บทที่ 76: ละครฉากใหญ่ของสวี่อิน
สวี่หนานเกอลดโทรศัพท์มือถือในมือลง เป็นจังหวะเดียวกับที่เพลงสำหรับการเต้นรำเปิดฟลอร์เพลงแรกจบลงพอดี
ฮั่วจื่อเฉินและสวี่อินเดินเคียงคู่กันลงมาจากฟลอร์เต้นรำตรงมายังทิศทางที่เธอยืนอยู่ ทั้งสองคนถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มคนที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวพวกเขาเต็มไปด้วยคำสรรเสริญเยินยอ
ในจังหวะนั้นเอง ใครบางคนก็เดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเธอ คนผู้นั้นคือเจียงทาว ลูกน้องคนสนิทของฮั่วจื่อเฉินนั่นเอง บนใบหน้าของเขาฉายแววลำพองใจอย่างปิดไม่มิด เขาเอ่ยกับสวี่หนานเกอด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า
“ผมรู้นะว่าคุณคือ ดร.หนาน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นแล้วจะทำไม ก็เป็นแค่นักวิจัยธรรมดาคนหนึ่ง จะเอาอะไรไปเทียบชั้นกับคู่หมั้นของรองประธานฮั่วของเราได้ เธอสามารถเชื่อมสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในเมืองหลวงได้เลยนะ คอนเนกชั่นในวงสังคมชั้นสูงแบบนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
สวี่หนานเกอทำเพียงปรายตามองเขาด้วยความเย็นชา
เธอเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำพูดไร้สาระของเจียงทาว แล้วทอดสายตามองข้ามไหล่เขาไปทางด้านหลัง เธอเห็นแม่ซ่งกำลังเข็นรถเข็นพาซ่งซือซือออกมาสมทบกับซ่งจิ่นชวนและพ่อซ่ง ทั้งสี่คนยืนจับกลุ่มคุยอะไรบางอย่างกัน ดูเหมือนซ่งซือซือจะมีท่าทีตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด
สวี่หนานเกอรู้สึกเป็นห่วงซ่งซือซือขึ้นมา จึงขยับตัวเตรียมจะเดินเข้าไปดูสถานการณ์
แต่คาดไม่ถึงว่าเท้าเพิ่งจะขยับก้าวออกไป ร่างระหงของสวี่อินที่เพิ่งเดินลงจากเวทีก็เข้ามาขวางหน้าเธอเอาไว้เสียก่อน
“หนานเกอ เธอจะไปหาประธานซ่งเหรอ”
สวี่อินสังเกตเห็นสวี่หนานเกอตั้งนานแล้ว และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเดินตรงดิ่งไปหาซ่งจิ่นชวน เธอก็รีบพุ่งเข้ามาขวางหน้าด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้ม
สวี่อินยังไม่รู้ว่าซ่งซือซือก็มาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย เธอรู้เพียงแค่อย่างเดียวว่า เธอจะปล่อยให้สวี่หนานเกอมีโอกาสได้พูดคุยกับซ่งจิ่นชวนตามลำพังไม่ได้เด็ดขาด หากสวี่หนานเกอหลุดปากพูดอะไรออกไป ซ่งจิ่นชวนเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์เช็คข้อมูล สายเดียวความลับทั้งหมดของเธอก็จะแตกทันที
โชคดีที่เมื่อครู่นี้ซ่งจิ่นชวนเพิ่งจะบอกให้ไล่คนออกไป คำสั่งนั้นจึงกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีให้กับเธอ
ขอแค่ประคองสถานการณ์ให้ผ่านวันนี้ไปได้ และส่งคนตระกูลซ่งกลับไป ก็จะไม่มีใครสามารถมาเปิดโปงคำโกหกของเธอได้อีก
ทันทีที่สวี่อินเอ่ยปาก ฮั่วจื่อเฉินที่เดินตามมาก็หันมาเห็นสวี่หนานเกอเข้าพอดี วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาทันตา เขาถึงกับตะลึงค้างไปกับความงดงามของสวี่หนานเกอในค่ำคืนนี้ จนลืมขยับตัว
