลาด เขาเริ่มปักใจเชื่อว่าภรรยาในนามตรงหน้าเป็นพวก ‘คลั่งรัก’ จนหน้ามืดตามัว เชื่อผู้ชายคนนั้นแบบไม่ลืมหูลืมตา
ชายหนุ่มพูดแทรกขึ้นมาเสียงเรียบว่า
“คุณสวี่ อย่าลืมว่าตอนนี้ในทางกฎหมาย เราสองคนยังเป็นสามีภรรยากัน ผมไม่อยากให้มีข่าวฉาวเรื่องชู้สาวหลุดรอดออกไปให้ขายหน้า”
สวี่หนานเกอชะงักกึก
เธอเงยหน้ามองเขาด้วยแววตางุนงงสุดขีด ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเห็นสายตาไร้เดียงสานั้นก็ยิ่งรู้สึกอัดอั้น
เขาดึงเนกไทให้คลายออกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึมว่า
“ตราบใดที่ทะเบียนสมรสยังไม่หย่าขาด หวังว่าคุณจะช่วยรักนวลสงวนตัวให้สมเกียรติด้วย”
ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้ว เขาก็หมุนตัวเดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องผู้ป่วยทันที ทิ้งให้คนฟังยืนงงเป็นไก่ตาแตก
สวี่หนานเกอเกาหัวแกรกๆ
ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าอะไรของเขา? วันนี้ประชุมเครียดมาหรือไงถึงได้มาลงที่เธอ ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย พูดจาไม่รู้เรื่องสักอย่าง
เธอคร้านจะใส่ใจ จึงเดินตามหลังเข้าไปในห้องผู้ป่วยเพื่อไปดูแลคุณย่าต่อ
ที่ห้องรับรองด้านนอก
ฮั่วเป่ยเยี่ยนสั่งงานกับเลขาคนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไปสืบประวัติจี้หมิงมาให้ละเอียด”
“รับทราบครับ”
เยี่ยเย่ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพียงครึ่งชั่วโมงเขาก็รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของจี้หมิงมารายงานเจ้านายได้ครบถ้วน
“เจ้านายครับ ผมส่งไฟล์เข้ามือถือเรียบร้อยแล้วครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเปิดไฟล์อ่านทันที ข้อมูลพื้นฐานของจี้หมิงปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
อายุ 27 ปี ดีกรีนักเรียนนอกเกียรตินิยมจากเคมบริดจ์ เริ่มงานเป็นตัวแทนของดร.หนานเมื่อสามปีก่อน บริหารจัดการทุกอย่างในบริษัทแทนดร.หนานได้อย่างไร้ที่ติ ตลอดสามปีที่ผ่านมาสร้างผลงานโดดเด่น มั่นคง จนตอนนี้กำลังจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเลื่อนหน้าจอลงไปเรื่อยๆ จนสุดขอบ แต่ก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ
เขาขมวดคิ้วมุ่น
“มีแค่นี้?”
เยี่ยเย่ทำหน้าเลิ่กลั่ก เขาอุตส่าห์ไปขุดยันเกรดเฉลี่ยสมัยเรียนมาให้แล้ว เจ้านายยังไม่พอใจอีกเหรอ?
“เอ่อ... เจ้านายต้องการข้อมูลด้านไหนเป็นพิเศษครับ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนตอบเสียงเรียบแต่แฝงความกดดัน
“เรื่องพฤติกรรมส่วนตัว เรื่องผู้หญิง”
“หา...”
เยี่ยเย่อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง แต่สัญชาตญาณนักสืบก็ทำงานทันที
“รอสักครู่ครับ ผมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ข้อมูลลับเฉพาะกิจก็ถูกส่งเข้ามาในมือถือของฮั่วเป่ยเยี่ยน
เนื้อหาในรายงานระบุชัดเจนว่า จี้หมิงเป็นเพลย์บอยตัวพ่อ สายเปย์ผู้ใจกว้าง เปลี่ยนแฟนใหม่ทุกไตรมาส แถมบรรดาแฟนเก่าทุกคนยังพูดถึงเขาในแง่ดีเสียด้วย
สถานะปัจจุบัน: โสดแต่ไม่สด กำลังมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับสาวๆ หลายคนพร้อมกัน สรุปง่ายๆ คือเป็นแฟนที่แย่บรม แต่เป็นกิ๊กที่ยอดเยี่ยม
เมื่อนึกถึงใบหน้าเชื่อมั่นของสวี่หนานเกอที่มีต่อผู้ชายคนนี้ ฮั่วเป่ยเยี่ยนก็แค่นยิ้มเยาะที่มุมปาก เขาคว้าโทรศัพท์ลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย ตั้งใจจะเอาหลักฐานความเจ้าชู้ของ ‘แฟนหนุ่ม’ ไปกระชากหน้ากากให้เธอตาสว่างเสียที!
ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ภาพที่เห็นกลับทำให้เขาชะงัก
คุณย่าสวมแว่นสายตากำลังนั่งเปิดพจนานุกรมเล่มโตอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนหญิงสาวตัวต้นเรื่องกำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้นเล่นกับเจ้าสุนัขตัวน้อย
เจ้าตูบน้อยเงยหน้ามองเธอ หางกระดิกดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างมีความสุข
ส่วนหญิงสาวก็มีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่เต็มใบหน้า
ปกติเธอก็สวยจัดอยู่แล้ว แต่พอยิ้มออกมาแบบนี้ มันกลับดูงดงามจับใจยิ่งกว่าเดิม ราวกับโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาทันตา เป็นภาพความสุขที่บริสุทธิ์จนคนมองไม่อยากจะเข้าไปทำลาย
ฝีเท้าของเขาหยุดลงโดยอัตโนมัติ นิ้วมือที่กำโทรศัพท์แน่นขึ้นเรื่อยๆ
ควรจะบอกความจริงที่โหดร้ายนี้กับเธอตอนนี้เลยดีไหม?
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเกิดความลังเลขึ้นมาเป็นครั้งแรก
“มีอะไรหรือเปล่าพ่อตัวดี?”
เสียงคุณย่าทักขึ้น ทำลายภวังค์ความคิดของเขา
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเม้มปากแน่นก่อนจะกดล็อกหน้าจอมือถือเก็บเข้ากระเป๋า
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร”
คุณย่าหรี่ตามองอย่างจับผิด
“โกหกคนแก่บาปหนานะ ย่าเห็นแกยืนจ้องหลานสะใภ้ตาไม่กระพริบขนาดนั้น จะไม่มีอะไรได้ยังไง มีอะไรจะคุยกับน้องหรือเปล่า”
สวี่หนานเกอได้ยินชื่อตัวเองก็เงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตากลมโตใสซื่อ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนรู้สึกร้อนวูบวาบที่ใบหน้า รีบเบือนหน้าหนีแล้วแสร้งกระแอมไอแก้เก้อ
“คือ... ผมเห็นคุณย่าดูสดชื่นแข็งแรงดีแล้ว น่าจะออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้แล้วนะครับ”
สิ้นเสียงคำพูดนั้น คุณย่าที่เมื่อกี้ยังนั่งอ่านหนังสือปร๋อก็รีบยกมือกุมหน้าอก ทำหน้าตาเหยเกเหมือนคนใกล้ตายทันที
“โอ๊ย... ไอ้หลานบ้า พูดปุ๊บย่าก็เจ็บจี๊ดที่หน้าอกปั๊บเลย”
จะให้ออกได้ยังไง! ขืนออกไปตอนนี้ แผนการจับคู่ก็ล่มสิ
ถ้ากลับบ้าน สวี่หนานเกอก็ต้องกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ส่วนหลานชายก็กลับคฤหาสน์ เธอจะกลายเป็นเหมือนเด็กบ้านแตกที่ต้องเลือกอยู่กับพ่อหรือแม่
สู้อยู่ที่นี่ไม่ได้...
เธอลงทุนจัดห้องใหม่ตั้งแต่วันที่สอง มีเตียงคู่ให้เธอกับหลานสะใภ้นอนคุยกันกระหนุงกระหนิง ส่วนไอ้หลานชายก็นอนเฝ้าหน้าห้อง
ถึงจะลำบากหน่อย แต่ได้เห็นหน้ากันเช้าสายบ่ายเย็นแบบนี้ มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม
รอให้ถ่านไฟเก่ามันเริ่มคุกรุ่น... เอ้ย รอให้ความรักมันเริ่มผลิบาน เธอค่อยพาหลานสะใภ้เข้าบ้านฮั่วอย่างสมเกียรติ!
พอคิดถึงภาพอนาคตอันสดใส คุณย่าก็เผลอหลุดขำออกมาเสียงดัง ลืมบทคนป่วยเจ็บหน้าอกไปเสียสนิท
ฮั่วเป่ยเยี่ยน “...”
สวี่หนานเกอ “...”
คืนนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่สวี่หนานเกอกำลังนั่งอ่านตำราแพทย์ระบบประสาทอย่างจดจ่อ เสียงเรียกเข้าจากรุ่นพี่จางเฉาก็ดังขัดจังหวะ
“น้องสวี่! รีบมามหาวิทยาลัยด่วนเลย อาจารย์เหลียงแย่แล้ว!”
