บทที่ 101: สิ่งที่หมายตา
ฟางหยวนทนฟังคำพูดตัดพ้อที่ดูไร้ความหวังเหล่านั้นไม่ได้เลยจริง ๆ เธอจึงหันไปเอ็ดสามีทันที
“ทำไมคุณถึงเป็นคนไม่มีความทะเยอทะยานแบบนี้ล่ะ ตอนนี้เราซื้อไม่ไหว ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเราจะซื้อไม่ไหวเสียหน่อย ถ้าคุณรู้จักใช้เงินให้ประหยัดลงหน่อย พวกเราช่วยกันเก็บหอมรอมริบเตรียมตัวเอาไว้ สักวันมันต้องเป็นของเรา ฉันสังเกตเห็นแล้วว่าข้างนอกนั่นยังมีของอีกตั้งหลายอย่างที่เรายังซื้อไม่ได้ในตอนนี้”
ลู่ชวนพยักหน้ารับอย่างจำนน มันก็จริงอย่างที่เธอว่า ของสิ่งนั้นพวกเขาซื้อไม่ไหวจริง ๆ และมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดอดออมเศษเงินเพียงเล็กน้อยแล้วจะสามารถซื้อหามาครอบครองได้ แต่ถึงกระนั้นจิตวิญญาณแห่งการลงมือทำจริงของฟางหยวนก็ทำให้ลู่ชวนรู้สึกเลื่อมใสในตัวภรรยาคนนี้อยู่ไม่น้อย
เรื่องนี้จำเป็นต้องอธิบายให้ฟางหยวนเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน ลู่ชวนจึงพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ชัดเจน
“ไม่สิ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องซื้อไหวหรือซื้อไม่ไหวหรอกนะ แต่มันเป็นเพราะว่างานก่อสร้างในระดับที่จำเป็นต้องใช้รถเครนแบบนั้น พวกเรายังไม่มีศักยภาพพอที่จะรับงานระดับนั้นได้ ต่อให้ซื้อมาจอดไว้มันก็ไร้ประโยชน์”
เขาต้องพูดให้เคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟางหยวนเก็บเรื่องนี้ไปคิดวกวนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ฟางหยวนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจในเหตุผลข้อนี้นัก
“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญคือฉันมีปัญญาจะซื้อมันได้หรือเปล่าต่างหาก”
ลู่ชวนถึงกับไปต่อไม่ถูก เขาเองก็ไม่รู้แล้วว่าตกลงอะไรคือเรื่องสำคัญกันแน่ ดูเหมือนสิ่งที่ฟางหยวนพูดจะฟังดูมีเหตุผล แต่พอลองตรองดูดี ๆ มันกลับหาตรรกะมารองรับไม่ได้เลยสักนิด
อาการแบบนี้เขาเรียกว่าถูกตาต้องใจเข้าให้แล้ว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือฟางหยวนหมายตาเจ้ารถยักษ์นั่นเข้าแล้วนั่นเอง ลู่ชวนค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า อะไรก็ตามที่ทำให้ฟางหยวนต้องหันกลับมาคำนวณเงินในกระเป๋าของตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งนั้นแปลว่าเธออยากได้มันจนตัวสั่น
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกเสียใจที่พาฟางหยวนมาที่นี่ ใครจะไปรู้ล่ะว่าแค่พามาดูไซต์งานก่อสร้าง ภรรยาตัวดีจะไปหมายตารถเครนคันใหญ่ยักษ์ของคนอื่นเขาเข้า
ย้อนกลับไปตอนช่วงเลิกงานของไซต์ก่อสร้าง ฟางหยวนช่างกล้าหาญชาญชัยเหลือเกิน เธอดุ่ม ๆ เข้าไปถามคนขับรถเครนอย่างไม่อ้อมค้อมว่ารถคันนี้ราคาเท่าไหร่ และรถคันนี้ทำเงินได้วันละกี่บาท
คนขับรถเครนเห็นว่าเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวยจึงนึกสนุกอยากจะหยอกล้อฟางหยวนเล่น
“ตาถึงจริง ๆ นะแม่หนู ไอ้ยักษ์นี่มันตัวทำเงินชั้นดีเลยแหละ ถ้าหนูมีปัญญาซื้อไหวนะ หนูเห็นงานก่อสร้างตรงนั้นไหม โครงการใหญ่ขนาดนั้น เงินที่เจ้ารถคันนี้หาได้ เผลอ ๆ จะมากกว่าที่พวกผู้รับเหมาได้เสียอีก”
ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ไล่เลียงในรายละเอียดให้มากความ เพียงแค่ประโยคเดียวนั้นก็ทำให้หัวใจของฟางหยวนเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วประโยคถัดมาที่บอกราคาของรถเครนก็ทำให้หัวใจดวงน้อยของเธอต้องแหลกสลายลงในพริบตา
ความฝันของเธอแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยชนิดที่ไม่สามารถนำกลับมาประกอบใหม่ได้อีก ระดับความสูงของราคานั้นเกินกว่าที่พวกเขาจะเอื้อมถึงไปไกลลิบ
คนขับรถเครนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ
“น้องสาว อย่าไปคิดหมายปองมันเลย ของพวกนี้เป็นของหลวง เป็นสมบัติของรัฐบาล บุคคลธรรมดาอย่างเรา ๆ ซื้อไม่ไหวหรอก แล้วถึงจะซื้อมาได้ คนเขาก็ไม่จ้างงานส่วนตัวกันหรอก”
ความจริงคนขับรถเครนก็ไม่ได้บอกราคาที่แน่ชัดออกมา เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้ายักษ์ใหญ่สีเหลืองคันนี้มีค่าตัวเท่าไหร่กันแน่ มันเป็นระดับราคาที่คนทำงานกินค่าแรงอย่างเขาไม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้
ตอนที่เดินออกมาจากไซต์งานก่อสร้าง ฟางหยวนดูห่อเหี่ยวจนน่าสงสาร ท่าทางของเธอเหมือนคนที่ถูกทุบตีด้วยความจริงจนบอบช้ำทางจิตใจ
ลู่ชวนจึงพยายามปลอบใจภรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พวกเราเพิ่งจะเริ่มต้นเอง ค่อยเป็นค่อยไปเถอะนะ เจ้านั่นมันราคาแพงเกินไปจริง ๆ”
พูดกันตามตรง เขาไม่คิดว่าชาตินี้เขาจะมีปัญญาซื้อมันได้หรอก แต่ในฐานะสามี เขาก็ต้องพูดปลอบใจให้เธอมีกำลังใจไว้ก่อน
ฟางหยวนหันกลับไปมองรถเครนคันใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกล ๆ อีกครั้ง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ราวกับมองคนรักที่ต้องพลัดพราก
“นั่นไม่ใช่เพราะมันแพงหรอกนะ ของที่สามารถหาเงินได้มากมายขนาดนั้นมันก็สมควรจะมีราคาค่าตัวระดับนั้นอยู่แล้ว ปัญหามันอยู่ที่พวกเรามีเงินน้อยต่างหาก”
ลู่ชวนค้นพบอีกครั้งว่าสิ่งที่ฟางหยวนพูดนั้นดูเหมือนจะไม่ผิดเลยสักนิด แถมประโยคนี้ยังเป็นประโยคที่ฟังดูสับสนย้อนแย้งที่สุดเท่าที่เคยออกจากปากฟางหยวน แต่มันกลับมีความหมายลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด
ไม่ใช่เพราะรถเครนมันไม่ดี หรือตั้งราคาไว้สูงเกินจริง แต่เป็นเพราะพวกเขาจนต่างหาก
ยังไม่ทันที่ลู่ชวนจะซาบซึ้งกับปรัชญาชีวิตบทนี้ ฟางหยวนก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
เธอพึมพำกับลู่ชวนด้วยความสงสัยใคร่รู้
“คุณว่า คนพวกนั้นเขาไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อของพวกนี้ได้นะ”
คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องเก็บมาคิดให้ปวดหัวเลยจริง ๆ เธอคิดไปไกลเกินตัวมาก
ลู่ชวนนึกในใจว่าถ้าฟางหยวนใช้ชีวิตได้ไม่ดีคงเป็นเรื่องแปลก ดูเอาเถิดว่าวัน ๆ เธอขบคิดแต่ปัญหาเรื่องอะไร ระดับความลึกซึ้งของความคิดเธอนั้น เขาเข้าไม่ถึงจริง ๆ
