บทที่ 17: เล่นลูกไม้ไม่รุ่ง
สะใภ้เถียนที่ยืนอยู่ตรงนั้นขึ้นชื่อลือชาเรื่องความสามารถในการนินทาชาวบ้านร้านตลาด เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วหมู่บ้านว่าปากของเธอนั้นหาตัวจับยาก ยามที่เธอขยับปากแต่ละที ไม่มีคำพูดดีๆ หลุดออกมาให้ระคายหู มีแต่คำพูดเหน็บแนมแสบสันที่พ่นออกมาไม่หยุดหย่อน
“พวกเรามาฟังกันเร็วเข้า บ้านตระกูลลู่รับลูกสะใภ้เข้าบ้านแล้ว มันไม่เหมือนเดิมจริงๆ นะจ๊ะ เสียงพูดเสียงจาก็ดังฟังชัดขึ้นเป็นกอง สงสัยจะมีคนคอยให้ท้ายแล้วล่ะสิ”
คำพูดนี้เจตนาจะกระทบกระเทียบเปรียบเปรยแม่ลู่โดยเฉพาะ ทั้งยังตั้งใจจะรังแกแม่ลู่ที่เป็นคนซื่อสัตย์ หัวทึบปากหนัก เถียงใครไม่ค่อยทันอยู่เป็นนิจ
แม่ลู่พยายามจะยืดอกขึ้นเพื่อแสดงความเข้มแข็ง อยากจะอ้าปากประกาศศักดาตอกกลับไปบ้างว่า ฉันไม่ได้กลัวเธอนะยะ แต่ทว่าพยายามแค่ไหนเสียงก็จุกอยู่ที่คอ ร้องไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่ากลับ
ฟางหยวนเห็นท่าทีอึกอักของแม่สามี จึงก้าวเท้าขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“แม่ เสียงแม่เบา พูดจาก็นุ่มนิ่มเกินไป วันหลังถ้าเจอเรื่องทักทายคนประเภทนี้อีก แม่เรียกใช้ฉันได้เลย เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
พูดจบหญิงสาวก็ตวัดสายตามองไปทางสะใภ้เถียน เลิกคิ้วขึ้นสูงพร้อมกับเท้าเอวฉับไว ท่าทางเอาเรื่องแบบนักเลงโต โดยไม่ต้องเอ่ยปากด่าแม้แต่คำเดียว แต่ภาษาทากายของเธอก็สื่อความหมายชัดเจนว่า ‘ถ้าแน่จริงก็ดาหน้าเข้ามา’ รังสีความดุดันนั้นแผ่พุ่งจนทิ้งห่างสะใภ้เถียนไปหลายช่วงตัว
ในระแวกสิบหมู่บ้านแปดตำบลนี้ ใครบ้างจะไม่รู้จักกิตติศัพท์ความแสบของนังหนูฟางหยวนคนนี้ อย่าว่าแต่เรื่องฝีปากที่ไม่มีใครด่าชนะเธอได้เลย ต่อให้ด่าชนะ ก็ไม่มีใครกล้าไปตอแยเธออยู่ดี เพราะเบื้องหลังของฟางหยวนยังมีพี่ชายอีกตั้งหลายคนคอยหนุนหลังอยู่
เวลาฟางหยวนไปก่อเรื่องข้างนอก ถ้าไม่เสียเปรียบก็แล้วไป แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอเสียท่า แม่ของฟางหยวนจะระดมพลลูกชายแห่กันไปทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกสาวทันที เรื่องวีรกรรมพวกนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ผู้คนในระแวกนี้ต่างได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของครอบครัวนี้กันจนชินหู นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมตอนแรกฟางหยวนถึงได้แต่งงานกับผู้ชายที่เคยถอนหมั้นมาแล้ว เพราะครอบครัวดีๆ ที่ไหนเขาจะกล้ามาเกี่ยวดองกับบ้านที่ดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้กันเล่า
พอฟางหยวนไปยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น สะใภ้เถียนก็หน้าถอดสี รีบหดหัวกลับไปทันที ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าออกมาข้างหน้าสักครึ่งก้าว คนปากเก่งอย่างเธอก็มีคนที่ไม้กล้าตอแยด้วยเหมือนกัน
แม่ลู่รีบคว้าแขนฟางหยวนเอาไว้ ความตื่นเต้นดีใจฉายชัดออกมาทางสีหน้าจนปิดไม่มิด นี่แหละคือข้อดีของการได้ลูกสะใภ้เก่งๆ เข้าบ้าน ดูสิว่าไม่มีใครกล้ามาต่อปากต่อคำกับนางอีกแล้ว
แต่ก่อนบ้านแม่ลู่มีลูกชายหนุ่มฉกรรจ์ตั้งสามคน แต่พี่ใหญ่ก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้วยังหาเมียไม่ได้ ทำให้เวลาจะไปเถียงกับใครก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไหร่
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว เพียงแต่ว่าทักษะการด่ากราดชาวบ้านนั้น แม่ลู่ยังฝึกไม่สำเร็จเสียที
ลู่ชวนเองก็มองออกเหมือนกันว่าคำว่า ‘ชื่อเสียงเลื่องลือระบือนาม’ มันเป็นยังไง ดูสิว่าเขาแทบไม่ต้องออกโรงปกป้องภรรยาเลยด้วยซ้ำ เธอจัดการเองเสร็จสรรพ
แม่ลู่เดินกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ ปากก็พร่ำพูดด้วยความยินดีปรีดาว่า
“สะใภ้รอง วันหลังแม่จะคอยเดินตามหลังเรียนรู้วิชาจากเธอนะ ถ้าแม่เรียนรู้จนเก่งแล้ว ต่อไปถ้าเธอมีเรื่องขัดใจกับใคร เดี๋ยวแม่จะออกหน้าลุยให้เอง”
ฟางหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แอบรู้สึกไม่ค่อยเชื่อถือในความสามารถของแม่ลู่เท่าไหร่นัก คนที่แม้แต่ตอนลูกชายโดนแย่งตัวไปต่อหน้าต่อตายังไม่กล้าปริปากร้องสักแอะ จะไปหวังพึ่งพาอะไรได้
ลู่เหล่าเอ้อร์ได้แต่กระตุกมุมปาก ยิ้มแห้งๆ ในใจ คิดว่านี่ช่างเป็นการลงทุนแต่งเมียที่คุ้มค่าจริงๆ แม่ของเขาประจบประแจงลูกสะใภ้จนออกนอกหน้า สีหน้าท่าทางตอนประจบนั่นดูไม่จืดเลยจริงๆ
ไม่ใช่ว่าลู่เหล่าเอ้อร์จะดูถูกความสามารถในการรบราฆ่าฟันของแม่บังเกิดเกล้า แต่ความจริงก็คือแม่ของเขามันไม่มีเขี้ยวเล็บอะไรเลยต่างหาก
แต่ดูเหมือนแม่ลู่จะแสดงออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่แค่การแกล้งประจบเอาใจ นางคงจะถูกใจฟางหยวนจริงๆ และวาดฝันว่าวันข้างหน้าสองแม่ลูกจะได้จับมือกันออกศึกฟาดฟันกับชาวบ้าน
แม่ลู่พูดยกยอปอปั้นฟางหยวนมาตลอดทาง ส่วนฟางหยวนเองก็ดูจะชอบอกชอบใจรับมุกได้หน้าตาเฉย ไม่มีเขินอายสักนิด คนหนึ่งกล้าพูด อีกคนก็กล้ารับ ลู่เหล่าเอ้อร์เห็นแล้วก็ได้แต่เลื่อมใสในความเข้าขากันของแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้
เสียงตะโกนของลู่เหล่าซานดังแว่วมาแต่ไกล
