บทที่ 100: ซื้อไม่ไหวจริงๆ
ลู่ชวนยังคงพยายามใช้วิธีพูดหว่านล้อมออดอ้อน หวังจะเกลี้ยกล่อมให้คนรักยอมใจอ่อนย้ายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ “พวกเราอยู่ที่ตัวมณฑล ค่อยๆ ปรับตัวกันไปก่อนก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียหน่อย”
ฟางหยวนตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “อย่ามาทำตัววุ่นวาย ตั้งใจเรียนไปเถอะ”
เอาเถอะ ลู่ชวนเข้าใจสถานการณ์แจ่มแจ้งแล้ว เมื่อต้องชั่งน้ำหนักระหว่างตัวเขากับเรื่องเงินทอง ดูเหมือนฟางหยวนจะให้ความสำคัญกับเงินมากกว่าเขาอยู่นิดหน่อย
ถึงอย่างนั้นฟางหยวนก็ยังไม่ได้วางใจเสียทีเดียว เธอเอ่ยถามย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง “คุณจะไม่ทำตัวเหลวไหลจริงๆ ใช่ไหม”
ลู่ชวนรู้ดีว่าเรื่องความเชื่อใจสำหรับฟางหยวนนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะพูดเล่นได้ ต่อให้ฟางหยวนจะตัดสินใจไม่ย้ายมาอยู่เมืองมณฑล แต่ความไว้วางใจระหว่างสามีภรรยาก็เป็นพื้นฐานที่ต้องมี เขาต้องทำให้เธอมั่นใจให้ได้
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงใจ “ไม่มีทาง อีกอย่างนะ ไม่มีใครสวยไปกว่าคุณอีกแล้ว ในใจผมคุณสวยที่สุด”
ประโยคหลังนี้จำเป็นต้องรีบเสริมเข้าไปทันที ไม่อย่างนั้นฟางหยวนอาจจะคิดมากจนเตลิดไปไกล
ฟางหยวนชี้มือไปยังหญิงสาวที่เดินอยู่ด้านหน้า ซึ่งสวมกระโปรงสีแดงสดและมัดผมหางม้าสูงดูทันสมัย “คนนั้นก็ยังสู้ฉันไม่ได้เหรอ”
ลู่ชวนเงยหน้าขึ้นมองตามปลายนิ้ว ก่อนจะวิจารณ์ออกมาหน้าตาย “เหมือนผีผู้หญิงเลย มองแล้วน่ากลัวจะตายไป”
ฟางหยวนหันขวับกลับมามองหน้าลู่ชวนทันที ก่อนจะชี้ไปยังหญิงสาวอีกคนที่ดูมีมาดปัญญาชนถือหนังสือเดินผ่านไป “แล้วคนนั้นล่ะ”
ลู่ชวนตอบกลับโดยแทบไม่ต้องคิด “หน้าตาเหมือนคนกำลังจะไปงานศพ เห็นแล้วรู้สึกอัปมงคล”
คราวนี้ฟางหยวนมั่นใจแล้วจริงๆ เธอถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “ไม่อย่างนั้นฉันพาคุณไปหาหมอเช็กสายตาที่โรงพยาบาลก่อนดีไหม”
ไม่ใช่ว่าคนอื่นมีปัญหา แต่ดูเหมือนจะเป็นดวงตาของลู่ชวนนั่นแหละที่มีปัญหา
โดยพื้นฐานนิสัยแล้ว ฟางหยวนไม่ใช่คนที่จะเอาเรื่องรูปร่างหน้าตาไปเปรียบเทียบกับใคร หากจะแข่งกันจริงๆ ต้องแข่งกันที่ใครหาเงินได้มากกว่าต่างหาก
ลู่ชวนเองก็เพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่มองโลกตามความเป็นจริงขนาดนี้ เธอไม่มีความหลงตัวเองเลยสักนิดหรืออย่างไร “สายตาผมปกติดีทุกอย่าง”
ฟางหยวนยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจ เกรงว่าสายตาเขาจะไม่ได้ดีอย่างที่ปากว่า “งั้นคุณลองบอกมาซิว่า ในใจคุณเนี่ย แบบไหนถึงเรียกว่าสวย ห้ามตอบว่าฉันนะ”
