บทที่ 92: แม่
นอกเหนือจากภาพความทรงจำอันเลือนรางในวัย 4 ขวบตอนที่ถูกแก๊งค้ามนุษย์ลักพาตัวไปแล้ว สวี่หนานเกอยังหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนอายุ 3 ขวบที่ถูกทุบตีอย่างทารุณขึ้นมาได้อีกด้วย
ตามหลักความเป็นจริงแล้ว เด็กวัยเพียง 3 ขวบไม่น่าจะหลงเหลือความทรงจำใดๆ ได้มากนัก เธอเองก็จำได้เพียงภาพเลือนรางว่าเคยถูกตี แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดที่ฝังลึกในจิตใจจนกลายเป็นปมด้อยหรือเปล่า ในความฝันนั้นเธอถึงกลับได้ยินเสียงก่นด่าด้วยความเกลียดชังของหลี่หว่านรูได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
“จำใส่สมองของแกเอาไว้! ลูกสาวของฉัน... มีสิทธิ์เพียงคนเดียวที่จะได้เสวยสุขบนกองเงินกองทอง ส่วนแก... มันก็เป็นได้แค่ขยะที่เน่าเปื่อยอยู่ในท่อระบายน้ำโสโครกตลอดไปเท่านั้น!”
สวี่หนานเกอลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ขมขื่น
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะล่วงเลยมานานขนาดนี้แล้ว เธอก็ยังคงฝันร้ายถึงเรื่องเดิมๆ เหล่านี้อยู่อีก
อาจจะเป็นเพราะเก็บกดเรื่องราวเหล่านี้ไว้ในใจจนตามไปหลอกหลอนถึงในฝัน ตั้งแต่จำความได้ เธอมักจะฝันว่าตัวเองกลายเป็นสวี่อิน และมีคุณนายสวี่ผู้แสนดีเป็นแม่แท้ๆ ของเธออยู่บ่อยครั้ง
สวี่มู่เซิงที่สังเกตเห็นอาการของเธอจึงเอ่ยถามขึ้น “ละเมอว่า 3 หรือ 4 ขวบอะไรสักอย่าง เป็นอะไรหรือเปล่า”
“...เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”
สวี่หนานเกอเลือกที่จะปิดปากเงียบ ไม่อยากขุดคุ้ยแผลใจในอดีตขึ้นมาพูดถึงอีก
ร่างกายของเธอช่างน่าอัศจรรย์ หลังจากได้รับธาตุเหล็กเข้าไปชดเชย อาการป่วยออดๆ แอดๆ จากภาวะโลหิตจางก็หายเป็นปลิดทิ้ง ราวกับได้ชุบชีวิตใหม่จนกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์เต็มร้อย
เพียงแต่ร่างกายยังจำเป็นต้องสะสมธาตุเหล็กสำรองเอาไว้ จึงต้องนอนให้น้ำเกลือต่ออีกสัก 2 วัน เพราะหากโหมอัดฉีดเข้าไปในคราวเดียว ร่างกายก็อาจจะรับภาระหนักเกินไปจนเกิดผลข้างเคียงได้
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูฆ่าเวลา และพบว่าในแอปพลิเคชันเวยปั๋วมีคนเข้ามาคอมเมนต์ข้อความทิ้งไว้
บัญชีเวยปั๋วของเธอใช้ชื่อว่า ‘นักข่าวหนาน’ ซึ่งในแวดวงสื่อสารมวลชนก็นับว่าเป็นนามปากกาที่มีชื่อเสียงพอตัวในเรื่องความกัดไม่ปล่อย
คนที่มาคอมเมนต์ใช้ชื่อบัญชีว่า ‘เสี่ยวอี้’ ซึ่งเป็นแฟนคลับเดนตายที่กดติดตามผลงานของเธอมานานกว่า 2 ปีแล้ว
เสี่ยวอี้ : [คุณนักข่าวหนาน ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมถอยเด็ดขาดแม้จะต้องเจอกับตอใหญ่! ผมจะเป็นเหมือนคุณ ที่ไม่เคยก้มหัวให้กับอำนาจมืด และกล้าหาญที่จะกระชากหน้ากากคนชั่วเพื่อเปิดโปงความจริงให้สังคมได้รับรู้! ถ้าคุณได้อ่านข้อความนี้ หวังว่าคุณจะช่วยอวยพรให้ผมทำงานนี้สำเร็จด้วยนะครับ]
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย : ?