“พี่รอง พี่สะใภ้รอง มากันแล้วเหรอ มากินข้าวกันได้แล้ว”
ร่างของลู่เหล่าต้าแข็งทื่อไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเสียงเรียก พอเห็นหน้าฟางหยวน เขาก็รู้สึกวางตัวไม่ถูก ทำตัวไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาทันที ก็จะไม่ให้เกร็งได้ยังไง ในเมื่อผู้หญิงคนนี้เคยดูตัวกับเขา แถมยังแต่งงานเข้าพิธีกันแล้วด้วย
แน่นอนว่าเมื่อคืนนี้เธอยังปล้นสมบัติของเขาไปอีก ความรู้สึกรักความแค้นมันปนเปกันไปหมดจนใจเริ่มจะด้านชา
ฝ่ายหลี่เหมิงนั้นระแวดระวังตัวแจ พอเห็นฟางหยวนเดินมา เธอก็รีบถลันเข้าไปหาลู่เหล่าต้าทันที เพื่อแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“พี่เฟิง พี่วางใจเถอะนะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก เดี๋ยวฉันจะพูดกับสะใภ้รองให้รู้เรื่องเองว่าฉันไม่ได้ท้อง ต่อไปจะได้ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเอาเรื่องพวกเราไปพูดมั่วซั่วข้างนอก”
สิ่งที่ทำให้ลู่เหล่าต้าอึดอัดใจที่สุดคือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนยุ่งเหยิงนี่แหละ เมื่อวานเพิ่งจะแต่งเข้าบ้านมาหยกๆ วันนี้กลายมาเป็นพี่ชายสามีไปเสียแล้ว เขาถลึงตาใส่หลี่เหมิงทีหนึ่งโดยไม่พูดอะไรสักคำ
หลี่เหมิงเบะปาก ทำหน้าบึ้งตึงแอบส่งสายตาอาฆาตไปทางฟางหยวน ไม่น่าปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้โผล่หัวเข้ามาในบ้านหลังนี้เลยจริงๆ
พ่อลู่เดินออกมาต้อนรับ ส่งยิ้มร่าเริงให้กับฟางหยวน
“สะใภ้รองมาแล้วเหรอ มาๆ มากินข้าวกันก่อน มากินข้าว”
คนทั้งบ้านพากันออกมาต้อนรับขับสู้ราวกับกำลังเชิญเสด็จพระพันปีหลวงเข้าวัง พากันรุมล้อมเอาอกเอาใจฟางหยวนจนออกนอกหน้า
ท่าทีพินอบพิเทานี้ทำให้หลี่เหมิงรู้สึกเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมาในอกด้วยความริษยา เธออุตส่าห์เดินไปเดินมาในหมู่บ้านตั้งรอบใหญ่ กลับมาถึงยังต้องมาช่วยจัดโต๊ะ ช่วยจุดไฟทำกับข้าว แต่พ่อปู่แม่ย่ากลับไม่มีรอยยิ้มให้เธอสักนิด
แต่พอเป็นผู้หญิงคนนี้ พ่อแม่สามีกลับพากันรุมล้อมเอาใจใส่ มันเรื่องอะไรกัน ทั้งที่เป็นสะใภ้เหมือนกันแท้ๆ ทำไมถึงเลือกปฏิบัติกันขนาดนี้
หลี่เหมิงไม่อยากถูกมองข้ามเหมือนอากาศธาตุแบบนี้อีกต่อไป เธอจึงจงใจเดินไปขวางประตูไว้ แล้วถลึงตามองฟางหยวนอย่างท้าทาย นี่คือสัญญาณของการประกาศสงคราม
อย่าว่าแต่ฟางหยวนที่ยังไม่ทันได้ขยับตัวทำอะไรเลย แม้แต่ลู่เหล่าเอ้อร์ที่คิดจะก้าวเข้าไปห้ามทัพยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ภาพที่เห็นคือแม่ลู่พุ่งตัวอย่างรวดเร็วราวกับติดสปริงไปที่หน้าประตู แล้วตวาดเสียงดังลั่น
