บทที่ 4: เหมียวน้อยสื่อสาร
หลู่เฉียวเกอหยิบปลาแห้งทอดกรอบตัวจิ๋วขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือขึ้นมาพิจารณา ริมฝีปากบางกัดลงไปหนึ่งคำ ความหอมกรุ่นของเนื้อปลาทอดใหม่กระจายฟุ้งไปทั่วโพรงปาก รสสัมผัสกรุบกรอบเคี้ยวเพลินทำให้เธอเจริญอาหารอย่างมาก
หญิงสาวรู้สึกว่ากระเพาะของเธอเรียกร้องหาอาหารหนักยิ่งกว่าแมวเสียอีก
เธอเดินทางข้ามเวลามาจากยุควันสิ้นโลก
แม้ในโลกเดิมเธอจะมีพลังพิเศษติดตัวและใช้ชีวิตได้ค่อนข้างสุขสบาย ทว่าอาหารการกินก็ยังนับเป็นของหายากและขาดแคลนอยู่ดี
ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างนี้ เธอยังไม่มีอาหารมื้อหลักตกถึงท้องเลยสักมื้อ
บนโต๊ะอาหารตรงหน้ามีปลาตัวเล็กทอดกรอบใส่ชามใบโต หมั่นโถวสีขาวลูกอวบอ้วนที่พ่อหลู่ซื้อมาจากโรงอาหารใส่ไว้ในกะละมังใบใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่หลู่เพิ่งยกซุปมะเขือเทศใส่ไข่ร้อนๆ จากห้องครัวมาวางสมทบอีกหนึ่งชาม
แม้จะพยายามเพ่งมองหาชิ้นไข่ในซุปแทบไม่เจอ แต่ด้านบนของน้ำซุปก็โรยด้วยต้นหอมซอยสีเขียวสดใสดูน่ารับประทาน
หลู่เฉียวเกอจัดการคว้าปลาตัวเล็กมาสองสามตัวพร้อมกับหมั่นโถวหนึ่งลูก หญิงสาวไม่สนใจเสียงบ่นกระปอดกระแปดของเมิ่งเสียที่ดังไล่หลังมา เธอเดินตรงออกจากลานบ้านไปหยุดยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มือเรียวแกว่งปลาแห้งกรอบไปมา พลางเงยหน้ามองแมวลายสลิดที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้
“เมื่อกี้เธอบอกว่าหิวไม่ใช่เหรอ ลงมาสิ ฉันจะเลี้ยงปลาตัวเล็กกับหมั่นโถวเธอเอง”
แมวลายสลิดเอียงคอสงสัย
“ฉันไปบอกมนุษย์อย่างเธอตอนไหนว่าฉันหิว”
หลู่เฉียวเกอตอบกลับหน้าตาเฉย
“ก็เมื่อกี้ไงล่ะ”
แมวลายสลิดยังไม่รู้สึกตัวว่าความลับแตกแล้ว
“ฉันบอกว่าหิว เธอก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี”
หลู่เฉียวเกอยิ้มมุมปาก
“ฉันฟังรู้เรื่องนะ อ้อ ต้องขอบคุณเธอด้วยที่ช่วยให้ข้อมูลพวกนั้นกับฉันตรงกำแพงโรงพยาบาลพนักงาน”
แมวลายสลิดชะงักค้าง วินาทีต่อมา ขนทั้งตัวของมันก็พองฟูขึ้นราวกับลูกโป่งที่ถูกเป่าลม มันร้องคำรามลั่นด้วยความตกใจสุดขีด
“อ๊าก เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว มนุษย์อย่างเธอ มนุษย์อย่างเธอฟังที่ฉันพูดรู้เรื่องด้วยเหรอเนี่ย”
จากนั้น ร่างอ้วนกลมของมันก็ร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้เสียงดังตุ้บ
หลู่เฉียวเกอมือไวตาไว เธอคว้าตัวเจ้าเหมียวเอาไว้ได้ทันท่วงที เมื่อกวาดสายตามองดูรอบๆ แล้วไม่เห็นใครผ่านไปมา เธอก็หิ้วคอแมวเดินเลี้ยวไปทางด้านหลังบ้านของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเพียงครู่เดียว แมวลายสลิดก็นอนหงายท้องกลิ้งไปมาบนพื้นอย่างมีความสุข มันเคี้ยวปลาตัวเล็กกรุบกรอบไปพลาง ช้อนสายตามองดูมนุษย์ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจไปพลาง
