บทที่ 99: ความทรงจำที่ถูกเหยียบย่ำ
ซ่งจิ่นชวนตอบกลับข้อความของผู้เป็นพ่อด้วยประโยคสั้นๆ ว่า [ตกลงครับ]
ทางด้านแม่ซ่งที่เห็นข้อความในกลุ่มแชทครอบครัวเช่นกัน ก็หันไปมองสามีด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกว่าจะขำหรือจะสงสารดี เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “คุณนี่จริงๆ เลยนะ... คุณนายสวี่เธอเลี้ยงลูกสาวมากับมือตั้งกี่สิบปี จะไปจำหน้าลูกตัวเองผิดได้ยังไงกัน! ต้องเป็นคุณนั่นแหละที่ความจำเลอะเลือน เรื่องมันผ่านมาตั้งนานขนาดนั้นแล้ว!”
พ่อซ่งหัวเราะร่าพลางแก้ต่างให้ตัวเอง “ผมก็จำหน้าตาและน้ำเสียงของท่านหญิงหนานได้ไม่แม่นแล้วจริงๆ นั่นแหละ ยี่สิบกว่าปีแล้วนะที่ไม่ได้เจอท่าน สวี่หนานเกอจะหน้าเหมือนท่านหญิงหรือเปล่า เดี๋ยวพวกเราเอารูปถ่ายมาเทียบดูก็รู้แล้วไม่ใช่หรือไง?”
แม่ซ่งทำท่าจะแย้งต่อ แต่จังหวะนั้นเองหน้าจอโทรศัพท์ก็เด้งแจ้งเตือนรูปภาพที่ถูกส่งเข้ามา
พ่อซ่งรีบกดเปิดดูด้วยความกระตือรือร้น ทว่าเพียงครู่เดียวแววตาคาดหวังก็เปลี่ยนเป็นความผิดหวัง “รูปนี้มันเก่านานเกินไปแล้วจริงๆ ทั้งสีเพี้ยน ทั้งไม่ชัดเจน ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าเป็นใคร!”
แม่ซ่งขยับเข้ามาเพ่งมองใกล้ๆ “ภาพแตกหมดแล้วจริงๆ ด้วย ฉันว่าคุณคิดมากไปเองแล้วล่ะมั้ง!”
พ่อซ่งได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดาย
แต่แล้วเสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้นอีกครั้ง ซ่งจิ่นชวนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนส่งข้อความเข้ามาช่วยแก้ปัญหา [เดี๋ยวนี้ร้านถ่ายรูปมีเทคโนโลยีซ่อมแซมภาพเก่าแล้วครับพ่อ เดี๋ยวผมจัดการเอาไฟล์ภาพไปให้เขาช่วยกู้คืนให้ดีไหมครับ]
ดวงตาที่หม่นแสงลงของพ่อซ่งกลับมาเป็นประกายมีความหวังอีกครั้ง [เอาสิ]
แม่ซ่งเห็นความดื้อดึงของสามีก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ “เอาเถอะๆ พ่อลูกเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียว แต่ฉันจำได้ว่าการซ่อมแซมภาพถ่ายต้องใช้เวลาพอสมควร รอให้ได้รูปที่ชัดเจนกลับมาก่อน แล้วคุณค่อยมานั่งจับผิดให้ตาแฉะไปเลยก็แล้วกัน”
สองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
...
ช่วงค่ำที่โรงพยาบาล
ซ่งซือซือเอ่ยลาเพื่อนสาวคนสนิทด้วยความอาลัยอาวรณ์ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “แน่ใจนะคะว่าไม่ต้องให้ฉันอยู่ทานมื้อค่ำเป็นเพื่อนจริงๆ? อยู่คนเดียวในห้องกว้างๆ แบบนี้มันเหงาแย่เลยนะคะ”
สวี่หนานเกอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเป็นประกายลึกซึ้ง “ไม่ต้องหรอก”
เพราะมี ‘บางคน’ รับปากไว้ดิบดีก่อนจะจากไปว่า จะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ
หลังจากส่งคนตระกูลซ่งกลับไปแล้ว ความเงียบสงบก็เข้ามาปกคลุมห้องพักผู้ป่วยวีไอพีแห่งนี้อีกครั้ง
สวี่หนานเกอก้มมองนาฬิกาข้อมือ เข็มสั้นชี้บอกเวลาหกโมงเย็นพอดี
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังแว่วมาจากหน้าประตู เธอรีบเงยหน้ามองไปที่ทางเข้าทันที หัวใจเต้นผิดจังหวะไปเล็กน้อยด้วยความคาดหวังที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันรู้ตัว
“แอ๊ด...”