ยังไม่ทันที่เธอจะหายข้องใจ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
เจิ้งอี๋เดินนำเข้ามา ตามด้วยหลี่ฮ่าวเซวียนที่เดินก้มหน้าตัวลีบ ท่าทางของเขายังคงดูหวาดกลัวและประหม่าเหมือนเช่นเคย
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องผู้ป่วย หลี่ฮ่าวเซวียนก็เหลือบตามองสวี่หนานเกอแวบหนึ่งด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะรีบหลุบตาลงมองพื้นทันที “พี่ครับ...”
สวี่หนานเกอกับคนตระกูลหลี่ไม่ได้มีความผูกพันฉันพี่น้องอะไรกันเลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาหลี่เซิ่งเฉวียนผู้เป็นน้าชายก็โผล่มาหาเธอเพียงเพื่อจะรีดไถเงินเท่านั้น ในความทรงจำของเธอ หลี่ฮ่าวเซวียนลูกพี่ลูกน้องคนนี้เป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย และดิ้นรนด้วยลำแข้งของตัวเองจนสอบติดมหาวิทยาลัยไห่เฉิงได้
เธอจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติ “มีธุระอะไรหรือเปล่า”
หลี่ฮ่าวเซวียนรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปาก “ผม... ผมเอาหนังสือยอมความมาให้ครับ”
สวี่หนานเกอชะงักไปเล็กน้อย
หลี่ฮ่าวเซวียนหันไปสบตากับหัวหน้าทีมจ้าวที่เดินตามหลังเข้ามา แล้วขอบตาของเด็กหนุ่มก็เริ่มแดงก่ำ “ผมปรึกษาทนายมาแล้วครับ ถ้าผมเซ็นหนังสือยอมความให้ ต่อให้พี่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง โทษจำคุกก็จะลดลงเหลือไม่เกิน 10 ปีครับ”
เขาพูดยังไม่ทันจบก็ก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอก “พี่ครับ ตอนนั้นผมสติแตกทำอะไรไม่ถูก ก็เลยเผลอแจ้งตำรวจไป... ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ... พ่อของผมเขาไม่ใช่คนดี เขาทำตัวเองแท้ๆ... เป็นความผิดของผมเอง ที่ทำให้พี่ต้องมาติดร่างแหถูกขังแบบนี้”
หัวหน้าทีมจ้าวที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วแล้วพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ต่อให้ผู้ตายจะเป็นคนเลวแค่ไหน ก็ต้องให้กฎหมายเป็นตัวตัดสิน ไม่ใช่พวกคุณจะมาตั้งศาลเตี้ยตัดสินกันเองว่าใครสมควรตาย”
หลี่ฮ่าวเซวียนเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตา เขาตะโกนเสียงสั่นเครือ “ผมเคยแจ้งตำรวจแล้ว! ตอนที่เขาบ้าพนัน ผมก็แจ้งจับเขาไปแล้ว แต่พวกคุณจับเขาไปขังแค่เดือนเดียวก็ปล่อยออกมา เขาก็กลับมาผลาญเงินเล่นพนันต่อจนหมดตัว บ้านก็ถูกยึด แม่ผมทนไม่ไหวต้องหนีไป ผมไม่มีที่ซุกหัวนอน... ผมต้องปากกัดตีนถีบหาเงินส่งตัวเองเรียน แต่เงินทุนการศึกษาที่ผมหามาได้ก็ถูกเขาขโมยไปจนเกลี้ยง! ขนาดผมเป็นลูกชายแท้ๆ เขายังทำกับผมขนาดนี้ แล้วนับประสาอะไรกับพี่หนานเกอ พวกคุณไม่เคยรับรู้ความเจ็บปวดของพวกเรา ก็อย่ามายืนบนหอคอยงาช้างแล้วชี้นิ้วสั่งสอนพวกเราเรื่องศีลธรรม!”
เขาปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “ผมรู้ว่าลูกไม่ควรพูดแบบนี้ ตอนที่เห็นเขานอนตาย ผมทำอะไรไม่ถูก แต่ลึกๆ ในใจผมกลับรู้สึกดีใจด้วยซ้ำ!”
พูดจบเขาก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ “ผมนี่มันเลวระยำจริงๆ พ่อตายทั้งคน แต่ผมกลับรู้สึกโล่งอกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ต่อให้ต้องก้มหน้าใช้หนี้ 5 ล้านหยวนที่เขาทิ้งไว้ให้ ผมก็ยังมองเห็นอนาคตมากกว่าตอนที่เขายังอยู่... พวกคุณไม่เข้าใจหรอก การมีชีวิตอยู่ของเขา มันก็เหมือนปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อพวกเราไม่รู้จักจบจักสิ้น...”
เสียงร้องไห้ของเขาบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทุกคน
หัวหน้าทีมจ้าวได้แต่ยืนนิ่ง สีหน้าเคร่งเครียด พูดไม่ออก
ภายในห้องผู้ป่วยที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของเด็กหนุ่มที่ดังระงม
สวี่หนานเกอนั่งนิ่งเงียบ
ชีวิตของเธอที่ผ่านมา แม้คนภายนอกจะมองว่าสวยหรู เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เนื้อในที่เน่าเฟะของครอบครัวเธอก็ไม่ได้ดีไปกว่าชีวิตของหลี่ฮ่าวเซวียนสักเท่าไหร่
อย่างน้อยๆ หลี่เซิ่งเฉวียนก็ไม่เคยปล่อยให้ลูกชายตัวเองต้องอดมื้อกินมื้อ...
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่ฮ่าวเซวียนก็เริ่มสงบสติอารมณ์ได้ เขาปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืน “ขอโทษครับ ผม... ผมฟูมฟายเกินไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร” หัวหน้าทีมจ้าวตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ “ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของคุณดี”
สวี่หนานเกอจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ขอบใจนะสำหรับหนังสือยอมความ แต่... ฉันรับไว้ไม่ได้ ฉันบอกไปแล้วว่า ฉันไม่ใช่ฆาตกร”
หลี่ฮ่าวเซวียนชะงักกึก สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “พี่ครับ ผม... ผมไปถามมาแล้วจริงๆ นะ ถ้าพี่ยอมรับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด ศาลอาจจะเมตตาลดโทษเหลือแค่ 3 ปี แต่ถ้าพี่ยังดื้อดึงปฏิเสธจนถึงที่สุด พี่อาจจะโดนโทษหนักถึง 10 ปีเลยนะครับ...”
“ฉันรู้”
สวี่หนานเกอตอบกลับด้วยแววตามุ่งมั่น “แต่ความจริงก็คือความจริง คนไม่ได้ตายเพราะฉัน ฉันก็ไม่มีวันยอมรับผิด”
หลี่ฮ่าวเซวียนยืนอึ้ง พูดไม่ออก ผ่านไปสักพัก เขาหันไปถามหัวหน้าทีมจ้าวด้วยคำถามที่ซื่อจนน่าสงสาร “ในฐานะที่ผมเป็นลูกชายผู้ตาย ผมขอไม่เอาเรื่องในคดีนี้ได้ไหมครับ”
หัวหน้าทีมจ้าวถอนหายใจ “...ไม่ได้ครับ นี่เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ ต่อให้คุณไม่ติดใจเอาความ ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปครับ”
“...”
