บทที่ 191: ฤทธิ์ปากสะใภ้ซุน
สะใภ้ซุนถึงกับต้องยกนิ้วยอมรับในฝีปากของแม่ลู่จริงๆ ขนาดเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หญิงสูงวัยตรงหน้าก็ยังอุตส่าห์หาทางแถแก้ตัวไปได้น้ำขุ่นๆ อีก
“คุณป้าคะ ไก่ที่บ้านป้าดูเหมือนจะหายไปหมดเกลี้ยงเล้าแล้วนะคะ หรือว่าลูกสะใภ้ป้าเชือดกินหมดแล้วกันแน่”
แม่ลู่เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเรื่องราวภายในครอบครัวเล็กๆ ของตัวเองจะไปเข้าหูคนบ้านตระกูลซุนได้รวดเร็วปานนี้ ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องไหนที่สะใภ้ซุนไม่รู้เลยจริงๆ ประหนึ่งมีเทพารักษ์คอยกระซิบข้างหู หญิงชราจึงรีบใช้ไหวพริบแก้ต่างออกไปทันควัน
“อ๋อ นั่นมันไก่ของบ้านรองเขาน่ะ”
สะใภ้ซุนตีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่พูดดูจริงจังขึ้นหลายส่วน
“คุณป้าสะใภ้คะ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะว่าป้านะ แต่การที่ป้าจะปกป้องผัวเมียบ้านใหญ่ แล้วมาใส่ความผัวเมียบ้านรองแบบนี้มันไม่ถูกนะคะ ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ในอนาคตต้องได้เป็นแม่สามีเหมือนกัน คนเป็นแม่สามีจะลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ”
คำพูดนั้นเล่นเอาแม่ลู่แทบจะสำลักข้าวต้มที่กำลังกลืนลงคอ แค่ข้าวต้มคำเดียวคงไม่ถึงขนาดต้องยกมาเป็นประเด็นเรื่องความลำเอียงกระมัง อีกอย่างนางก็ไม่กล้าจะไปลำเอียงใส่บ้านรองด้วย
“นี่แม่สะใภ้ซุน อย่าพูดซี้ซั้วนะ ฉันไม่ได้มีความคิดจะไปกลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายลูกชายลูกสะใภ้บ้านรองเลยสักนิด”
แต่คำพูดของสะใภ้ซุนนั้นช่างคมกริบและมีเหตุผลจนเถียงไม่ออก
“ป้าบอกว่าเอาข้าวต้มมาให้ไก่ของลูกชายคนรองกิน ถ้าเรื่องนี้พูดออกไป คนเขาจะไม่มองว่าป้ากำลังประจานบ้านรองเหรอคะ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยขนาดไหน ใครบ้านไหนเขาเอาข้าวต้มคนมาเลี้ยงไก่กัน ป้าทำแบบนี้ตั้งใจจะดิสเครดิตฟางหยวนกับสามีชัดๆ”
แม่ลู่แทบจะอยากร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด หญิงชราทำหน้าเหมือนคนกินยาขม พยายามอ้อนวอนเพื่อนบ้านปากตะไกร
“แม่สะใภ้ซุนเอ๊ย คนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ เธอช่วยทำเป็นหลับหูหลับตา ทำเป็นไม่เห็นความตะกละของฉันหน่อยไม่ได้หรือไง”