เพื่อความสงบสุขของชีวิตและเพื่อเอาใจภรรยา ลู่ชวนตอบกลับได้ทันทีโดยตาไม่กะพริบ “ก็ต้องแบบแม่ของเราสองคนไง แม่ของคุณกับแม่ของผม สวยแบบนั้นแหละ ขยันขันแข็ง เรียบง่าย ซื่อสัตย์ แถมแม่ยายผมยังมีปัญญาเฉียบแหลมอีกต่างหาก”
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย คำตอบนี้ถือว่าผ่าน ไม่มีข้อโต้แย้ง จากนั้นเธอก็พูดดักคอไว้ก่อน “ถึงฉันจะจบแค่มัธยมต้น แต่ก็รู้เรื่องรักต้องห้ามระหว่างครูกับลูกศิษย์นะ คุณห้ามไปหลงเสน่ห์อาจารย์สาวเด็ดขาด เรื่องพรรค์นั้นมันผิดระเบียบและศีลธรรม”
ลู่ชวนสะบัดหน้าหนีแล้วเดินนำออกไปทันที เขาไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับฟางหยวนแล้ว ถ้าขืนเขาบอกว่าชอบผู้หญิงรุ่นย่า รุ่นยาย มีหวังเธอคงได้ไปแจ้งตำรวจมาจับเขาข้อหาเป็นพวกวิปริตแน่ๆ
การจะสร้างความมั่นใจให้เธอนี่ทำไมมันถึงได้ยากเย็นเข็ญใจขนาดนี้ ฟางหยวนเดินตามหลังสามีไปด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ เธอไม่ใช่คนที่จะโดนใครหลอกล่อได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
แต่ต้องยอมรับว่าพวกผู้หญิงในมหาวิทยาลัยนี่ดูแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ
สิ่งที่ทำให้ฟางหยวนวางใจได้เปลาะหนึ่งก็คือ คนพวกนี้ล้วนเป็นปัญญาชนที่มีการศึกษา ความถือตัวย่อมมีสูง ใครเล่าจะลดตัวลงมาสนใจผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว แถมยังมาจากบ้านนอกคอกนาอีกด้วย
คนที่มีสมองสักหน่อยคงไม่ทำเรื่องสิ้นคิดพรรค์นั้น ฟางหยวนเชื่อมั่นในสติปัญญาของคนมีการศึกษาเหล่านี้
ลู่ชวนพาฟางหยวนเดินมาดูหอพักของเขา ภายในห้องนอกจากเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งที่มาจากพื้นที่ห่างไกลมากๆ ซึ่งเดินทางมาถึงก่อนแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังมาไม่ถึง ถือว่าลู่ชวนมารายงานตัวค่อนข้างเร็ว
หลังจากวางสัมภาระลง ฟางหยวนก็จัดการเลือกเตียงชั้นล่างที่อยู่ติดหน้าต่างและใกล้ท่อทำความร้อนให้ลู่ชวนเสร็จสรรพ ส่วนเรื่องอื่นๆ เธอก็ปล่อยให้เขาจัดการเอง
ให้ลู่ชวนปูที่นอนและจัดข้าวของด้วยตัวเอง
เหตุผลของฟางหยวนในการเลือกทำเลทองนี้ก็คือ เตียงชั้นล่างสะดวกเวลาจะลุกไปตักน้ำล้างหน้าล้างเท้า ไม่ต้องคอยไหว้วานใคร แถมตำแหน่งนี้ยังเข้าตำรา 'กินข้าวไม่ต้องประคองชาม นอนหลับไม่ต้องระวังประตู' เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้ว
ลู่ชวนชอบฟังเวลาฟางหยวนกำชับเรื่องพวกนี้เป็นพิเศษ “คุณรู้เคล็ดลับพวกนี้ได้ยังไง”
ฟางหยวนเชิดหน้าขึ้นด้วยความภูมิใจ “เรื่องเรียนพ่ออาจจะเคี่ยวเข็ญฉันไม่ได้ แต่เคล็ดลับการใช้ชีวิตจุกจิกพวกนี้ พ่อสอนพวกเรามาหมดแล้ว ฉันมีพี่ชายตั้งห้าคน พอมาถึงรุ่นฉัน ทุกอย่างมันคือประสบการณ์ล้วนๆ”