บานประตูถูกผลักเปิดออก
ทว่าคนที่เดินเข้ามากลับเป็นเยี่ยเย่ สายตาของสวี่หนานเกอมองเลยผ่านไหล่ของเขาไปด้านหลังโดยอัตโนมัติ เพื่อมองหาร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย แต่ความว่างเปล่าเบื้องหลังนั้น... กลับทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ
สวี่หนานเกอชะงักไป สีหน้าเรียบตึงขึ้นเล็กน้อย
เยี่ยเย่กระแอมไอแก้เก้อหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “คุณสวี่ครับ คือว่า... คืนนี้บอสติดธุระด่วนจริงๆ ครับเลยมาไม่ได้ ก็เลยสั่งให้ผมเอาอาหารค่ำมาส่งให้คุณแทน”
ประกายในดวงตาของหญิงสาวหม่นแสงลงวูบหนึ่ง เธอพยักหน้าเบาๆ พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “อืม ขอบใจนะ”
แม้จะเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แต่ความผิดหวังก็ยังคงกัดกินความรู้สึกอยู่ดี
...
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่หนานเกอเตรียมตัวทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล
ตอนที่เธอถูกส่งตัวมาแอดมิด ข้าวของเครื่องใช้แทบไม่ได้ติดตัวมาด้วย ดังนั้นตอนออกจึงมีเพียงตัวเปล่าและกระเป๋าใบเล็กๆ เท่านั้น
หญิงสาวเดินไปที่หน้าต่าง กวาดสายตามองลงไปด้านล่าง ก็เห็นกลุ่มนักข่าวกำลังปักหลักรออย่างไม่ลดละ พวกเขาแบกกล้องตัวใหญ่ นั่งยองๆ เฝ้ารอเหยื่ออย่างอดทนอยู่ที่หน้าตึกผู้ป่วย
สวี่หนานเกอเลิกคิ้วมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา เธอไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวครึกโครม และที่สำคัญ เธอไม่ได้รอให้ฮั่วเป่ยเยี่ยนมารับเหมือนอย่างเคย เธอเพียงแค่แจ้งบอดี้การ์ดของตระกูลฮั่วสั้นๆ แล้วอาศัยจังหวะเผลอแอบหนีออกทางประตูหลังอย่างเงียบเชียบ
รถแท็กซี่พาเธอมาส่งยังจุดหมายปลายทาง คือเขตชุมชนเก่าซอมซ่อที่เธอเช่าพักอาศัยอยู่
หญิงสาวกระชับหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า แล้วก้าวลงจากรถ เดินตรงไปยังหน้าประตูห้องพักของตัวเอง
มือเรียวกำลังจะล้วงกุญแจออกมาไขประตู แต่แล้วร่างของใครบางคนก็พุ่งพรวดออกมาจากมุมมืดของโถงทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนที่คุ้นหู “คุณสวี่ครับ! ขอถามหน่อยครับว่าอาการป่วยของคุณหายดีแล้วเหรอครับ? แล้วทำไมถึงยังไม่ไปมอบตัวที่สถานีตำรวจอีกครับ?”
สวี่หนานเกอตั้งสติแล้วหันไปมอง ก็พบว่าเป็น ‘เสี่ยวอี้’ นักข่าวจอมตื๊อคนเดิม
ช่างเป็นคนที่มีความพยายามและจมูกไวจริงๆ
เขารู้ดีว่าระบบรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลนั้นเข้มงวดดั่งป้อมปราการ ไม่มีทางที่จะเข้าถึงตัวเธอได้แน่ๆ ก็เลยเลือกที่จะมาดักรอที่หน้าบ้านแทน...
แววตาของสวี่หนานเกอขรึมลงทันที น้ำเสียงเย็นเยียบ “คุณรู้ที่อยู่ฉันได้ยังไง?”
เสี่ยวอี้ยกกล้องขึ้นเล็งมาที่เธอพลางยิงคำถามอย่างไม่เกรงกลัว “คุณสวี่ครับ ยุคนี้โลกอินเทอร์เน็ตมันเชื่อมถึงกันหมดแล้วนะครับ มี ‘ผู้หวังดี’ เอาข้อมูลที่อยู่ของคุณมาแฉในเน็ตเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคุณอย่าคิดว่าจะหนีความรับผิดชอบทางกฎหมายไปได้นะครับ!”