แต่มีหรือที่สะใภ้ซุนจะยอมปล่อยผ่านเรื่องแซ่บๆ แบบนี้ไปได้ เธอไม่ได้อุตส่าห์หูตาสว่างมาเพื่อจะแกล้งโง่เสียหน่อย
“ป้าะสะใภ้คะ ป้าอุตส่าห์มาปรนนิบัติลูกสะใภ้ ดูแลหลานตัวเล็กๆ จนตัวเองแทบจะไม่มีข้าวกินอยู่แล้ว ป้ายังจะช่วยปิดบังความผิดให้พวกเขาอีก ป้าเนี่ยช่างใจดีเกินไปจริงๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่นนะ ป่านนี้คงล้มโต๊ะอาละวาดบ้านแตกไปนานแล้วค่ะ”
แม่ลู่คิดในใจว่า 'ถ้าฉันล้มโต๊ะ ก็เท่ากับเปิดช่องให้พวกหล่อนหัวเราะเยาะน่ะสิ คนพวกนี้ไม่มีใครหวังดีสักคน มีแต่จะคอยซ้ำเติมทั้งนั้น' น่าปวดหัวจนฟันแทบโยก แต่ถึงลูกชายจะแย่แค่ไหน มันก็ยังเป็นลูกชายของนางอยู่วันยังค่ำ
แม่ลู่เริ่มหวาดกลัวฝีปากของสะใภ้ซุนขึ้นมาจริงๆ จึงได้แต่ประนีประนอม
“แม่สะใภ้ซุน ถือว่าเห็นแก่ความเป็นเพื่อนบ้านกัน ฉันขอร้องล่ะ ช่วยเพลาๆ ปากหน่อยเถอะนะ ที่ฉันยอมทนอยู่เนี่ยก็เพราะเห็นแก่หน้าหลานชายหรอก รอให้หลานแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อย พวกเขาอยากจะทำอะไร จะเป็นจะตายยังไง ฉันก็ขี้เกียจจะไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว”
สะใภ้ซุนได้ยินดังนั้นก็ตบเข่าฉาด
“คุณป้าคะ ป้านี่เป็นแม่สามีที่ประเสริฐจริงๆ หาที่ติไม่ได้เลย เอาอย่างนี้ไหมคะ เห็นแก่ความดีของป้า เดี๋ยวฉันจะช่วยแนะนำผู้หญิงดีๆ ให้กับลู่เสี่ยวซานลูกชายคนเล็กของป้าสักคน เอาไหมคะ”
เรื่องมีคนมาแนะนำคู่ครองให้นั้นมันก็ดีอยู่หรอก แต่ติดปัญหาอยู่อย่างเดียว ถ้าเกิดการดูตัวครั้งนี้ไม่สำเร็จขึ้นมา ด้วยปากของสะใภ้ซุนคนนี้ รับรองว่าตระกูลลู่คงเละเทะจนดูไม่ได้
เกรงว่าถ้าพลาดครั้งนี้ไป ต่อไปคงไม่มีแม่สื่อหน้าไหนกล้ามาแนะนำผู้หญิงให้ลู่เสี่ยวซานอีกแน่ๆ การจะปฏิเสธความหวังดีของสะใภ้ซุนจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศิลปะชั้นสูง ซึ่งแม่ลู่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะรับมือไม่ไหว
ตอนนี้แม่ลู่คิดถึงฟางหยวนจับใจ ถ้าสะใภ้รองของนางอยู่ที่นี่ ดูสิว่าใครหน้าไหนจะกล้ามารังแกนางแบบนี้บ้าง?
แม่ลู่ตัดสินใจงัดไม้ตายออกมาใช้
“แม่สะใภ้ซุน ฉันพูดความจริงกับเธอเลยนะ เรื่องงานแต่งงานของเจ้าสามเนี่ย ฉันตัดสินใจเองไม่ได้หรอก ลู่เหล่าเอ้อร์กับเมียเขาบอกไว้แล้วว่า เรื่องนี้ต้องยกให้พวกเขาเป็นคนจัดการ”
สะใภ้ซุนดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าแม่ลู่เสียอีก ดวงตาของนางเป็นประกายวาววับ
“จริงเหรอคะเนี่ย?”
