เมื่อซ่งเยี่ยนล้างชามเสร็จกลับมา ก็เห็นเจียงชิงเยว่ถืออ่างน้ำ ฮัมเพลงเบา ๆ ออกไปล้างหน้าแปรงฟัน
พอกลับไปดูที่นอนของตน ก็พบว่าเสื่อฟางที่เดิมว่างเปล่า บัดนี้มีฟูกกับผ้าปูเตียงหนานุ่มปูทับไว้เรียบร้อย
ซ่งเยี่ยนยืนนิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอดรองเท้าแล้วเอนกายลงนอน ค่อย ๆ หลับตาลง
ในใจพลันเกิดความคิดประหลาดขึ้นมาอย่างหนึ่ง
หวังว่าครั้งนี้ เขาจะไม่เดิมพันพลาด
……
วันถัดมา
คงเพราะในที่สุดก็ได้นอนบนเตียง เจียงชิงเยว่จึงตื่นสายเป็นครั้งแรก
เมื่อนางค่อย ๆ ลืมตา บิดขี้เกียจแล้วลงจากเตียง ซ่งเยี่ยนก็แต่งตัวเรียบร้อย ราวกับเตรียมจะออกจากบ้านแล้ว
เจียงชิงเยว่ขยี้ตาที่ยังงัวเงีย
“เจ้าจะออกไปหรือ?”
ซ่งเยี่ยนไม่มองนาง เพียงตอบ “อืม” คำหนึ่ง
“เดี๋ยวข้าต้องออกไปข้างนอก ฟืนกับน้ำ ข้าจัดการไว้ให้แล้ว”
เจียงชิงเยว่ตกใจ รีบวิ่งไปดูในครัว
โอ่งน้ำเต็มจริง ๆ ข้างเตาก็มีกองฟืนที่ผ่าไว้เรียบร้อยแล้วจริง ๆ
นางจึงรีบตะโกนไปข้างนอก
“เจ้ารอก่อน”
พูดจบก็รีบนำซาลาเปาเนื้อที่ซื้อเมื่อวานมาอุ่นในหม้ออย่างง่าย ๆ แล้วใช้กระดาษน้ำมันห่อสองลูกส่งให้เขา
“อาหารเช้า เจ้าถือไปกินระหว่างทางเถอะ ตอนเที่ยงเจ้ากลับมาหรือไม่ ต้องเหลือข้าวไว้ให้ไหม?”
ซ่งเยี่ยนมองนางเรียบ ๆ แล้วเอ่ยสองคำ
“กลับมา”
เจียงชิงเยว่เห็นวันนี้เขาไม่ได้สวมชุดยาวบัณฑิต แต่ใส่เสื้อผ้ารัดกุมคล่องตัว ก็อดคิดไม่ได้ว่าบุรุษผู้นี้เช้าตรู่ลับ ๆ ล่อ ๆ จะไปไหนกัน
แต่ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมา ไม่นานนางก็นึกถึงข้อตกลงที่ต่างฝ่ายไม่ก้าวก่ายกัน จึงหมดความสนใจจะสืบถามทันที
เขาไม่อยู่ก็ดี
พอดีเช้านี้นางจะได้เริ่มทำสบู่หอม
หลังมื้อเช้า เจียงชิงเยว่ก็หั่นมันเปลวหมูที่ซื้อมาเมื่อวานเป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำใส่หม้อ ใช้ไฟแรงลวกก่อนหนึ่งรอบ แล้วค่อยเติมน้ำตุ๋นต่อ
ทำเช่นนี้ น้ำมันหมูที่ได้จะใสสะอาด อีกทั้งกลิ่นหอมยิ่งขึ้น
ไม่นาน ซ่งตงเหมยก็ถูกกลิ่นหอมทั่วลานล่อมา
“พี่สะใภ้สาม วันนี้พวกเราจะทำสบู่หอมใช่ไหม?”