“ทำอะไรของเธอน่ะ ไม่รู้หรือไงว่าขวางทางคนอื่นเขาอยู่ ถอยไปซะ”
มือข้างหนึ่งของแม่ลู่ผลักหลี่เหมิงให้พ้นทาง แล้วหันขวับมาส่งยิ้มหวานหยดให้กับฟางหยวน
“สะใภ้รอง รีบเข้ามาเร็วเข้า เมื่อคืนหนูบอกว่าอยากกินหมั่นโถวไส้เนื้อไม่ใช่เหรอ แม่ทำเสร็จไว้รอแล้วนะ”
ลู่เหล่าเอ้อร์ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เห็นแม่ตัวเองปรนนิบัติพัดวีฟางหยวนราวกับกำลังรับใช้แม่สามี เชิญฟางหยวนเข้าบ้านอย่างพินอบพิเทา
ฟางหยวนเดินเชิดหน้าผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหลี่เหมิงที่ถูกผลักกระเด็นไปข้างทาง สงครามครั้งนี้ยังไม่ทันได้เริ่มปะทะ ฟางหยวนก็เป็นฝ่ายชนะขาดลอย เธอไม่ได้เห็นหลี่เหมิงอยู่ในสายตาเลยสักนิด
หลี่เหมิงยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความคับแค้นใจจนแทบอยากจะขว้างปาข้าวของระบายอารมณ์ แต่พอนึกขึ้นได้ว่าสถานะของตัวเองในบ้านนี้ยังไม่มั่นคง ก็ต้องข่มใจอดทนเอาไว้ก่อน รอให้ถึงวันหน้าเถอะ คนบ้านนี้อย่าหวังว่าจะได้เกาะชายกระโปรงเธอกินเลย
หลี่เหมิงยังคงปั้นหน้าเศร้า เสนอหน้าเข้าไปหาลู่เหล่าต้าอีกครั้ง
“พี่เฟิง ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันไม่น้อยใจหรอก”
ลู่เหล่าซานที่ยืนอยู่แถวนั้นบังเอิญได้ยินประโยคนี้เข้าพอดี ถึงกับขนลุกซู่รีบวิ่งหนีไปให้ไกล พี่สะใภ้ใหญ่คนนี้ท่าทางจะอาการหนักแฮะ
ลู่เฟิงเองก็ไม่ได้สนใจหลี่เหมิงเหมือนกัน แถมยังดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเธอจะมาน้อยอกน้อยใจเรื่องอะไร
โต๊ะกินข้าวในบ้านมีขนาดเล็ก นั่งกันไม่พอทุกคน ลู่เหล่าซานจึงรู้หน้าที่ ตักโจ๊กใส่ชามหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่ง แล้วเดินไปนั่งกินที่ธรณีประตูเองโดยอัตโนมัติ
วิถีชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ บนโต๊ะกินข้าวถ้าไม่มีผักดองก็มีแค่น้ำพริกเต้าเจี้ยว จะนั่งกินตรงไหนรสชาติมันก็เหมือนกันนั่นแหละ
ลู่เหล่าต้าปรายตามองฟางหยวนแวบหนึ่ง ในใจคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงไม่รู้ธรรมเนียมว่าต้องให้ผู้ชายขึ้นโต๊ะกินข้าวก่อนแน่ๆ แต่จะให้เขาไปนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน สุดท้ายเลยตัดสินใจตักข้าวใส่ชามเดินไปนั่งยองๆ กินที่ตอม่อประตูเป็นเพื่อนเจ้าสามมันเสียเลย
ฟางหยวนไม่ได้สนใจคู่ผัวเมียลู่เหล่าต้าเลยแม้แต่น้อย ขี้เกียจจะมองให้เสียสายตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกอึดอัดใจแบบที่ลู่เหล่าต้าเป็น เธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งนั้น