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วฉับ ตอบรับทันที
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
เธอผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คว้าของจำเป็นแล้วก้าวเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่กำลังเดินลงบันไดหน้าโรงพยาบาลและเตรียมจะกดเรียกแอปเรียกรถ
เสียงทุ้มคุ้นหูของเยี่ยเย่ก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“คุณสวี่ครับ เจ้านายสั่งให้ผมขับรถไปส่งคุณครับ”
สวี่หนานเกอชะงักไปนิดหนึ่ง แต่สถานการณ์เร่งด่วนทำให้เธอไม่คิดจะเล่นตัว
“ไปมหาวิทยาลัยไห่เฉิงค่ะ ขอบคุณมาก”
รถหรูแล่นมาจอดเทียบท่าหน้าตึกคณะ สวี่หนานเกอเปิดประตูรถกระโดดลงทันที ก่อนจะสับเท้าวิ่งตรงไปยังห้องพักอาจารย์
ประตูห้องพักของศาสตราจารย์เหลียงเปิดอ้าซ่า รอบๆ มีนักศึกษามุงดูเหตุการณ์กันแน่นขนัด
สวี่หนานเกอแหวกฝูงชนเข้าไป ภาพที่เห็นคือศาสตราจารย์เหลียงยืนหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอปูดโป่งด้วยความโกรธจัด กำลังชี้หน้าด่ากราดคณบดีคณะพลังงานอย่างไม่ไว้หน้า
“สถานภาพนักศึกษาคืออนาคตทั้งชีวิตของเด็ก คุณจะมาใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งไล่ออกง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง! คราวก่อนคุณก็อ้างว่าเธอมีปัญหาเรื่องความประพฤติและชาติกำเนิด แล้วก็ข้ามหัวผมไปตัดสิทธิ์โควตาปริญญาโทของเธอหน้าตาเฉย วันนี้ถ้าคุณไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้น อย่าหวังว่าจะก้าวขาออกจากห้องนี้ไปได้!”
สวี่หนานเกอชะงักกึก
เธอคิดว่าอาจารย์เกิดอุบัติเหตุหรือเป็นอะไรไป ที่แท้... ศาสตราจารย์เหลียงกำลังระเบิดอารมณ์เพื่อปกป้องเธออยู่หรอกหรือ?
แต่เดี๋ยวนะ... ไล่ออก?
เธอตวัดสายตามองไปที่คณบดีพุงพลุ้ย ชายวัยกลางคนตีหน้าขรึมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงวางอำนาจ
“ผมเพิ่งได้รับสายด่วนวงในมาว่า นังเด็กนี่ขโมยโซลูชันของดร.หนาน แล้วยังหน้าด้านเอาไปแอบอ้างว่าเป็นความคิดของตัวเอง นักศึกษาที่มีพฤติกรรมเลวทรามแบบนี้ มีแต่จะทำให้ชื่อเสียงมหาวิทยาลัยเราเน่าเฟะ สมควรต้องโดนไล่ออกสถานเดียว!”
ศาสตราจารย์เหลียงตะคอกกลับ
“เหลวไหล! สวี่หนานเกอไม่ใช่คนขี้ขโมยแบบนั้น ผมเป็นครู ผมรู้นิสัยลูกศิษย์ผมดี!”
คณบดีแค่นหัวเราะเสียงสูง
“นี่เป็นข่าววงในที่เชื่อถือได้ล้านเปอร์เซ็นต์! คุณก็รู้ว่ามหาวิทยาลัยเรากำลังทาบทามเชิญดร.หนานมาเป็นอาจารย์พิเศษ ถ้าเราไม่จัดการเด็กหัวขโมยคนนี้ให้เด็ดขาด เราจะเอาหน้าที่ไหนไปเจอดร.หนาน? คุณรู้ไหมว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยอื่นจ้องจะแย่งตัวดร.หนานกันตาเป็นมัน!”
ศาสตราจารย์เหลียงเข้าใจธาตุแท้ของอีกฝ่ายทันที
“อ๋อ... ที่พล่ามมาทั้งหมดก็เพื่อจะเลียแข้งเลียขาดร.หนานสินะ! แต่ผมบอกไว้เลย ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าผมไม่เซ็นอนุมัติ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ไล่เธอออก! ให้ตายยังไงผมก็ไม่เซ็น!”
คณบดีเริ่มหมดความอดทน
“ตาแก่เหลียง! ทำไมถึงได้หัวรั้นไม่เข้าเรื่องแบบนี้ หัดดูตาม้าตาเรือบ้าง อย่าว่าแต่สวี่หนานเกอตัวกระจ้อยร่อยคนเดียวเลย ต่อให้เป็นตัวคุณเอง... คิดว่ามีความสำคัญแค่ไหนเมื่อเทียบกับดร.หนาน?!”
คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำให้บรรยากาศเงียบกริบ แต่แล้วเสียงหวานที่หนักแน่นทรงพลังก็ดังแทรกขึ้นมา
สวี่หนานเกอก้าวเท้ามายืนขวางหน้าอาจารย์ของเธอ แล้วประกาศกร้าวต่อหน้าทุกคนว่า
“ถ้าไม่มีอาจารย์... ก็ไม่มีดร.หนานในวันนี้!”
[จบบท]