เจียงชิงเยว่ยิ้มแล้วตอบอืม
“เจ้ามาพอดี ช่วยข้าดูหม้อไว้ ข้าจะไปทำน้ำด่าง”
ซ่งตงเหมยร้อง “อ้อ” แล้วยืนเฝ้าหน้าเตา พลางมองหม้อ พลางมองการเคลื่อนไหวในมือเจียงชิงเยว่
เห็นนางตักขี้เถ้าจากเตาออกมา ร่อนผ่านตะแกรงถี่ก่อน จากนั้นเติมน้ำแช่ไว้ แล้วใช้ผ้าขาวบางกรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซ่งตงเหมยมองจนงุนงง
“พี่สะใภ้สาม เจ้าทำน้ำนั่นไปทำอะไร?”
เจียงชิงเยว่ทำไปอธิบายไป
“น้ำที่กรองออกมา นี่เป็นของที่ขาดไม่ได้ในการทำสบู่หอม กรองเสร็จแล้วต้องพักไว้ครึ่งวัน ถึงจะใช้ได้ดี”
ซ่งตงเหมยพยักหน้าเข้าใจคร่าวๆแล้ว
“ข้าดูเป็นแล้ว ข้าทำเอง ท่านไปดูหม้อเถอะ”
เจียงชิงเยว่ตอบรับ แล้วมอบงานกรองน้ำขี้เถ้าให้ซ่งตงเหมย
ทั้งสองยุ่งกันตลอดเช้า เจียวมันเปลวที่ซื้อมาจนหมด ทั้งยังกรองน้ำขี้เถ้าได้ถังใหญ่
ขณะกำลังเตรียมถอนขนไก่ทำมื้อกลางวัน จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงด่าทอดังมาจากเรือนข้าง ๆ
เจียงชิงเยว่มองซ่งตงเหมยอย่างประหลาดใจ
“นี่ด่าใครกัน?”
ซ่งตงเหมยเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
“เมื่อเช้าตอนข้าออกมา พี่สะใภ้รองก็บ่นกระปอดกระแปดอยู่แล้ว บอกว่าท่านแม่แอบเอาของมาช่วยท่านกับพี่สาม เมื่อวานยังแอบมากินเกี๊ยว”
“วันนี้ลานบ้านเจ้ามีกลิ่นเนื้อหอมเต็มไปหมด นางคงอิจฉาอีก คิดว่าเงินซื้อเนื้อนี่ท่านแม่แอบให้มา”
เจียงชิงเยว่ยิ้มแห้ง
“ที่แท้ก็ด่าข้า”
ซ่งตงเหมยถอนหายใจอย่างจนใจ
“ท่านแม่ไม่ให้ข้าเถียง บอกให้นางด่าสองคำให้สะใจก็พอ ยังบอกว่าต่อไปไม่ให้ข้ามากินข้าวฝั่งท่านอีกแล้ว”
เจียงชิงเยว่เหงื่อตก แล้วถามกลับ
“จากที่เจ้ารู้จักนาง ไม่เถียงกลับมีประโยชน์หรือ?”
“แน่นอนว่าไม่มี นางปากเสียจะตาย ท่านยิ่งไม่พูด นางยิ่งคิดว่าเจท่านรังแกง่าย แล้วก็ยิ่งไม่ยอมจบ”
เจียงชิงเยว่วางงานในมือลง
“มีเหตุผล”
พูดจบ นางก็พาซ่งตงเหมยปีนขึ้นไปเกาะกำแพงด้วยกัน
ซ่งตงเหมยเปิดฉากก่อน
“พี่สะใภ้รอง เจ้าด่าใครอยู่? จะจบหรือยัง?”
หลิวซิ่วเอ๋อสะดุ้งตกใจ เงยหน้าขึ้น ถึงได้เห็นคนสองคนบนกำแพง
นางเท้าเอวทันที
“เกี่ยวอะไรกับเจ้า? ข้าด่านังตะกละที่วัน ๆ หลอกเงินแม่ไปซื้อเนื้อกิน เจ้าใส่ใจอะไร?”
เจียงชิงเยว่หัวเราะหยัน
“หลิวซิ่วเอ๋อ เงินซื้อเนื้อของข้ามาจากไหน คนทั้งหมู่บ้านรู้ชัด เจ้าพูดปากเปล่าว่าท่านแม่ให้มาก็เป็นจริงแล้วหรือ?”