ที่แท้ไม่ว่ามันคิดอะไรอยู่ในหัว มนุษย์คนนี้ก็สามารถรับรู้และฟังเข้าใจได้ทั้งหมด
หรือว่าเธอจะเป็นนางฟ้าจำแลงลงมากันนะ
หลู่เฉียวเกอยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นรูปสระอิ
“ช่วยฉันทำงานหน่อยนะ ต่อไปฉันจะเลี้ยงดูเธอเองตกลงไหม”
แมวลายสลิดหูตั้ง เอ่ยถามอย่างตื่นเต้น
“ทำงานอะไร บ้านเธอมีหนูตัวใหญ่เบ้อเริ่มให้จับเหรอ”
แมวในยุคสมัยนี้ไม่มีอาหารแมวเม็ดสำเร็จรูปให้กิน แต่พวกมันมีอาชีพหลักที่จริงจังและทรงเกียรติ นั่นคือการไล่จับหนู
หลู่เฉียวเกอก้มลงกระซิบกระซาบกับมันสองสามประโยค ก่อนจะวางหมั่นโถวกับปลาแห้งที่เหลือทิ้งไว้ให้ แล้วเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างสบายอารมณ์
แมวลายสลิดมีความสุขล้นปรี่
มันรู้สึกว่าตัวเองเป็นแมววิเศษที่สวรรค์โปรดปราน ไม่แน่ว่าหากตั้งใจทำงาน วันใดวันหนึ่งมันอาจจะบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นมนุษย์ได้สำเร็จ
มันจัดการซ่อนอาหารที่กินเหลือไว้ในซอกมุมหนึ่งของบ้านสกุลหลู่ จากนั้นแมวลายสลิดก็สับขาวิ่งตรงไปยังทิศทางของบ้านสกุลจ้าวตามคำสั่ง
ช่วงบ่ายคล้อย หลู่เฉียวเกอไม่ได้ตรงไปหาซุนฉินในทันที แต่เธอเลือกเดินทางไปยังเขตบ้านพักของสถาบันวิจัยการทหารก่อน
ระบบโครงสร้างของโรงงานทหาร 516 นั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก ไม่เพียงแต่มีเหมืองแร่เป็นของตัวเอง แต่ยังมีโรงงานเหล็กในเครือ และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสถาบันวิจัยศูนย์รวมมันสมอง
หลู่เฉียวเกอเดินเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามอย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะ อาสี่หลู่เฉิงอยู่ไหมคะ หนูมีธุระสำคัญอยากพบเขาค่ะ”
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยักหน้ารับ เขาหมุนโทรศัพท์เข้าไปแจ้งด้านใน เพียงไม่นานหลู่เฉิงก็เดินก้าวฉับไวออกมาหาหลานสาว
หลู่เฉียวเกอจัดการดึงแขนผู้เป็นอาไปพูดคุยที่ริมกำแพงเพื่อความเป็นส่วนตัว เธอเริ่มจากเล่าเรื่องอุบัติเหตุที่ตัวเองตกน้ำให้ฟังก่อนเป็นอันดับแรก แต่รีบเสริมว่าได้รับการช่วยเหลือทันเวลาจึงปลอดภัยดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง จากนั้นเธอก็วกเข้าประเด็นหลัก
“คุณอาคะ เมื่อหลายวันก่อนคุณอาบอกว่าจะหาพี่เลี้ยงคนใหม่ให้ผู้อำนวยการเฮ่อ ตอนนี้หาได้หรือยังคะ”
หลู่เฉิงส่ายหน้าไปมา
“อาหาได้สองสามคนแล้ว แต่ผู้อำนวยการเฮ่อทานอาหารที่พวกเธอทำไม่ถูกปากเลย ก็เลยยังไม่ได้รับใครเข้าทำงาน หลานถามเรื่องนี้ทำไม อ้อ แล้วหลานรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน”
หลู่เฉียวเกอตอบอย่างฉะฉาน
“เมื่อวานตอนหนูไปกรอกใบสมัครสอบที่สำนักงานเขต หนูได้ยินคนเขาพูดคุยกันค่ะ”