กระทั่งถึงเวลารับประทานอาหารเย็น ฟางหยวนก็ยังคงเหม่อลอยไม่ได้สติกลับคืนมา ลู่ชวนคาดเดาว่าฟางหยวนคงจำรสชาติอาหารที่กินเข้าไปไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะใจของเธอคงลอยไปเกาะติดอยู่กับเจ้ารถเครนคันนั้น
เมื่อวางชามและตะเกียบลง ฟางหยวนก็สรุปใจความสำคัญออกมาได้หนึ่งประโยค
“ช่องทางหาเงินของพวกเรามันยังน้อยเกินไป”
ลู่ชวนจะพูดอะไรได้ นอกจากยอมรับว่าฟางหยวนเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล
“คุณอย่าเพิ่งใจร้อน เราค่อย ๆ ช่วยกันคิด เงินทองมันต้องใช้เวลาหามาทั้งนั้น”
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย
“แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ใจร้อนไม่ได้ ช่องทางทำมาหากินพวกนี้ ถ้าให้ฉันคิด ลำพังสมองฉันคงคิดไม่ออกหรอก ต้องพึ่งสมองของคุณแล้วล่ะ ปะ กลับไปนอนพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อย ๆ นอนคิดนะ”
ลู่ชวนถึงกับพูดไม่ออก ความเชื่อใจอันหนักอึ้งบวกกับวิธีบำรุงสมองอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ สร้างแรงกดดันให้เขาไม่น้อยเลย
ฟางหยวนกล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า
“เดิมทีฉันตั้งใจว่าจะรีบมีลูกสักคนก่อน แต่ดูทรงแล้วคงต้องเลื่อนเรื่องลูกออกไปก่อน คุณรีบเอาเวลาไปคิดหาวิธีหาเงินก่อนดีกว่า”
ประโยคนี้หากใครได้ยินเข้าก็คงไม่มีปัญหาอะไร ฟังดูเหมือนเธอเป็นหญิงสาวที่มีเหตุมีผล รู้จักวางแผนชีวิต
แต่ลู่ชวนเข้าใจความหมายที่แท้จริงดี ในพจนานุกรมของฟางหยวน การ “มีลูกก่อน” กับ “หาเงินก่อน” มันไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดลำดับความสำคัญในชีวิต แต่มันเป็นความเข้าใจผิดในเชิงทฤษฎี
ลูกของฟางหยวนนั้น ต้องใช้ “ความคิด” สร้างขึ้นมา
ในความเข้าใจของฟางหยวน การใช้ความคิดเรื่องลูก กับการใช้ความคิดเรื่องหาช่องทางรวย มันไม่สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ ต้องเลือกตั้งใจคิดทีละอย่าง
สำหรับลู่ชวนแล้ว เรื่องการมีทายาทเขาไม่ได้เร่งรีบขนาดนั้น เขาอยากให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวและฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงเสียก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องมีลูก
ความคิดพื้นฐานนี้ถือว่าเป็นผู้ใหญ่และรอบคอบมาก
แต่ลู่ชวนลืมนึกถึงปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปข้อหนึ่ง นั่นคือที่พักที่พวกเขามาพักในวันนี้ สภาพไม่ได้หรูหราอะไรนัก หลังจากแสดงใบทะเบียนสมรสให้พนักงานดู ทางที่พักก็จัดห้องเดี่ยวที่มีเตียงนอนเพียงเตียงเดียวมาให้
ตอนที่รับกุญแจมาเขาไม่ได้ฉุกคิดถึงปัญหานี้ แต่พอตกดึกถึงเวลาต้องเข้านอน ลู่ชวนก็เริ่มหน้าแดงด้วยความประหม่า นี่ไม่ใช่เตียงเตาใบใหญ่ที่บ้านเกิด ที่จะสามารถนอนแยกฝั่งหัวเตียงกับปลายเตียงได้
เมื่อก่อนตอนอยู่กับฟางหยวน เขาไม่มีปัญหาอะไรเลย เขามั่นใจว่าถ้าฟางหยวนไม่เรียกร้อง เขาก็สามารถควบคุมตัวเองไม่ให้ล่วงเกินเธอได้
แต่ตอนนี้ลู่ชวนไม่มีความมั่นใจนั้นหลงเหลืออยู่เลย อย่าว่าแต่ต้องนอนเตียงเดียวกันเลย แค่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ด้วยกัน ฟางหยวนก็ถือเป็นวัตถุอันตรายสำหรับเขาแล้ว