ถ้าลู่เหล่าเอ้อร์กับฟางหยวนเป็นคนดูแลเรื่องนี้จริงๆ สะใภ้ซุนยิ่งรู้สึกกระตือรือร้นอยากจะเป็นแม่สื่อให้มากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ
แม่ลู่ได้แต่ฝืนใจพยักหน้าตอบรับ เดี๋ยวค่อยกลับไปเล่าให้ฟางหยวนฟังแล้วกัน หวังว่าลูกสะใภ้ตัวแสบจะช่วยแก้สถานการณ์ได้
สะใภ้ซุนวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว
“ถ้าลู่เหล่าเอ้อร์กับเมียพูดออกมาแบบนี้ แสดงว่าในวันข้างหน้าพวกเขาตั้งใจจะช่วยเหลือเกื้อกูลลู่เสี่ยวซานอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นเรื่องการดูตัวครั้งนี้ฉันยิ่งต้องทุ่มสุดตัวค่ะ”
แม่ลู่รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ไม่... ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เรื่องแต่งงานก็ส่วนแต่งงาน เรื่องช่วยเหลือเกื้อกูลอะไรนั่นไม่มีหรอก”
น่าเสียดายที่สะใภ้ซุนไม่ได้ฟังคำทัดทานนั้นเลย นางพูดเองเออเองเสร็จสรรพ
“ป้าคะ ป้าวางใจได้เลย ฉันรู้ว่าป้าลำบากใจ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ฉันจะไม่คุยกับป้าแล้ว เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับฟางหยวนด้วยตัวเอง รับรองค่ะว่าผู้หญิงคนที่ฉันจะแนะนำเนี่ยเป็นคนดีสุดๆ ขยันกว่าฉัน แถมยังปากหนักเก็บความลับเก่งกว่าฉันตั้งเยอะ”
แค่บอกว่าปากหนักกว่าสะใภ้ซุน ก็ถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ประเสริฐที่สุดในโลกแล้ว
แม่ลู่จำใจต้องพูดจาฝืนความรู้สึกออกไป
“ถ้าเป็นคนดีเหมือนแม่สะใภ้ซุน ก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ดีมากแล้วล่ะ”
คำชมนั้นทำเอาสะใภ้ซุนหัวเราะร่า ชอบอกชอบใจจนตัวสั่น เสียงหัวเราะคิกคักของนางทำเอาแม่ลู่รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว รู้สึกว่าตัวเองชมเกินจริงไปหน่อย
พอลับหลังแม่ลู่ เดินพ้นประตูรั้วบ้านตระกูลลู่ไปเท่านั้นแหละ ปากของสะใภ้ซุนก็เริ่มทำงานทันที นางวิพากษ์วิจารณ์เมียของลู่เฟิงเสียจนไม่มีชิ้นดี
เรื่องราวภายในบ้านตระกูลลู่ ทั้งส่วนที่สะใภ้ซุนเห็นกับตาตัวเอง และส่วนที่ฟังคนอื่นเล่าลือกันมา ถูกเธอนำมาปะติดปะต่อร้อยเรียงใหม่จนกลายเป็นละครฉากใหญ่ที่สมบูรณ์แบบและเห็นภาพชัดเจน
กว่าเรื่องราวจะวนกลับมาเข้าหูแม่ลู่ ก็ทำเอาหญิงชรากลุ้มใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ปัญหาคือสิ่งที่ชาวบ้านเขาลือกันน่ะ มันดันถูกต้องไปเสียแปดเก้าส่วน แต่แม่ลู่สาบานได้เลยว่านางไม่ได้เป็นคนพูดออกไปสักคำเดียว ทว่างานนี้นางจำต้องตกเป็นแพะรับบาปแบกหม้อดำใบใหญ่ไว้บนหลังอย่างเลี่ยงไม่ได้
ลู่เฟิง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พี่ใหญ่ลู่ ซึ่งตอนนี้ผันตัวมาเปิดร้านโชห่วย ย่อมเป็นคนกว้างขวางและหูตาไวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินข่าวลือที่ชาวบ้านนินทากันสนุกปาก เขาจึงกลับมาบ้านด้วยใบหน้าที่ดำทะมึนราวกับก้นหม้อ เขาตะคอกใส่แม่บังเกิดเกล้าด้วยความโมโห
“พวกผมไปทำอะไรให้แม่ไม่พอใจนักหนา แม่ถึงได้เอาเรื่องในบ้านออกไปประจานข้างนอกจนลูกชายกับลูกสะใภ้ต้องขายขี้หน้าชาวบ้านเขาแบบนี้ พวกผมไม่ให้แม่กินข้าว หรือว่าทำให้แม่ต้องลำบากใจตรงไหนกันครับ”