เดิมทีสวี่อินตั้งใจจะยืมมือฮั่วจื่อเฉินให้เป็นคนออกปากไล่สวี่หนานเกอ แต่เมื่อหันไปเห็นสายตาอันหลงใหลที่ฮั่วจื่อเฉินใช้มองน้องสาวต่างแม่คนนี้ เขากลับยืนนิ่งไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ความหึงหวงและความโกรธทำให้สวี่อินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
สวี่อินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติตัวเอง ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดูลำบากใจ
“ฉันคิดว่าทำแบบนี้มันไม่ค่อยเหมาะสมนะ ดูเหมือนประธานซ่งจะไม่อยากเจอหน้าเธอเท่าไหร่”
สวี่หนานเกอปรายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบแล้วสวนกลับทันที
“เธอเป็นใคร ถึงสะเออะมาตัดสินใจแทนประธานซ่ง”
สวี่อินรีบก้มหน้าลง แสร้งทำสีหน้าเหมือนถูกรังแกจนน่าสงสาร
เธอจะต้องรักษาภาพลักษณ์ดอกไม้สีขาวผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องนี้เอาไว้ จะให้พังทลายไม่ได้เด็ดขาด ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงหลี่หว่านรูผู้เป็นแม่ขึ้นมาจับใจ เพราะรายนั้นชี้ให้ไปซ้ายก็ไปซ้าย สั่งให้ลุยก็ลุย เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้คล่องมือที่สุด
โชคยังดีที่ฮั่วจื่อเฉินได้สติกลับมาเสียที เขาก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางแล้วเอาตัวบังปกป้องสวี่อินไว้ ก่อนจะตวาดใส่สวี่หนานเกอด้วยความโมโห
“สวี่หนานเกอ เธอพูดจาภาษาอะไรของเธอ อินอินเป็นคู่หมั้นของฉัน เธอมีสิทธิ์อะไรมาว่าอินอิน”
บรรดาแขกเหรื่อรอบข้างต่างพากันส่งเสียงสนับสนุนทันที
“นั่นสิ คุณหนูสวี่ถือเป็นเจ้าบ้านฝ่ายหญิงไปแล้วครึ่งตัว ในบรรดาแขกผู้หญิงวันนี้ ฐานะของเธอน่าจะสูงส่งที่สุดแล้ว”
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน ถึงกล้ามาพูดจาสามหาวกับคุณหนูสวี่แบบนี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย”
“เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเห็นประธานฮั่วคุยกับหล่อนอยู่ คงไม่ใช่คู่ควงที่ประธานฮั่วหิ้วมาหรอกนะ”
“ก็แค่คู่ควงเล่นๆ ไม่ใช่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเสียหน่อย จะเอาอะไรไปเทียบกับคุณหนูสวี่อินที่มีชาติตระกูล”
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เธอคร้านจะเสียเวลาฟังเสียงนกเสียงกาพวกนี้ จึงขยับตัวเดินอ้อมเตรียมจะปลีกตัวออกไป
แต่สวี่อินกลับไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ เธอรีบก้าวเข้ามาคว้าข้อมือของสวี่หนานเกอเอาไว้แน่น แล้วแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงหวังดี
“หนานเกอ วันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ เธอกับประธานซ่งเองก็มีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่ อย่าเข้าไปรบกวนท่านเลย เดี๋ยวจะพาลทำให้ความร่วมมือระหว่างฮั่วซื่อกรุ๊ปกับตระกูลซ่งเสียหายเปล่าๆ”
สวี่หนานเกอสะบัดมือออกอย่างไม่ไยดี
“ไม่ต้องมายุ่ง”
แรงที่เธอใช้สะบัดนั้นไม่ได้มากมายอะไรเลย แต่แววตาของสวี่อินกลับไหววูบอย่างเจ้าเล่ห์ เธออาศัยจังหวะนั้นทิ้งน้ำหนักตัวถอยหลังไป แล้วแกล้งล้มลงไปกองกับพื้นอย่างสวยงาม
“ว้าย!”
ฮั่วจื่อเฉินหันขวับมาจ้องหน้าสวี่หนานเกอด้วยความเดือดดาลทันที
“สวี่หนานเกอ! นี่เธอถึงกับกล้าลงไม้ลงมือเลยเหรอ ขอโทษสวี่อินเดี๋ยวนี้!”