จากนั้น เธอก็เล่าเรื่องที่ตัวเองค้นพบพรสวรรค์ของซุนฉินตอนไปเยือนบ้านสกุลจ้าวเมื่อช่วงเช้าให้ฟังอย่างละเอียด
“หนูไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัดผักกาดขาวเอามากๆ เลยค่ะ แต่ผัดผักกาดขาวฝีมือของพี่ซุนฉินกลับมีกลิ่นหอมฉุยน่ากินมาก ตัวเธอเองก็เป็นคนรักความสะอาด ทำงานบ้านคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้น หนูเลยตั้งใจจะมาแนะนำพี่ซุนฉินให้คุณอาลองพิจารณาดูค่ะ”
หลู่เฉิงใช้ความคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจสนับสนุนความคิดของหลานสาว
“ขอแค่ฝีมือทำอาหารผ่านเกณฑ์ ผู้อำนวยการเฮ่อชิมแล้วชอบใจ เรื่องอื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร”
ผู้อำนวยการเฮ่อเป็นหญิงวัยห้าสิบกว่าปี เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิด้านเครื่องจักรกลพลังงาน เธอมีสถานะและจุดยืนที่มั่นคงในวงการวิทยาศาสตร์
เธอครองตัวเป็นโสดทุ่มเทให้กับการทำงานมาตลอดชีวิต และเป็นผู้หญิงด้วยกัน หากซุนฉินได้รับการว่าจ้าง ก็จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของแผนกพัสดุอย่างเป็นทางการ
หน้าที่หลักคือรับผิดชอบดูแลอาหารสามมื้อและจัดการงานบ้านทั่วไปของผู้อำนวยการเฮ่อให้เรียบร้อย
แถมข้างบ้านของผู้อำนวยการเฮ่อยังมีหอพักที่เตรียมไว้สำหรับพี่เลี้ยงโดยเฉพาะ
สำหรับซุนฉินที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นี่ถือเป็นทางเลือกที่ดีและเหมาะสมมากจริงๆ
แต่ข้อแม้สำคัญคือซุนฉินต้องตอบตกลงด้วยความสมัครใจ
และแน่นอน ฝีมือทำอาหารก็ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินด้วยเช่นกัน
ดังนั้น หลู่เฉียวเกอจึงรีบปั่นจักรยานคันเก่าที่พ่อตั้งใจจอดทิ้งไว้ให้เธอใช้เป็นยานพาหนะชั่วคราว มุ่งหน้าไปยังแผนกพัสดุของโรงงานอย่างกระตือรือร้น
ซุนฉินกำลังก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดพื้นที่บริเวณนี้อยู่
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลู่เฉียวเกอมาหาตามที่บอกจริงๆ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
พ่อแม่ของเธอจากโลกนี้ไปตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ เธอต้องระหกระเหินไปเติบโตในบ้านของลุงคนโต ไม่เพียงแต่ถูกทุบตีและด่าทอสารพัด เธอยังเกือบถูกป้าสะใภ้ใหญ่หลอกนำตัวไปขายทิ้งเพื่อแลกเงินอีกด้วย
กว่าจะได้หลุดพ้นและใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็ผ่านไปหลายปี เธอไม่อยากหย่าร้างให้ชีวิตพังทลายลงไปอีก แต่ย่าจ้าวก็เอาความตายมาข่มขู่บีบบังคับ จ้าวชิ่งเองก็เอาแต่ก้มหน้าเงียบไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เธอพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวและเดาออกว่าจ้าวชิ่งดูเหมือนจะมีความรู้สึกดีๆ เกินเลยให้กับอดีตพี่สะใภ้ของเขาเอง