แม่ลู่ได้แต่อ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกสักคำ ได้แต่หันไปมองหน้าหลี่เหมิงแล้วเอ่ยเสียงอ่อย
“แม่ก็แค่กลับบ้านไปกินข้าวคำเดียวเองนะ”
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เหลือน่ะ เป็นฝีมือการมโนของสะใภ้ซุนล้วนๆ แต่พูดไปตอนนี้ใครเขาจะเชื่อ
ลู่เฟิงเป็นคนประเภทรักศักดิ์ศรีและหน้าตาทางสังคมยิ่งชีพ เขาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ต่อไปนี้ผมไม่กล้ารบกวนแม่แล้วล่ะครับ หลานคนเดียวพวกเราเลี้ยงกันเองได้ ข้าวปลาอาหารแม่ก็ไม่ต้องมาทำให้แล้ว”
พูดจบเขาก็ไล่แม่ลู่ออกมาจากบ้านแบบไม่ไยดี ทำเอาแม่ลู่โกรธจนแทบจะเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น
หลี่เหมิงที่เพิ่งคลอดลูกยังไม่พ้นเดือน เห็นแม่สามีโดนไล่ก็หน้าเสีย ถ้าแม่ลู่ไปแล้วใครจะทำกับข้าว ใครจะซักผ้าอ้อมให้ลูก นางยังไม่อยากลุกมาทำงานหนักตอนนี้
“พี่เฟิงคะ แม่ไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นหรอกค่ะ เรื่องพวกนั้นชาวบ้านก็พูดกันไปเรื่อย เราอย่าไปฟังเลยนะคะ”
ทว่าลู่เฟิงในเวลานี้กำลังต้องการแสดงความเป็นผู้นำครอบครัว เขาต้องการพิสูจน์ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย
“เรื่องนี้ต้องฟังฉัน ฉันลู่เฟิงมีปัญญาเลี้ยงลูกเมียได้ ถึงเธอจะไม่มีญาติพี่น้องมาเยี่ยม ฉันก็ไม่เคยกลัวใครนินทา ขนาดแม่แท้ๆ ของฉันไม่ยอมมาช่วยเลี้ยงหลาน ฉันก็ยังอยู่ได้ ไม่เห็นจะตายสักหน่อย”
แม่ลู่ฟังแล้วหน้ามืดตาลาย ที่ผ่านมาฉันมาคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ยี่สิบกว่าวัน ตอนท้องก็วิ่งวุ่นหาของบำรุงมาให้ นี่กลายเป็นว่าความดีที่ทำมาสูญเปล่าหมดเลยหรือนี่
ลูกชายคนนี้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงได้กลายเป็นคนอกตัญญูจนนางแทบจำไม่ได้
หลี่เหมิงร้อนรนขึ้นมาทันที พี่อยู่ได้แต่ฉันอยู่ไม่ได้นะ นี่เป็นครั้งแรกที่นางออกโรงปกป้องแม่สามี
“พี่เฟิงคะ ยังไงเราก็คนกันเอง พี่อย่าทำแบบนี้เลย แม่ไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย”
จะให้ลู่เฟิงทำกับข้าวหรือ? หลี่เหมิงไม่อยากจะทรมานลิ้นตัวเอง อีกอย่างในบ้านมีอะไรไม่มีอะไร เธอรู้ดีที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม่สามีคอยดูแลทำซุปทำแกงจืดให้กินไม่เคยขาด รสชาติก็ถือว่าใช้ได้ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ นางน่าจะทำดีกับแม่สามีให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย ถ้าไม่มีคนนอกปากเสีย เรื่องคงไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้
พี่ใหญ่ลู่นั้นเป็นคนหัวรั้น ยิ่งพูดยิ่งโมโห เขาถึงขั้นลงมือผลักแม่ลู่ออกมาจากตัวบ้าน เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นไปทั่ว
ประจวบเหมาะกับที่ลู่เสี่ยวซานกลับมาถึงพอดี ภาพที่เห็นคือพี่ชายคนโตกำลังผลักไสไล่ส่งแม่บังเกิดเกล้า ลู่เสี่ยวซานในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยคนเดิมอีกต่อไป จะให้เขาทนดูพี่ใหญ่ลู่ผู้แสนจะงี่เง่ารังแกแม่อย่างนั้นหรือ ไม่มีทาง!
