เมื่อเห็นเช่นนั้น หวังกุ้ยหลานก็แค่นเสียงเย็น ก่อนยื่นมือเข้าไปควานหาปิ่นเงินทันที แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ
“ไม่ใช่… เมื่อกี้ข้าเห็นชัด ๆ ว่าเจ้า—”
เจียงชิงเยว่รีบตัดบท
“พอได้แล้วท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านถูกจับได้คาหนังคาเขาเรื่องขโมยของ เลยอยากใส่ร้ายข้าให้พ้นตัว ท่านก็ค้นแล้ว หาแล้ว ถ้ายังไม่สะใจ งั้นเราไปหาท่านผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยตัดสินกันก็ได้”
หวังกุ้ยหลานมั่นใจเต็มร้อยว่าตัวเองเห็นเจียงชิงเยว่ซ่อนปิ่นไว้ตรงเอวด้านหลัง
แต่เพียงพริบตาเดียว ปิ่นกลับหายวับไปราวกับระเหยได้
พอมองสีหน้าสงบนิ่งของลูกสาวแล้ว นางถึงกับเริ่มสงสัยว่าตัวเองจำผิดไปหรือไม่ แต่พอได้ยินคำว่า “ท่านผู้ใหญ่บ้าน”ความกล้าก็หายไปทันที
นางชี้หน้าลูกสาวอย่างแค้นเคือง
“ดี! ดีมาก! เจ้าอย่าคิดว่าจะจบแค่นี้!”
พูดจบก็รีบวิ่งหนีราวกับเห็นผี
หลังหวังกุ้ยหลานจากไป ชาวบ้านที่มามุงดูก็ทยอยแยกย้ายกลับบ้าน
ซ่งเซี่ยเจียงถลึงตาใส่หลิวซิ่วเอ๋อ
“กลับบ้านไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดบัญชีกับเจ้า!”
เมื่อทุกคนไปหมดแล้ว
เจียงชิงเยว่จึงปิดประตู ก่อนหยิบปิ่นเงินออกมาจากอกเสื้อด้วยสีหน้าภูมิใจ
แต่พอเงยหน้าขึ้น
ก็เพิ่งนึกได้ว่าซ่งเยี่ยนยังยืนอยู่ตรงนั้น
และแน่นอนว่าอีกฝ่ายกำลังมองนางอยู่
ในดวงตาสีดำลึกมีประกายตกตะลึงที่ยังไม่จางหาย
เจียงชิงเยว่ยิ้มแห้ง ๆ
“ปิ่นอันนี้เดิมทีเขาบอกว่าจะให้เป็นสินเดิมของข้า แต่พอแต่งงานได้ไม่นานก็เอาคืนไป ตอนนี้ก็แค่ได้ของตัวเองกลับมาเท่านั้น”
ซ่งเยี่ยนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว
แต่ก็ยังอดตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ได้
สีหน้ารันทดปนน้อยใจของนางเมื่อครู่ รวมถึงท่าทางเปิดเผยตรงไปตรงมา
แม้แต่เขายังถูกหลอก
จนคิดจริง ๆ ว่าหวังกุ้ยหลานกำลังหาเรื่องอย่างไม่มีเหตุผล
ใครจะคิดว่าปิ่นถูกนางหยิบไปจริง ๆ
เมื่อนึกถึงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของหวังกุ้ยหลานตอนจากไป
มุมปากของซ่งเยี่ยนก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อได้ปิ่นเงินกลับคืนมา
เจียงชิงเยว่ก็เก็บมันไว้รวมกับเงินหนึ่งพันห้าร้อยเก้าสิบหกอีแปะที่มีอยู่
จู่ ๆ ก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอีกมาก
แม้จะมีเงินส่งมาถึงบ้านโดยไม่คาดคิด แต่นางก็ยังฮึดสู้ต่อ เตรียมลงมือทำเซียนเฉ่าเย็นให้สำเร็จ
อากาศร้อนขึ้นทุกวัน ในยุคโบราณที่ไม่มีทั้งเครื่องปรับอากาศและพัดลมอาการลมแดดถือเป็นเรื่องปกติ และหญ้าเซียนเฉ่าที่ซ่งตงเหมยเก็บมาผิดเมื่อวานกลับมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน ขับพิษ และลดความร้อนในร่างกายได้พอดี
หากทำออกมาดีคงไม่ต้องกังวลเรื่องขายไม่ได้
ดังนั้นหลังอาหารเช้าเจียงชิงเยว่ก็เริ่มง่วนอยู่ในครัวอีกครั้ง
นางนำหญ้าเซียนเฉ่าที่ตากไว้เมื่อวานมาแช่น้ำล้างใหม่
จากนั้นใส่หม้อใหญ่แล้วเริ่มเคี่ยว
ตอนที่ซ่งตงเหมยกินข้าวเสร็จแล้วเดินมาหา
ก็เห็นน้ำสีเขียวดำเต็มหม้อ
อดถามไม่ได้
“พี่สะใภ้สาม นี่คือหญ้าเซียนเฉ่าที่พูดถึงเมื่อวานหรือ?”