ในฐานะสะใภ้ใหม่ ฟางหยวนก้าวขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตาอย่างสง่าผ่าเผย จบเจ้านั่งลงตรงตำแหน่งประธานที่หัวเตียงอย่างมั่นคง จากนั้นแม่ลู่ก็นำหมั่นโถวไส้เนื้อมาประเคนให้ถึงมือ
หลี่เหมิงมองภาพนั้นด้วยความริษยาตาร้อนผ่าว เธอทำท่าจะขยับตัวขึ้นไปนั่งบนเตียงเตาบ้าง แต่พอเจอกับสายตาพิฆาตของฟางหยวนที่ตวัดมองมา หลี่เหมิงถึงกับชะงักกึก ไม่กล้าหย่อนก้นนั่งลงไป
ฟางหยวนหันไปกวักมือเรียกลู่เหล่าเอ้อร์
“ทำไมยังไม่มานั่งกินข้าวตรงนี้อีก”
ลู่เหล่าเอ้อร์คิดในใจว่า พ่อกับแม่ แล้วก็สะใภ้ใหม่สองคนนั่งบนเตียงเตาก็เต็มที่แล้ว พวกเราพี่น้องสามคน สองคนก็นั่งกินที่พื้นกันหมด แล้วผมจะหน้าด้านขึ้นไปนั่งบนเตียงได้ยังไง
ยังไม่ทันที่ความคิดจะจบลง เสียงของฟางหยวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าสามเขายังไม่แต่งงาน ยังถือว่าเป็นเด็กมะลึกกึ๊กกั๊ก จะนั่งกินตรงไหนก็ช่างเขาเถอะ แต่คุณแต่งงานมีเมียแล้ว เป็นลูกผู้ชายที่ต้องแบกรับครอบครัว กินข้าวปลาอาหารก็ต้องนั่งบนเตียงเตาให้มันสมเกียรติ ทำตัวให้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เหมือนอย่างพ่อหน่อยสิ”
พูดจบเธอก็เอื้อมมือไปดึงลู่เหล่าเอ้อร์ให้มานั่งลงข้างกาย ถึงแม้ปากจะไม่ได้เอ่ยพาดพิงถึงลู่เหล่าต้าแม้แต่คำเดียว แต่ลู่เหล่าต้าที่นั่งยองๆ อยู่ตรงประตูก็เหมือนโดนลูกหลงเข้ากลางอกอย่างจัง ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็คือคนที่โดนด่ากระทบกระเทียบชัดๆ
ก็นั่งหัวโด่อยู่ที่ธรณีประตูนี่นา
พ่อลู่ถูกยอจนตัวลอย รู้สึกว่าลูกสะใภ้รองคนนี้ช่างให้เกียรติเขายิ่งนัก ยังไม่ทันจะได้อ้าปากเอ่ยชมว่าฟางหยวนพูดได้ถูกต้อง
หลี่เหมิงก็โพล่งขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“สามีของฉันยังไม่ได้ขึ้นไปนั่งบนเตียงเตาเลยนะ”
สามีของตัวเอง ถ้าตัวเองไม่ปกป้องแล้วจะไปหวังพึ่งใคร นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะได้แสดงความรักความผูกพัน จะยอมให้น้อยหน้าบ้านรองไม่ได้เด็ดขาด
ฟางหยวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยวาจาเชือดเฉือนออกมาอย่างเจ็บแสบ
“สามีของเธอต่อให้นั่งตรงไหนก็ไม่ได้ดูสลักสำคัญอะไรอยู่แล้ว ตัวเธอเองไม่มีหูตาประเมินค่าสามีตัวเองหรือไง”
พ่อลู่ก้มหน้าก้มตากินข้าวเงียบๆ ทันที ไม่กล้าเอ่ยปากชมสะใภ้รองต่อแล้ว ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ เขาจะออกตัวลำเอียงเข้าข้างใครโจ่งแจ้งมันก็คงไม่งาม
[จบบท]