ซ่งตงเหมยแค่นเสียง
“ใช่! เมื่อวานตอนท่านแม่ให้เงิน พี่ใหญ่กับพี่รองก็อยู่ด้วย ยาที่ซื้อกลับมา พวกเจ้าก็เห็นแล้ว”
หลิวซิ่วเอ๋อถ่มน้ำลาย
“ถ้าท่านแม่ไม่ได้ออกเงิน เมื่อวานเจ้าจะใจดีเรียกแม่มากินเกี๊ยวหรือ? ต่อให้ไม่ได้หลอกเงินแม่มา เงินนั่นก็เป็นของน้องสาม ไม่ใช่ของเจ้า”
เจียงชิงเยว่มองนางอย่างหมดคำพูด
“จะใช่ของข้าหรือไม่ ไว้ค่อยว่ากัน แต่แน่ ๆ ไม่ใช่ของเจ้า เงินที่สามีข้าคัดหนังสือหามา ข้าจะใช้ก็ใช้ จะซื้อเนื้อกินก็ซื้อ จะกตัญญูต่อแม่ก็เรื่องของข้า เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
“แม้แต่เงินที่สามีข้าหาได้ เจ้าก็ยังคิดจะยุ่ง ข้าว่าเจ้าป่วยหนักแล้วกระมัง ที่แท้คือข้าไม่ได้เชิญเจ้ากินเนื้อ เจ้าจึงไม่พอใจใช่ไหม? น่าเสียดาย เนื้อที่ข้าซื้อ ข้าอยากให้ใครกินก็ให้คนนั้นกิน เจ้าจะคับแค้นก็ได้แต่กลั้นไว้!”
หลิวซิ่วเอ๋อร้องโวยวายอย่างคับข้อง
“ท่านแม่ ดูนางสิ! ก็แค่ซื้อเนื้อนิดหน่อย ยังมาอวดใหญ่โต!”
เจียงชิงเยว่แทงซ้ำต่อ
“ข้าซื้อไม่ใช่เนื้อนิดหน่อยนะ กลิ่นที่ตุ๋นมาทั้งเช้า เจ้าไม่ได้กลิ่นหรือ? จริงสิ มื้อกลางวันบ้านเรายังจะตุ๋นไก่กินด้วย ระวังจะหิวตายเสียก่อน!”
หลิวซิ่วเอ๋อยืนอยู่ใต้ลมได้กลิ่นหอมของเนื้อทั้งเช้า ทั้งยังแพ้ทางในฝีปาก
ถูกเจียงชิงเยว่ยั่วจนเดินวนไปทั่วลาน ชี้หน้านาง “เจ้า เจ้า เจ้า” อยู่ครึ่งวันก็พูดไม่ออก
สุดท้ายถูกซ่งเซี่ยเจียง บ้านรองลากกลับเข้าห้องไป
เจียงชิงเยว่คว้าชัยชนะครั้งใหญ่ กำลังจะลงไปทำอาหารอย่างสบายใจ
พอหันกลับมา ก็เห็นซ่งเยี่ยนยืนอยู่ในลาน มองทั้งสองด้วยแววตาซับซ้อน
เจียงชิงเยว่ตกใจจนแทบเสียหลัก
“เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร? ไม่ส่งเสียงสักคำ”
ซ่งเยี่ยนมองนางอย่างยากจะบรรยาย
“ก็เมื่อครู่”
เมื่อครู่พอเขาเข้าประตูมา ก็เห็นเจียงชิงเยว่เกาะกำแพง ด่ากราดไปฝั่งตรงข้ามอย่างดุเดือด
ดูท่า หลายวันนี้นางคงอัดอั้นไม่น้อย
ในที่สุดก็หาช่องระบายเจอแล้ว
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ก่อนหน้านี้นางนิ่งเกินไปกลับทำให้คนไม่สบายใจ ท่าทางอาละวาดด่าคนเมื่อครู่ กลับทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้นเล็กน้อย
เมื่อถูกซ่งเยี่ยนจับได้ เจียงชิงเยว่ก็ไม่ได้คิดจะอธิบายอะไร เพียงตะโกนไปทางเรือนข้าง ๆ
“ท่านแม่ ข้าให้ตงเหมยมาช่วยงาน มื้อกลางวันของนาง ข้ารับผิดชอบเอง”
พูดจบ นางก็ตบมือ ปีนลงมาเตรียมทำอาหารต่อ