สวี่อินคือคู่หมั้นของเขา การที่เธอถูกกระทำในสถานที่ที่มีแขกผู้มีเกียรติมากมายขนาดนี้ มันก็เท่ากับหักหน้าเขาด้วย
สวี่หนานเกอมองการแสดงของสวี่อินด้วยสายตาขบขัน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
“ฉันไม่ได้ทำ”
“ฉันเห็นกับตา เธอยังจะมาแถอีกเหรอ พยานแถวนี้เขาก็เห็นกันทั่ว”
ฮั่วจื่อเฉินสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ก่อนจะชี้หน้าด่ากราด
“สวี่หนานเกอ เธออย่าคิดว่ามีคุณอาเล็กกับคุณย่าคอยให้ท้าย แล้วจะมาทำตัวกร่างที่นี่ได้นะ ที่นี่คือฮั่วซื่อกรุ๊ป ไม่ใช่ที่บ้านที่เธอจะมาอาละวาดได้ตามใจชอบ วันนี้เธอต้องขอโทษอินอิน แล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ อย่ามาเสนอหน้าให้ระคายเคืองสายตาประธานซ่ง!”
คำประกาศของเขามีนัยแอบแฝงอยู่หลายอย่าง
เจียงทาวรีบรับลูกทันที เขาแกล้งถามขึ้นเสียงดังว่า “รองประธานฮั่ว เรื่องนี้มันยังไงกันแน่ครับ ประธานซ่งเกลียดเธอมากขนาดนั้นเลยเหรอ ทำไมล่ะครับ”
สวี่หนานเกอเองก็อยากรู้เหตุผลเหมือนกัน เธอจึงยืนนิ่งไม่โต้ตอบ แต่จ้องหน้าฮั่วจื่อเฉินเพื่อรอฟังคำตอบ
ฮั่วจื่อเฉินแค่นหัวเราะในลำคอ “ก็แหงอยู่แล้ว มันเป็นเพราะวีรกรรมที่เธอก่อไว้ที่โรงพยาบาล...”
คำพูดยังไม่ทันจบประโยคดี แขนของเขาก็ถูกสวี่อินรั้งเอาไว้เสียก่อน
เมื่อฮั่วจื่อเฉินก้มลงมอง สวี่อินก็แสร้งส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจด้วยท่าทีลำบากใจ
“เป็นเพราะหนานเกอรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เลยไปล่วงเกินประธานซ่งเข้า สาเหตุจริงๆ มันเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าไปพูดถึงเลยค่ะ”
ฮั่วจื่อเฉินเข้าใจไปเองว่า สิ่งที่สวี่อินพยายามปิดบังคือเรื่องฉาวของซ่งซือซือ หญิงสาวผู้โชคร้ายที่แต่งงานกับคนเลวทราม จนเกือบถูกสามีและแม่ผัวบีบให้ตายทั้งเป็น เรื่องพรรค์นั้นไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์และไม่ควรเอามาพูดป่าวประกาศจริงๆ
สวี่อินรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงนางเอกผู้แสนดี “พี่จื่อเฉิน หนานเกอคงแค่พลั้งมือผลักฉันแรงไปหน่อย เธอไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ ฉันไม่ต้องการคำขอโทษจากเธอหรอก”
ฮั่วจื่อเฉินขมวดคิ้วแน่นด้วยความขัดใจ “อินอิน คุณมันจิตใจดีเกินไปแล้ว!”
เขาตวัดสายตากลับมามองสวี่หนานเกอด้วยความรังเกียจ แล้วตวาดไล่
“อินอินเขาไม่ถือสาเธอแล้ว เธอยังไม่รีบไสหัวไปอีก ถ้ายังหน้าด้านอยู่ต่อ ฉันจะเรียก รปภ. มาลากตัวออกไป!”