สวี่หนานเกอแค่นหัวเราะในลำคอ ผู้หวังดีที่ว่าคงหนีไม่พ้นสวี่อินแน่ๆ!
เสี่ยวอี้ขยับตัวรุกคืบเข้ามาอีกก้าว “ดูจากสีหน้าของคุณแล้วน่าจะหายดีแล้ว รบกวนช่วยตอบคำถามของผมด้วยครับ อย่าเงียบครับ!”
สวี่หนานเกอตอบกลับเสียงเรียบ “คดียังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน รายละเอียดทั้งหมดขอให้เชื่อมั่นในการตัดสินของตำรวจ นอกเหนือจากนี้ฉันไม่มีอะไรจะพูดค่ะ”
พูดจบ เธอก็ไขกุญแจเปิดประตูห้องทันที
เสี่ยวอี้รีบถลันตัวเข้ามาขวางหน้าประตูไว้ ทำท่าเหมือนจะกันไม่ให้เธอเข้าไปหลบในห้อง
สวี่หนานเกอจึงกดเสียงต่ำลงอย่างน่าเกรงขาม “นักข่าวเสี่ยวอี้ บุกรุกเคหสถานยามวิกาลมันผิดกฎหมายอาญานะ เป็นนักข่าวจะหาหลักฐานก็ต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง! คุณแน่ใจนะว่าจะยืนขวางประตู ไม่ยอมให้ฉันเข้าบ้าน?”
นักข่าวเสี่ยวอี้ชะงักกึกไปครู่หนึ่งเมื่อเจอไม้แข็ง
สวี่หนานเกอสะบัดผมอย่างไม่ยี่หระ แล้วผลักประตูเดินเข้าไป...
แต่วินาทีต่อมา ฝีเท้าของเธอก็ต้องหยุดชะงักลงราวกับถูกสาป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสภาพห้องที่เละเทะ ข้าวของเครื่องใช้ของเธอถูกรื้อค้นและยัดลงไปในกล่องลังใบใหญ่อย่างลวกๆ เจ้าของบ้านวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนยืนเท้าเอว จ้องมองเธอด้วยสีหน้าถมึงทึง “เธอมาก็ดีแล้ว! รีบเอาขยะพวกนี้ออกไปให้พ้นๆ ห้องนี้ฉันไม่ให้เช่าแล้ว!”
สวี่หนานเกอยืนนิ่งด้วยความงุนงง “ทำไมคะ?”
“ยังจะมาถามว่าทำไมอีก?” เจ้าของบ้านร่างอ้วนตวาดเสียงดังอย่างรำคาญ “ที่อยู่บ้านฉันถูกเอาไปประจานว่อนเน็ตหมดแล้ว ถ้าขืนฉันยังให้ฆาตกรอย่างเธอเช่าบ้านอยู่ ต่อไปบ้านหลังนี้ฉันจะขายออกได้ยังไง? คงได้กลายเป็นบ้านผีสิงกันพอดี! เธอย้ายออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เวลาที่เขาตะโกน ไขมันบนใบหน้าก็สั่นกระเพื่อมตามแรงอารมณ์ ดูแล้วน่ารังเกียจมากกว่าน่ากลัว
สวี่หนานเกอขบกรามแน่น พยายามข่มอารมณ์แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตำรวจยังไม่ได้ตัดสินโทษฉันเลย ฉันกลายเป็นฆาตกรตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เจ้าของบ้านร่างอ้วนแสยะยิ้มเยาะเย้ย “ตอนนี้ในเน็ตใครๆ เขาก็รู้กันหมดแล้วว่าเธอน่ะแค่อยากจะหนีความผิด! หลักฐานมันทนโท่!”
“อ้อ ที่แท้เดี๋ยวนี้ใครทำผิดกฎหมาย หรือไม่ผิดกฎหมาย ชาวเน็ตเป็นคนตัดสินสินะ? งั้นจะมีตำรวจกับกฎหมายไว้ทำไม?”
คำพูดที่รุนแรงและตอกกลับอย่างเจ็บแสบของสวี่หนานเกอทำเอาเจ้าของบ้านร่างอ้วนถึงกับหน้าแดงก่ำเพราะเถียงไม่ออก
เมื่อจนตรอกด้วยเหตุผล ความอับอายก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว เขาตรงเข้าไปหิ้วกล่องลังที่บรรจุข้าวของของสวี่หนานเกอ แล้วเหวี่ยงมันออกไปนอกประตูอย่างไม่ไยดี “บ้านนี้เป็นของฉัน ฉันบอกไม่ให้เช่าก็คือไม่ให้เช่า! ในเมื่อเธอพูดไม่รู้เรื่อง ไม่ยอมไสหัวไปดีๆ งั้นก็อย่าหาว่าฉันรังแกผู้หญิง!”