เธอเคยเจ็บปวดเจียนตาย เคยโกรธแค้นชิงชัง กระทั่งรู้สึกขยะแขยงการกระทำเหล่านั้น แต่เธอเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกรกับคนใจดำสามคนได้
คนสามคนนั้นคงคิดวางแผนไว้ว่าถ้าเธอหย่าขาดจากครอบครัวแล้ว เธอจะอุ้มลูกสาวไสหัวกลับบ้านเกิดไปรับกรรมงั้นหรือ
ไม่มีทางหรอก เธอจะไม่ยอมให้ลูกสาวสุดหัวใจต้องไปใช้ชีวิตแบบอดมื้อกินมื้อ ลำบากยากแค้นไปกับเธอเด็ดขาด
ตราบใดที่เธอยังปักหลักอาศัยอยู่ในบ้านสกุลจ้าว ลูกสาวของเธอก็จะยังได้เรียนหนังสือในโรงเรียนลูกหลานพนักงานต่อไป และเธอก็จะยังได้รับเงินเดือนทุกเดือน
คนหน้าด้านบนโลกใบนี้มีอยู่ถมเถไป เธอจะต้องกลัวอะไรกับการสู้ยิบตา
ขอแค่เธอกัดฟันอดทนทำผลงานจนได้บรรจุเป็นพนักงานประจำ เมื่อถึงเวลานั้นทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
ยังไม่ทันที่หลู่เฉียวเกอจะอ้าปากอธิบายอะไร ซุนฉินก็ชิงบอกจุดยืนของตัวเองอย่างแข็งขัน
“สหายหลู่เฉียวเกอ ไม่ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมพี่หรอกนะ พี่จะไม่ยอมก้าวเท้าออกจากบ้านสกุลจ้าวเด็ดขาด เว้นแต่พี่จะกลายเป็นศพเท่านั้น”
หลู่เฉียวเกอตกใจเล็กน้อยกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวของอีกฝ่าย
“ไม่ถึงขนาดต้องแลกด้วยชีวิตหรอกค่ะพี่ซุน ฉันมาหาพี่วันนี้เพื่อจะถามว่า พี่อยากไปทำอาหารสามมื้อดูแลผู้อำนวยการเฮ่อที่สถาบันวิจัยไหมคะ แน่นอนว่าข้อแม้คือฝีมือทำอาหารของพี่ต้องผ่านเกณฑ์และได้รับการว่าจ้างจากท่านก่อน แต่ขอแค่ได้รับการว่าจ้าง พี่ก็จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำทันที แถมยังมีหอพักพนักงานให้นอนพักฟรีๆ อีกด้วยนะคะ”
ซุนฉินเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา มองหลู่เฉียวเกอด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
เธอหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นี่เรื่องจริงหรือเปล่า เธอไม่ได้กำลังแต่งเรื่องหลอกให้พี่ก้าวเท้าออกจากบ้านใช่ไหม”
หลู่เฉียวเกอรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“เรื่องอื่นเอาไว้คุยกันทีหลังเถอะค่ะ ถ้าพี่ซุนตกลงรับข้อเสนอ พวกเราก็รีบไปสถาบันวิจัยกันตอนนี้เลยดีกว่าค่ะ”
ความจริงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ซุนฉินผู้สามารถเนรมิตผัดผักกาดขาวธรรมดาๆ ที่หลู่เฉียวเกอเกลียดนักหนาให้กลายเป็นอาหารรสชาติอร่อยล้ำเลิศได้นั้น ผ่านเกณฑ์การทดสอบอย่างราบรื่น
ตอนนี้ พวกเขาทั้งหลายกำลังยืนรวมตัวกันอยู่ในบ้านพักของผู้อำนวยการเฮ่อ
หลู่เฉียวเกอมองผู้อำนวยการเฮ่อคีบอาหารเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย เธอทนความอยากรู้อยากเห็นในรสชาติไม่ไหวจึงเอ่ยขออนุญาตเสียงใส
“ผู้อำนวยการเฮ่อคะ ตั้งแต่เล็กจนโตฉันเกลียดเมนูผัดผักกาดขาวที่สุดเลยค่ะ แต่ตอนนี้ฉันอยากจะลองชิมดูสักคำ จะได้ไหมคะ”