นั่นคือประสบการณ์ที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วจริงๆ เพื่อนร่วมห้องที่มาถึงก่อนหน้ารีบย้ายสัมภาระของตัวเองมาจองทำเลทองตามที่ฟางหยวนว่าไว้ทันที
เขามองดูสองหนุ่มสาวแล้วเอ่ยถามลู่ชวน “นี่ญาติทางบ้านนายเหรอ”
ลู่ชวนแนะนำตัวอย่างเป็นทางการทันที “นี่ฟางหยวน ภรรยาผมเองครับ เราแต่งงานจดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้ว”
ฟางหยวนไม่มีท่าทีเขินอายหรือวางตัวไม่ถูก เธอยิ้มรับอย่างเปิดเผยและพยักหน้ายืนยันคำพูดของลู่ชวน ถือว่าแนะนำตัวได้ดีมาก
ในยุคสมัยนี้ คนที่แต่งงานตั้งแต่ตอนเรียนมีไม่มากนัก และคนที่กล้ายืดอกยอมรับแนะนำภรรยาอย่างจริงจังแบบนี้ยิ่งมีน้อยกว่า
เพื่อนร่วมห้องคนนั้นยื่นมือออกมาทักทายอย่างเก้ๆ กังๆ “เอ่อ... ต้องเรียกว่าพี่สะใภ้ หรือน้องสะใภ้ดีล่ะครับ”
ลู่ชวนรีบตอบ “ผมเข้าเรียนช้า อายุมากกว่าคุณแน่นอน เรียกพี่สะใภ้เถอะ”
เขาคงไม่อาจบอกความจริงได้ว่า ที่บ้านเกิดไม่มีโรงเรียน กว่าจะได้เริ่มเรียนหนังสือก็ปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้ว ดังนั้นเขาอายุมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นคนนี้แน่นอน
อีกอย่างฟางหยวนดูหน้าเด็กมาก การจะให้เพื่อนร่วมรุ่นเรียกว่าน้องสะใภ้ก็อาจจะรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
ฟางหยวนวางตัวสบายๆ เอ่ยขึ้นว่า “ต่อไปคุณกับลู่ชวนก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแล้ว เวลาแนะนำกับคนอื่น อย่าลืมบอกเขาล่ะว่าลู่ชวนมีภรรยาแล้ว ไว้คราวหน้าฉันจะเอา 'ซอสหมูสับ' ที่แม่ฉันทำมาฝากนะ”
เพื่อนคนนั้นถึงกับทำหน้าเหวอ หันไปมองลู่ชวนแล้วพูดตะกุกตะกัก “ฟางหยวนใช่ไหมครับ... ล้อเล่นหรือเปล่าครับเนี่ย” เขาคิดในใจว่า หรือชีวิตคู่จะไม่มั่นคง ฝ่ายหญิงถึงได้ดูระแวงขนาดนี้
ฟางหยวนตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ได้ล้อเล่นค่ะ”
ลู่ชวนรีบรับช่วงต่อด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี “ซอสหมูสับฝีมือแม่ คุณยังกล้าเอาไปแจกคนอื่นอีกเหรอ ผมแนะนำตัวเองก็ได้ เก็บของอร่อยไว้ให้ผมกินเถอะ”
จากนั้นเขาก็หันมาเจรจากับฟางหยวน “วันอาทิตย์คุณก็แวะมาหาผมที่มหาวิทยาลัยบ่อยๆ สิ ไม่ต้องรอให้ใครแนะนำหรอก พอคนอื่นเห็นคุณ เขาก็รู้กันเองแหละว่าผมมีภรรยาแล้ว”
ฟางหยวนส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่เอาหรอก ลำบากจะตายไป”
การต้องเบียดเสียดผู้คนบนรถโดยสารระหว่างทางมาที่นี่ เป็นเรื่องที่เธอไม่พิสมัยเลยสักนิด
เพื่อนร่วมห้องที่ยืนสังเกตการณ์บทสนทนาของสามีภรรยาคู่นี้ เริ่มจับทางได้แล้วว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียวกันดี ที่เห็นเมื่อครู่ก็แค่การหยอกล้อตามประสาผัวเมีย เขาจึงรีบเสนอตัวด้วยความกระตือรือร้น “เพื่อแลกกับซอสหมูสับ หน้าที่ประชาสัมพันธ์นี้ผมรับผิดชอบเองครับ!”
ฟางหยวนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ “ถึงจะเห็นแก่กินไปหน่อย แต่คุณก็นิสัยใช้ได้เลยนะเนี่ย”
ลู่ชวนไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดตรงไปตรงมาของฟางหยวนเป็นเรื่องเสียหาย กลับมองว่าน่ารักเสียอีก มีภรรยาแบบฟางหยวนคอยดูแลอยู่ที่บ้าน เขาอุ่นใจที่สุดแล้ว
แต่ทว่าเมื่อเห็นเพื่อนใหม่เอาแต่ชวนฟางหยวนคุยไม่หยุด ลู่ชวนก็เริ่มรู้สึกหวงขึ้นมาตงิดๆ “ไปกันเถอะ เดี๋ยวผมพาคุณไปดูไซต์งานก่อสร้างแถวนี้”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ก่อสร้าง' ฟางหยวนก็ตัดบทเลิกสนใจคนอื่นทันที จิตใจของเธอพุ่งตรงไปที่สถานที่ก่อสร้าง “ไปสิ” น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นและฉับไว
ลู่ชวนนึกขำในใจ อันที่จริงเขาไม่ต้องกลัวว่าฟางหยวนจะโดนใครแย่งไปหรอก เพราะใจของฟางหยวนไม่ได้อยู่ที่ตัวคน แต่อยู่ที่เงินทองต่างหาก
ทิ้งให้เพื่อนร่วมห้องคนนั้นยืนงงอยู่ลำพัง นึกว่าเมื่อกี้ตัวเองฝันไป เผลอแป๊บเดียว สองผัวเมียก็หายวับไปจากห้องเสียแล้ว
เมื่อเดินออกมาจากเขตมหาวิทยาลัย ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีเป็นยามเย็น เดิมทีลู่ชวนตั้งใจจะพาฟางหยวนไปหาอะไรอร่อยๆ กิน และเดินเล่นชมเมืองมณฑล
แต่ปรากฏว่าฟางหยวนมุ่งหน้าตรงไปยังเขตก่อสร้างจริงๆ
แม้แต่ตอนอยู่ในมหาวิทยาลัย นอกจากจะมองผู้หญิงไม่กี่คนแล้ว สายตาของฟางหยวนก็เอาแต่จับจ้องไปที่ตึกรามบ้านช่อง
สิ่งที่เธอตื่นตาตื่นใจไม่ใช่ความสูงตระหง่านของตึก หรือความศิวิไลซ์ของเมืองใหญ่ แต่เธอกำลังคำนวณในหัวว่า โครงการใหญ่โตขนาดนี้ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ และถ้าได้รับงานแบบนี้สักโครงการ พวกเราจะฟันกำไรได้มากแค่ไหน
ลู่ชวนมองดูภรรยาของตนแล้วก็ตระหนักได้ว่า ต่อให้เขาเป็นนักศึกษาปัญญาชน แต่ความคิดความอ่านก็ยังตามฟางหยวนไม่ทัน ช่องว่างระหว่างความคิดมันเกิดขึ้นตรงนี้เอง
ลู่ชวนพาฟางหยวนมายืนอยู่ที่หน้าสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง เขาชี้มือแล้วอธิบายให้เธอฟังอย่างจริงจัง “เห็นนั่นไหม อุปกรณ์เครื่องจักรพวกนั้นเราไม่มีสักอย่าง เทคโนโลยีระดับนี้เราก็ทำไม่ได้ ต่อให้มีงานใหญ่แบบนี้มาวางกองตรงหน้า เราก็รับงานไม่ได้หรอก”
แน่นอนว่าปัญหาหลักคือพวกเขาไม่มี 'ใบรับรองคุณภาพ' หรือคุณสมบัติในการรับเหมางานระดับนี้
ชายหนุ่มอธิบายต่อ “ช่วงนี้ผมลองศึกษาดูบ้างแล้ว โครงการพวกนี้เป็นของรัฐบาล ถ้าเอกชนอย่างเราอยากจะรับเหมา มันต้องใช้เอกสารและเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด เรื่องพวกใบรับรองคุณภาพอะไรนั่น ผมเองก็ยังศึกษาไม่ทะลุปรุโปร่ง”
ฟางหยวนจ้องมองรถเครนขนาดใหญ่ที่กำลังทำงาน ดวงตาของเธอเป็นประกายร้อนแรงยิ่งกว่าตอนมองลู่ชวนเสียอีก “ของแบบนี้บุคคลธรรมดาซื้อได้ไหม แล้วถ้าซื้อมาปล่อยเช่าจะได้หรือเปล่า”
ลู่ชวนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี ถ้าฟางหยวนเกิดอยากได้รถเครนขึ้นมาจริงๆ เขาคงจนปัญญาจะหามาให้ ต่อให้แม่ยายยินดีสนับสนุนเงินทุน ก็คงไม่สามารถซื้อของพวกนี้ได้ง่ายๆ
ลู่ชวนรีบเอ่ยตัดบทเพื่อดึงสติภรรยา “คุณอย่าคิดไปไกลเลย ของพวกนั้นเราซื้อไม่ไหวจริงๆ นะ”
[จบบท]