ยิ่งเป็นภรรยาที่ตีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และยังพร่ำบ่นว่าอยากจะช่วยเขาสร้างลูกด้วยแล้ว นี่มันบททดสอบจิตใจชัด ๆ
ลู่ชวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปเจรจากับฟางหยวน
“ห้องนี้มีเตียงแค่เตียงเดียว ผมจะลงไปเปิดห้องเพิ่มอีกสักห้องดีกว่า”
ฟางหยวนแสดงวิญญาณแม่บ้านผู้ประหยัดมัธยัสถ์ออกมาทันที
“คุณมีเงินเหลือเฟือขนาดนั้นเลยหรือไง จะไม่เก็บเงินไว้ใช้ชีวิตวันข้างหน้าแล้วเหรอ”
น้ำเสียงของเธอแทบจะตะโกนถามใส่หน้าเขาว่า มีเงินติดตัวอยู่แค่สองร้อยหยวนทำมาเป็นซ่าอยากจะผลาญเงินเล่นหรือไง
ลู่ชวนไม่ได้เสียดายเงินค่าห้องหรอก แต่ขาทั้งสองข้างของเขามันกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น สมองสั่งให้เดินไปเปิดห้อง แต่ขามันไม่ยอมขยับตาม
ทางด้านฟางหยวนยังคงทำหน้าซื่อตาใส เธอตบลงบนที่นอนปุ ๆ
“เตียงนี้ดูสะอาดสะอ้านดีนะ นุ่มใช้ได้เลย รีบมานอนพักผ่อนกันเถอะ จะได้รีบมีลูก”
ฟังดูสิ นี่มันวาจาที่ดุเดือดเลือดพล่านขนาดไหน ลู่ชวนจะไปทนรับไหวได้อย่างไร
ในเวลานี้ลู่ชวนนึกโทษแม่ยายขึ้นมาจับใจ ทำไมคนฉลาดเป็นกรดอย่างแม่ยายถึงเลี้ยงลูกสาวออกมาได้ไร้เดียงสาขนาดนี้ เรื่องที่ควรจะรู้ก็รู้แค่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ
ลู่ชวนยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สงครามความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด
ฟางหยวนเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงสัย
“คุณเป็นอะไรไป ทำไมเหงื่อออกเยอะขนาดนั้น ห้องนี้ก็ระบายอากาศดีนะ ไม่เห็นร้อนเลย”
ลู่ชวนกระแอมแก้เก้อ
“อะแฮ่ม... ก็คุณบอกให้ผมพักผ่อนสมองไม่ใช่เหรอ งั้นผมไปเปิดอีกห้องดีกว่าจะได้มีสมาธิ”
ฟางหยวนรีบรับปาก
“วางใจเถอะน่า ฉันไม่กวนคุณหรอก”
แล้วเธอก็บ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
“จะเอาลูก หรือจะพักสมอง หรือจะคิดเรื่องหาเงินดีนะ”
ดูเหมือนทางฝั่งนั้นเองก็กำลังสับสนลำดับความสำคัญอยู่เหมือนกัน เพราะแต่ละเรื่องล้วนเร่งด่วนทั้งสิ้น
ฟางหยวนกุลีกุจอจัดแจงเรียกให้ลู่ชวนรีบมานอนพัก เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและการดูงานมาทั้งวันแล้ว
สมองของลู่ชวนขาวโพลนไปหมด เขาค่อย ๆ ปีนขึ้นเตียงอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม นอนขดตัวลีบติดขอบเตียงฝั่งหนึ่งอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ฟางหยวนกล่าวสรุปอย่างใจกว้าง
“เอาล่ะ คุณนอนพักสมองให้เต็มที่เลยนะ คิดหาวิธีหาเงินให้ได้เยอะ ๆ”
ลู่ชวนนอนฟังแล้วก็นึกในใจ โชคดีที่เธอไม่ได้วกกลับมาพูดเรื่องทำลูกอีก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สัญชาตญาณความเป็นชายมันก็เริ่มทำงาน ลึก ๆ แล้วเขาก็มีความปรารถนาซ่อนอยู่ ลู่ชวนที่กำลังใจเต้นตึกตักจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากขึ้น
“ที่จริงแล้ว... มันยังมีวิธีพักผ่อนสมองอีกแบบหนึ่งนะ”
ฟางหยวนหูผึ่งขึ้นมาทันที เธอรีบถามด้วยความกระตือรือร้น
“ทำไมคุณไม่รีบบอกล่ะ วิธีอะไรเหรอ”
[จบบท]