สวี่อินรีบผสมโรงทันที “หนานเกอ เมื่อกี้ประธานซ่งพูดชัดเจนแล้วว่าไม่อยากเห็นหน้าเธอที่นี่ เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัท เธอรีบกลับไปก่อนเถอะนะ”
คำพูดรับส่งเป็นปี่เป็นขลุ่ยของทั้งคู่ ปลุกระดมให้คนรอบข้างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังขึ้น
“ตระกูลซ่งเป็นแขกคนสำคัญที่สุดในวันนี้ พวกเราต้องเอาใจเขาเป็นหลัก ผู้หญิงคนนี้ควรจะรีบออกไปได้แล้ว”
“ใช่ๆ รีบออกไปซะเถอะ อย่ามาทำตัวน่าขายหน้าอยู่แถวนี้เลย”
“หน้าตาก็สะสวย แต่ทำไมถึงได้หน้าด้านหน้าทนขนาดนี้นะ”
เจียงอิงเฉียวที่ยืนฟังอยู่นานทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาก้าวออกมาขวางหน้าปกป้องสวี่หนานเกอ แล้วตะโกนก้องด้วยความโมโห
“คุณสวี่เป็นแขกที่ประธานฮั่วเชิญมาด้วยตัวเอง ฉันอยากจะรู้นักว่าใครหน้าไหนกล้าไล่เธอ!”
สิ้นเสียงประกาศอันดุดัน กลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวก็เงียบกริบลงทันที
“ฉันกล้า!”
ฮั่วจื่อเฉินก้าวออกมาประจันหน้ากับเจียงอิงเฉียวอย่างไม่เกรงกลัว
“วันนี้ฉันจะไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไป ต่อให้คุณอาเล็กจะลงโทษฉันทีหลัง ฉันก็จะไล่เธอไปให้ได้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความร่วมมือสำคัญของบริษัทเรากับตระกูลซ่ง!”
ท่าทีเด็ดขาดของเขาเรียกเสียงชื่นชมจากคนรอบข้างได้ทันที
“รองประธานฮั่วนี่เด็ดขาดสมกับเป็นผู้นำจริงๆ”
“นารีพิฆาตชัดๆ ประธานฮั่วกับประธานซ่งไม่กินเส้นกันก็เรื่องหนึ่ง แต่ทำไมผู้หญิงข้างกายถึงไม่รู้จักวางตัว ดันมาราดน้ำมันเข้ากองไฟเสียได้”
“เลือกเมียต้องเลือกที่ความดีงาม ดูผู้หญิงคนนั้นสิ แล้วหันมาดูคุณหนูสวี่ ทั้งมีการศึกษา มีมารยาท รู้จักกาลเทศะ ที่สำคัญคือเป็นกำลังหลักช่วยรองประธานฮั่วสานสัมพันธ์กับตระกูลซ่งได้ นี่สิถึงจะเรียกว่าแม่ศรีเรือนของจริง!”
เสียงโต้เถียงที่ดังระงมเริ่มเรียกร้องความสนใจจากคนทั้งห้องจัดเลี้ยง
ทางด้านซ่งซือซือที่เพิ่งจะมารวมกลุ่มกับซ่งจิ่นชวนและพ่อซ่ง เธอถูกพี่ชายกำชับหนักหนาว่าห้ามไปสนิทสนมกับสวี่หนานเกอจนออกนอกหน้า ในขณะที่กำลังรู้สึกขัดใจอยู่นั้น หูของเธอก็แว่วเสียงเอะอะโวยวายมาจากอีกฝั่ง
เดิมทีเธอไม่อยากจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่จู่ๆ ก็สังเกตเห็นตำแหน่งของความวุ่นวายนั้น
“นั่นมันมุมตะวันออกเฉียงเหนือใช่ไหมคะ”
พ่อซ่งมองตามแล้วตอบรับ “ใช่ลูก”
ซ่งซือซือร้อนรนขึ้นมาทันที “พวกเราไปดูกันเถอะค่ะ ว่าผู้มีพระคุณเกิดเรื่องหรือเปล่า!”
พ่อซ่งหันขวับไปมองสีหน้าของลูกชายคนโตโดยอัตโนมัติ
ซ่งจิ่นชวนสูดหายใจเข้าลึก เมื่อเห็นท่าทางร้อนรนเหมือนจะขาดใจของน้องสาว สุดท้ายเขาก็จำยอมพยักหน้าอนุญาต ดังนั้นขบวนของครอบครัวตระกูลซ่งทั้งสี่คนจึงเริ่มเคลื่อนตัวตรงดิ่งมายังจุดเกิดเหตุทันที
[จบบท]