เจียงชิงเยว่พยักหน้า
“มาพอดีเลย ช่วยเฝ้าหม้อให้ข้าหน่อย ยังต้องเคี่ยวอีกพักใหญ่”
ระหว่างที่ซ่งตงเหมยนั่งเฝ้าไฟ
เจียงชิงเยว่ก็เอาน้ำด่างจากขี้เถ้าที่เหลือจากเมื่อวานมากรองอีกครั้ง
น้ำด่างนี้จะช่วยให้หญ้าเซียนเฉ่าคายน้ำเมือกออกมาได้มากขึ้น
เมื่อได้น้ำเมือกเหนียวข้นแล้ว นางก็กรองผ่านผ้าขาวบางอีกครั้ง
ก่อนนำไปเคี่ยวต่อด้วยไฟแรง จากนั้นเติมน้ำสะระแหน่ป่าสับละเอียดลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มความเย็นสดชื่น แล้วจึงนำน้ำแป้งมันเทศที่แอบหยิบออกมาจากมิติมาผสมให้เข้ากันก่อนเทลงหม้อ
ความจริงหากไม่มีแป้ง ใช้น้ำซาวข้าวก็ได้ แต่แป้งช่วยให้เสร็จเร็วกว่าทันทีที่เทน้ำแป้งลงไปฟองสีน้ำตาลก็เริ่มผุดขึ้นทั่วหม้อ ในที่สุดก็สำเร็จเสียที
ซ่งตงเหมยมองของเหลวสีดำเข้มเหนียวข้นในอ่าง
แล้วเริ่มสงสัยสายตาตัวเอง
“พี่สะใภ้สาม นี่มันดูดำกว่ายาของแม่เสียอีก จะกินได้จริงหรือ?”
เจียงชิงเยว่จุ๊ปาก
“อร่อยหรือไม่ รอคืนนี้ก็รู้เอง”
“แต่ถ้ามีน้ำผึ้งด้วยจะดีมาก”
พอได้ยินว่านางอยากกินน้ำผึ้งซ่งตงเหมยก็รีบสาดน้ำเย็นใส่ทันที
“อย่าไปหวังเลย ข้าเองก็อยากกินเหมือนกัน”
“รังผึ้งน่ะไม่อยู่บนต้นไม้สูง ๆ ก็อยู่ตามหน้าผาอันตราย”
“ยังไม่รวมถึงผึ้งพิษพวกนั้นนะ ถ้าโดนต่อยเข้าสักที รับรองปวดจนร้องไห้แน่”
เจียงชิงเยว่คิดดูแล้วก็จริง
“ถ้าอย่างนั้นเราไปบนเขาอีกสักรอบดีกว่า ดูว่ามีผลไม้ป่ารสหวานอะไรบ้างไหม”
อันนี้ยังพอเป็นไปได้ ซ่งตงเหมยไม่พูดพร่ำทำเพลงหยิบตะกร้าสานแล้วพาเจียงชิงเยว่ขึ้นเขาทันที
คราวนี้ทั้งสองเลือกเดินทางใหญ่ทางเดินสะดวกกว่ามาก ไม่นานก็ถึงต้นหม่อนป่าสูงใหญ่สองต้น
“พี่สะใภ้สาม ตรงนี้แหละ”
“ดูผลพวกนี้สิ ใช้ได้ไหม?”