หลี่ฮ่าวเซวียนขบกรามแน่น หันกลับมามองสวี่หนานเกอด้วยแววตาหมองหม่น “ถ้าอย่างนั้น ผมก็คงช่วยอะไรพี่ไม่ได้แล้ว”
สวี่หนานเกอส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เป็นไร แค่น้ำใจของเธอก็พอแล้ว”
หลี่ฮ่าวเซวียนคอตก “พี่พักผ่อนเถอะครับ ผม... ผมขอตัวกลับก่อน...”
“อืม”
หลี่ฮ่าวเซวียนเดินไปถึงหน้าประตู จู่ๆ ก็ชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับมาหาตำรวจหนุ่ม “หัวหน้าทีมจ้าวครับ เงินสดที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ คุณช่วยคืนให้ผมก่อนได้ไหมครับ นั่นเป็นเงินที่ผมไประดมยืมเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยมา...”
เงินจำนวนนั้นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น บางส่วนเปื้อนคราบเลือดของผู้ตาย จึงถูกเจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมไปเป็นวัตถุพยานที่สถานีตำรวจ
หัวหน้าทีมจ้าวส่ายหน้าปฏิเสธ “ทางเรามีระเบียบปฏิบัติที่เคร่งครัด ของกลางเหล่านั้นถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดี ตอนนี้ยังคืนให้ไม่ได้ครับ ต้องรอจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นและแน่ใจว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับรูปคดีแล้ว ถึงจะทำเรื่องคืนให้ได้”
หลี่ฮ่าวเซวียนหน้าซีดเผือด “แต่นั่นเป็นเงินค่ากินค่าอยู่เดือนหน้าของเพื่อนๆ ผมทั้งหอพักเลยนะครับ... ผมรับปากพวกเขาเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะรีบเอาไปคืน”
เด็กเหล่านี้ล้วนต้องทำงานพิเศษส่งตัวเองเรียน เงินทุกหยวนทุกเหมาจึงมีความหมายต่อการดำรงชีพอย่างยิ่ง
เงิน 2 หมื่นหยวนที่หายไป ย่อมส่งผลกระทบต่อปากท้องของพวกเขาทั้งกลุ่ม
สวี่หนานเกอหรี่ตามองเด็กหนุ่มตรงหน้า
เธอเอ่ยขึ้นเรียบๆ “เดี๋ยวก่อน”
หลี่ฮ่าวเซวียนหันขวับกลับมา
สวี่หนานเกอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความ “ฉันจะให้จี้หมิงเอาเงินสดให้เธอ 2 หมื่น เอาไปคืนเพื่อนแก้ขัดไปก่อน”
ดวงตาที่สิ้นหวังของหลี่ฮ่าวเซวียนกลับมามีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง “ขอบคุณครับพี่! ถ้าผมได้เงินคืนจากสถานีตำรวจเมื่อไหร่ ผมจะรีบเอามาคืนพี่ทันทีครับ”
สวี่หนานเกอกดส่งข้อความหาลูกน้องคนสนิท
เพียงไม่กี่นาที จี้หมิงก็เดินเข้ามาพร้อมซองเงินสด 2 หมื่นหยวน แล้วยื่นให้กับหลี่ฮ่าวเซวียน
เด็กหนุ่มรับเงินมาด้วยมือที่สั่นเทา ขอบตาร้อนผ่าว “พี่ครับ พ่อผมสร้างปัญหาให้พี่มามากแล้ว ทั้งรีดไถเงิน ทั้งสร้างเรื่อง พี่สบายใจได้เลยนะครับ เรียนจบเมื่อไหร่ผมจะทำงานหาเงินมาคืนพี่ทุกหยวนทุกเหมา”
“ไม่ต้องคิดมาก เขาคือเขา เธอคือเธอ คนละคนกัน”
สิ้นเสียงของสวี่หนานเกอ เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ‘แชะ!’