ผู้อำนวยการเฮ่อมอมองใบหน้ายิ้มแย้มตาหยีของเด็กสาวแล้วรู้สึกเอ็นดู เธอพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มใจดี
หลู่เฉียวเกอตักผักกาดขาวเข้าปากเคี้ยวหนึ่งคำ เธอเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
“อร่อยมากเลยค่ะ”
อาหารจานนี้ไม่ได้ใส่เนื้อสัตว์เลยสักชิ้น น้ำมันที่ใช้ผัดก็มีไม่มาก แต่มันช่างกลมกล่อมอร่อยเหลือเกิน
คงบอกได้เพียงว่าเป็นพรสวรรค์ในการปรุงอาหารของซุนฉินเท่านั้น
ในฐานะภรรยาของช่างเทคนิคประจำโรงงาน หน่วยงานไม่รู้ว่าทำการตรวจสอบประวัติการทำงานและภูมิหลังมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนขาวสะอาด
ดังนั้น หลู่เฉิงจึงเดินเรื่องไปขอรับตัวคนจากแผนกพัสดุของโรงงานโดยตรงเพื่อความรวดเร็ว
ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับ ผู้อำนวยการเฮ่อได้เรียกหลู่เฉียวเกอเอาไว้ก่อน
“เฉียวเกอ เธอรอก่อนนะ”
หลู่เฉียวเกอยืนรออย่างว่าง่ายตามคำสั่ง
เพียงไม่นาน ผู้อำนวยการเฮ่อก็เดินกลับมาพร้อมยื่นหนังสือความรู้สองสามเล่มให้กับหลู่เฉียวเกอ เธอตักเตือนด้วยความจริงจังและหวังดี
“ฉันได้ยินอาสี่ของเธอเล่าให้ฟังว่า เธออยู่บ้านว่างๆ แล้วก็ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ เธอยังอายุน้อย จะเอาเรื่องแต่งงานมีครอบครัวมาเป็นเป้าหมายเดียวในการต่อสู้เพื่อชีวิตไม่ได้เด็ดขาด”
เธอเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่นั่นเป็นตอนที่หลู่เฉียวเกอยังเด็กมาก อายุประมาณสี่ขวบเห็นจะได้ หน้าตาแก้มยุ้ยตัวกลมๆ ขาวๆ น่ารักน่าชังมาก
ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว ก็ดูเหมือนจะน่ารักสดใสดีเหมือนกัน
ผู้อำนวยการเฮ่อกำชับต่อ
“ความรู้ไม่เคยไร้ประโยชน์ ประโยคนี้เธอต้องจำเอาไว้ให้ดีนะ”
หลู่เฉียวเกอรีบยื่นสองมือออกไปรับหนังสือมาถือไว้ ดวงตาดอกท้อของเธอเปล่งประกายสดใสด้วยความดีใจ เธอกอดหนังสือเอาไว้แนบอกและพยักหน้าอย่างแรง หนังสือในยุคสมัยนี้หาอ่านยากมาก โดยเฉพาะหนังสือความรู้เฉพาะทางจากที่นี่
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมผู้อำนวยการเฮ่อถึงใจดีมอบหนังสือล้ำค่าให้เธอ แต่หลู่เฉียวเกอมีความสุขมาก เธอกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีอย่างว่าง่าย
ผู้อำนวยการเฮ่อพอใจกับปฏิกิริยากระตือรือร้นของเธอ เธอพูดคุยด้วยความอ่อนโยนอีกสองสามประโยคก่อนจะขอตัวรีบเดินไปทำงานต่อ
ซุนฉินมองหลู่เฉียวเกอด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำตาแห่งความปิติเอ่อคลอเต็มเบ้าตา
เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า ท่ามกลางสถานการณ์สิ้นหวังไร้ทางออก จะมีหนทางรอดและแสงสว่างปรากฏขึ้นมาช่วยชีวิตเธอได้จริงๆ
นักอ่านที่รักโปรดสนับสนุนผลงานกันต่อไปด้วยนะคะ
[จบบท]