ลู่เสี่ยวซานไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งตัวเข้าไปกระโดดถีบพี่ชายทันที สองพี่น้องเปิดศึกแลกหมัดกันอุตลุด
ถ้าเป็นเมื่อก่อนลู่เสี่ยวซานคงไม่กล้าหือ แต่หลังจากที่ได้ไปคลุกคลีทำงานอยู่กับฟางซื่อหู่มาครึ่งปี ถึงแม้ฝีมือช่างอาจจะยังไม่เก่งกล้า แต่ความกล้าได้กล้าเสียและลูกบ้าดีเดือดนั้นซึมซับมาเต็มเปี่ยม แถมยังเรียนรู้วิธีลงมือที่หนักหน่วงมาด้วย
ถ้าจะแข่งกันเรื่องความเลว ลู่เฟิงไม่มีทางสู้ลู่เสี่ยวซานได้อยู่แล้ว ถึงจะสู้ไม่ได้แต่ลู่เสี่ยวซานก็พร้อมจะกัดไม่ปล่อย เขาต้องแสดงจุดยืนให้พี่ใหญ่รู้สำนึก
พี่ใหญ่ลู่ที่ใจเสาะกว่า ย่อมไม่กล้าแลกหมัดตรงๆ สุดท้ายก็กลายเป็นฝ่ายโดนยำอยู่ฝ่ายเดียว
สองพี่น้องตีกันบ้านแทบแตก เรียกไทยมุง... เอ้ย จีนมุงมาดูเหตุการณ์กันครึ่งหมู่บ้าน
พี่ใหญ่ลู่ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ตวาดเสียงดังลั่น
“ลู่เสี่ยวซาน ไอ้เนรคุณ! แกกล้าลงมือกับพี่ชายตัวเองเหรอ ต่อไปนี้ฉันไม่มีน้องชายอย่างแก”
ลู่เสี่ยวซานตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น ก่อนจะแถมลูกถีบฝากรักใส่พี่ชายไปอีกที พร้อมประกาศก้องด้วยน้ำเสียงหนักแน่นฟังชัด
“แกน่ะสิเป็นตัวอะไร! ฉันจะบอกให้เอาบุญนะ บ้านหลังนี้ครึ่งหนึ่งเป็นส่วนของฉัน แม่เป็นแม่ของฉัน แกไม่มีสิทธิ์มาผลักไสไล่ส่งท่าน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร หรือเกิดเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรขึ้น แกก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องแม่แม้แต่ปลายเล็บ!”
ใครบ้างไม่อยากมีลูกชายที่พึ่งพาได้แบบนี้ วินาทีนั้นแม่ลู่ซาบซึ้งใจจนน้ำตาแทบไหลพราก ที่กลั้นไว้ไม่ร้องไห้ออกมาเพราะกลัวจะเป็นการราดน้ำมันเข้ากองเพลิง เดี๋ยวเจ้าลูกชายคนเล็กจะหันไปกระทืบพี่ชายมันซ้ำอีกรอบ
ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็จับใจความได้ว่า ที่แท้ลู่เสี่ยวซานยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยว่าพี่ใหญ่ลู่ทะเลาะกับแม่เรื่องอะไร หรือใครติดหนี้ใคร เขาแค่ทนเห็นแม่ตัวเองโดนพี่ชายผลักไสไม่ได้ก็เลยกระโจนเข้าใส่ทันที
ทุกคนต่างทอดถอนใจและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลูกชายคนนี้เลี้ยงได้ไม่เสียข้าวสุกจริงๆ มันต้องแบบนี้สิถึงจะเรียกว่าลูกผู้ชายตัวจริง
[จบบท]