“ข้ารอมานานแล้ว ตอนนี้หวานที่สุดพอดี”
เจียงชิงเยว่เพิ่งเคยเห็นต้นหม่อนที่ใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก
นางตื่นตาตื่นใจจนรีบเด็ดลูกหนึ่งใส่ปากทันที
หวานกว่าที่คิดเสียอีก
ต้นหนึ่งเป็นหม่อนสีแดง
ตอนนี้สุกเต็มที่จนแดงเกือบดำ
อีกต้นเป็นหม่อนสีขาว
เพิ่งสุกได้ที่ แต่กลับหวานกว่าพันธุ์สีแดงเสียอีก
“ตงเหมย เจ้าเก็บลูกดำ”
“ข้าจะเก็บลูกขาว”
“แยกใส่คนละตะกร้า แล้วอย่าลืมรองก้นตะกร้าด้วยใบหม่อน”
ยังพูดไม่ทันจบ
ซ่งตงเหมยก็ปีนขึ้นต้นหม่อนสีดำไปแล้วคล่องแคล่วราวกับลิงตัวหนึ่ง
ส่วนเจียงชิงเยว่…
แม้อยากปีน แต่สังขารไม่อำนวย ทำได้เพียงยืนเด็ดจากข้างล่างเท่านั้น แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆเก็บมากเกินไปก็เก็บรักษาไม่ไหว
เจียงชิงเยว่จึงรีบเรียกหยุด
ทั้งสองนั่งกินซาลาเปาใต้ต้นไม้เล็กน้อย
ก่อนลุกขึ้นไปเก็บหญ้าเซียนเฉ่าต่อ
หญ้าที่เก็บเมื่อวานตากยังไม่แห้งพอ
สีที่ได้จึงยังไม่สวย
ในเมื่อหญ้ายังไม่แก่
เจียงชิงเยว่จึงคิดว่าเก็บได้มากเท่าไรก็ควรเก็บไว้ก่อน
อย่างไรเสียตากแห้งแล้วก็เก็บได้นาน
สุดท้าย
ทั้งสองช่วยกันถอนหญ้าจนโล่งไปทั้งหย่อม ตะกร้าก็เต็มจนล้น
ถึงได้ยอมเลิกรา
ระหว่างทางกลับ
จู่ ๆ ซ่งตงเหมยก็จับแขนเจียงชิงเยว่ด้วยความตื่นเต้น
“พี่สะใภ้สาม! ดูนั่นสิ!”
เจียงชิงเยว่หันตามสายตาไป
บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
มีรังผึ้งสีดำขนาดมหึมาห้อยอยู่บนกิ่งไม้แห้งกึ่งตาย
พอมองดี ๆ จึงพบว่าสีดำที่เห็นนั้นไม่ใช่ตัวรัง
แต่เป็นฝูงผึ้งจำนวนมหาศาลที่เกาะแน่นอยู่เต็มไปหมด
ยังมีบางส่วนบินหึ่ง ๆ อยู่กลางอากาศอีกด้วย
หนังศีรษะของเจียงชิงเยว่ชาวาบ แต่เมื่อเห็นรังผึ้งขนาดใหญ่เช่นนั้นก็อดใจไม่ไหวอยู่ดีในหัวเริ่มคำนวณทันที ต้องใช้ไม้ไผ่ยาวแค่ไหนถึงจะเขี่ยถึง?
ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันแบบไหนจึงจะไม่โดนต่อย?
ก่อนลงมือควรจุดใบโกฐจุฬาลัมพาไล่ผึ้งก่อนหรือไม่?
ความคิดเหล่านี้ผุดขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
จนห้ามไม่ได้
ความจริงแล้ว
ในมิติของนางมีน้ำผึ้งอยู่แล้ว
นอกจากขวดที่เปิดใช้ในบ้าน ยังมีอีกหลายกระปุกที่สั่งตุนไว้
ในยุคปัจจุบัน น้ำผึ้งไม่ใช่ของหายาก
แต่ในยุคนี้
มันคือของหรูหราอย่างแท้จริง
หากสามารถหาน้ำผึ้งป่ามาได้
น้ำผึ้งในมิติของนางก็จะมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผล
ไม่เช่นนั้น
ด้วยฐานะปัจจุบันของนาง
ต่อให้พูดจนปากฉีก ก็คงไม่มีใครเชื่อว่านางกินน้ำผึ้งได้
ซ่งตงเหมยเองก็เป็นคนที่เห็นของกินแล้วกล้าขึ้นทันที
ตอนนี้เจอรังผึ้งเข้า
ความกลัวก่อนหน้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“พี่สะใภ้สาม… เอาไหม?”
เจียงชิงเยว่ถอนหายใจ
“กลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
หากยังไม่มีแผนที่มั่นใจเต็มร้อย
รังผึ้งนี่… ยังแตะไม่ได้เด็ดขาด
[หมายเหตุ:หญ้าเซียนเฉ่าก็คือต้นเฉาก๊วย]