“เพล้ง! ปัง!”
เสียงกล่องกระดาษกระแทกพื้นปูนด้านนอกอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงคล้ายกระจกแตก ข้าวของข้างในกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นทางเดิน
เจ้าของบ้านร่างอ้วนใช้ร่างกายที่เต็มไปด้วยไขมันยืนขวางประตูไว้ “เก็บขยะของเธอ แล้วไสหัวไปเดี๋ยวนี้! บ้านของฉันไม่มีวันให้คนอย่างเธอเหยียบ!”
ดวงตาของสวี่หนานเกอวาวโรจน์ด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน!
เธอตั้งใจจะสั่งสอนเจ้าของบ้านหน้าเลือดคนนี้ให้รู้สำนึกสักหน่อย แต่หางตาก็เหลือบไปเห็นสิ่งของบางอย่างท่ามกลางกองข้าวของที่ระเกะระกะอยู่บนพื้น...
มันคือกรอบรูปที่มีรูปถ่ายคู่ของเธอกับ ‘คุณนายสวี่’
นั่นเป็นรูปที่ถ่ายคู่กับคุณนายสวี่ตอนงานวันเกิดอายุสิบสามปีของเธอ รูปใบนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่อยู่เป็นเพื่อนเธอมาเกือบสิบปี! เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเดียวที่เธอมี
ทว่าตอนนี้... กรอบรูปไม้ที่สวยงามได้แตกละเอียด เศษกระจกแหลมคมบาดลึกลงไปบนเนื้อภาพถ่ายจนเป็นรอยร้าว
หัวใจของสวี่หนานเกอกระตุกวูบ เธอรีบหันหลังกลับ ตั้งใจจะพุ่งเข้าไปเก็บมันขึ้นมาเพื่อปกป้องความทรงจำสุดท้าย...
แต่ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ จำนวนมากก็ดังสนั่นมาจากโถงทางเดิน กองทัพนักข่าวกว่าเจ็ดแปดคนโผล่ออกมาดักหน้าดักหลัง เข้ามาอออยู่ที่หน้าบันไดแคบๆ แล้วบีบสวี่หนานเกอจนถอยร่นไปจนมุมกำแพง
“คุณสวี่ครับ! ทำไมคุณถึงยื่นขอประกันตัวครับ? มีอิทธิพลมืดหนุนหลังเหรอครับ?”
“หลักฐานครบถ้วนขนาดนั้น คุณชัดเจนว่าฆ่าคนตายโดยประมาท ทำไมถึงไม่กล้ายอมรับความผิดของตัวเองครับ?”
“คุณเก็บของแบบนี้วางแผนจะหนีไปต่างประเทศใช่ไหมครับ?”
“คนตายเป็นลุงแท้ๆ ของคุณ เขาตายต่อหน้าต่อตาคุณ คุณไม่รู้สึกผิดบาปบ้างเลยเหรอครับ?”
“คุณให้เงินลูกชายผู้ตาย ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไรครับ? สำนึกผิดอยากชดเชย? หรือว่าใช้เงินฟาดหัวซื้อใบยอมความ?”
“...”
คำถามมากมายถาโถมเข้ามาดั่งพายุ แต่สวี่หนานเกอไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นเลย สายตาของเธอจับจ้องไปที่รูปถ่ายใบนั้นเพียงอย่างเดียว เธอรีบก้มตัวลง เอื้อมมืออันสั่นเทาหวังจะเก็บเศษซากความทรงจำนั้นขึ้นมา
แต่พวกนักข่าวกลับกรูกันเข้ามาแย่งพื้นที่เพื่อจะได้ภาพที่ดีที่สุด รองเท้าหนังราคาแพงของใครคนหนึ่งเหยียบย่ำลงไปบนใบหน้าในรูปถ่ายใบนั้นเต็มแรง!!
วินาทีนั้น ราวกับมีบางอย่างในใจของเธอขาดผึง
ดวงตาดอกท้อที่เคยสงบนิ่งของสวี่หนานเกอระเบิดความอำมหิตออกมาในชั่วพริบตา! รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนคนรอบข้างสัมผัสได้
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาโหดเหี้ยมดั่งสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ จ้องมองไปยังกลุ่มคนตรงหน้า ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาสองคำด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
“หลีกไป”
[จบบท]