ทุกคนในห้องหันขวับไปมองที่ต้นเสียงพร้อมกัน ปรากฏร่างของผู้ชายผอมแห้งคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหน้า กำลังถือโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ไว้ด้วยแววตาตื่นเต้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนรู้ตัวแล้ว ชายคนนั้นก็พุ่งพรวดเข้ามากลางวง “หลี่ฮ่าวเซวียน! ฉันก็สงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมนายถึงยอมออกหนังสือยอมความให้ฆาตกรที่ฆ่าพ่อตัวเอง ที่แท้ก็มีการใช้เงินอุดปากกันนี่เอง! นายมันอกตัญญู! เห็นแก่เงินจนไม่เห็นหัวพ่อบังเกิดเกล้า!”
ด่ากราดเสร็จ เขาก็หันปากกระบอกปืนมาทางสวี่หนานเกอ
พอเห็นว่าหญิงสาวมีสีหน้าสดใส เลือดฝาดสมบูรณ์ แตกต่างจากคนป่วยใกล้ตายอย่างสิ้นเชิง เขาก็แสยะยิ้มเยาะเย้ย “ไหนลือกันว่าป่วยหนักเจียนตายจนได้สิทธิ์ประกันตัวออกมาไง? สภาพคนใกล้ตายเขาหน้าตาแบบนี้เหรอ?”
เขายกโทรศัพท์ขึ้นจ่อถ่ายหน้าสวี่หนานเกอในระยะประชิด “สรุปแล้วไอ้พวกทายาทเศรษฐีก็มีอภิสิทธิ์เหนือคนจนตลอดสินะ ไม่ว่าจะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ก็หาช่องโหว่ทางกฎหมายเอาตัวรอดได้เสมอ!”
เขาหันกล้องไปทางตำรวจหนุ่ม “นี่หรือคือความยุติธรรมที่พวกคุณมอบให้ประชาชน?”
หัวหน้าทีมจ้าวขมวดคิ้วแน่น ตวาดเสียงดัง “ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม ไม่อนุญาตให้นักข่าวเข้ามา! เชิญคุณออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ผมไม่ออก!” นักข่าวหนุ่มตะโกนสวนอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมหันกล้องไปรอบๆ “ผมกำลังไลฟ์สดอยู่! ตอนนี้คนทั้งประเทศกำลังดูพฤติกรรมของพวกคุณอยู่ ผมจะกระชากหน้ากากพวกคุณให้สังคมได้เห็น!”
หัวหน้าทีมจ้าวพุ่งตัวเข้าไปแย่งโทรศัพท์เพื่อจะจับกุม “คุณกำลังละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่!”
“ถ้าคดีไม่มีความโปร่งใส ก็จะมีคนชั่วลอยนวล! ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมมีสิทธิ์ที่จะทวงถามความจริง!”
นักข่าวตัวเล็กใจใหญ่เถียงฉอดๆ อย่างไม่ลดละ
แต่ความว่องไวของตำรวจย่อมเหนือกว่า หัวหน้าทีมจ้าวแย่งโทรศัพท์มาได้และกดตัดสัญญาณถ่ายทอดสดทันที ก่อนจะตวาดด้วยความเดือดดาล “คุณชื่ออะไร! สังกัดสำนักข่าวไหน! ผมจะดำเนินคดีกับคุณให้ถึงที่สุด!”
นักข่าวหนุ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย “คุณอย่ามาขู่ผมให้ยาก! ไอดอลของผมคือ ‘นักข่าวหนาน’ ผู้ยิ่งใหญ่! ขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ปล่อยน้ำเสีย เธอยังกล้าแฉจนยับเยิน ผมยึดถือเธอเป็นแบบอย่าง ผมไม่กลัวอิทธิพลมืดหน้าไหนทั้งนั้น ผมต้องการแค่ความจริง!”
สวี่หนานเกอที่นั่งฟังอยู่นิ่งๆ ถึงกับเบิกตากว้าง : ??
ความทรงจำเกี่ยวกับข้อความในเวยปั๋วเมื่อครู่แล่นเข้ามาในหัวทันที เธอถามออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “นาย... นายคือเสี่ยวอี้เหรอ?”
นักข่าวหนุ่มชะงักกึก หันมามองเธอด้วยความแปลกใจ “คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง?”
[จบบท]