บทที่ 193: มีปัญญาแค่นี้เอง
ภายในห้องครัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของน้ำซุปไก่ที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่บนเตา ลู่เสี่ยวซานยืนกอดอกมองดูแม่ของตนที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟด้วยสายตาที่อ่านยาก
เมื่อเห็นท่าทีลังเลของแม่ลู่ เขาก็ตัดสินใจเอ่ยปากตัดบทขึ้นมาทันที
“ถ้าแม่คิดจะแบ่งไปให้บ้านนั้น งั้นก็ช่างมันเถอะครับ ไก่ตัวเดียวถ้าตุ๋นเสร็จแล้วต้องแบ่งให้พวกเขาไปครึ่งหนึ่ง ผมยอมอดไม่กินเสียดีกว่า สู้เก็บเงินไว้ยังจะดีซะกว่าอีก”
แม่ลู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความคิดของเธอนั้นถูกลูกชายคนเล็กอย่างลู่เสี่ยวซานมองทะลุปรุโปร่งจนหมดเปลือก จริงอย่างที่เขาว่า เธอตั้งใจจะตักแบ่งไปให้บ้านลูกชายคนโตจริงๆ นั่นแหละ
“ถ้าไม่แบ่งให้ แล้วกินกันอยู่แค่สองคนแม่ลูก มันจะไม่กลายเป็นการกินแรงกินรวบคนเดียวหรือไง ในหมู่บ้านนี้ถ้าแม่ทำตัวเป็นแม่ผัวใจจืดใจดำ เดี๋ยวชาวบ้านเขาก็จะเอาไปนินทาจิ้มกระดูกสันหลังเอาได้”
ลู่เสี่ยวซานมีสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและไม่มีแววล้อเล่นแม้แต่น้อย
“แม่ลองคิดดูดีๆ สิครับ สองผัวเมียบ้านนั้นเวลามีของดีอะไรกินกันเอง เคยคิดจะแบ่งมาให้แม่สักคำไหม ถ้าพวกเขาเคยเอ่ยปากชวนแม่สักคำ ของพวกนี้ผมยกให้พวกเขากินผมก็ยอมรับได้ แต่นี่มันไม่ใช่ ตอนนี้ของของผมก็คือของผม ของของเขาก็คือของเขา บ้านเราก็ส่วนบ้านเรา บ้านเขาก็ส่วนบ้านเขา ต้องแยกแยะให้ชัดเจนครับ”
เมื่อเห็นแม่ยังคงมีสีหน้าลำบากใจ ลู่เสี่ยวซานจึงงัดไม้ตายออกมาขู่
“ถ้าแม่ตัดใจทำไม่ได้ งั้นผมจะไปป่าวประกาศบอกคนในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้แหละว่าผมขอแยกบ้านกับแม่ ผมไม่อยากให้ข้าวของในส่วนของผมต้องตกไปถึงมือลู่เหล่าต้า”
แม่ลู่ได้ยินดังนั้นก็ตวาดแหวใส่ลูกชายทันที
“อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ! ยังอยากจะแต่งเมียอยู่ไหม ตัวเองยังไม่ทันได้แต่งงาน ถ้าขืนลุกมาอาละวาดโวยวายเรื่องแยกบ้าน ใครหน้าไหนเขาจะกล้ายกลูกสาวให้มาแต่งกับแก”
“เพื่อที่จะได้แต่งเมีย ผมก็ยอมก้มหัวศิโรราบแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ คนเรามันต้องหัดใจแข็งและยืนหยัดเพื่อตัวเองบ้าง”
แม่ลู่จนปัญญาจะเถียง นางโบกมืออย่างอ่อนใจพลางบ่นพึมพำ
“เอาเถอะๆ พอได้แล้ว นิสัยพี่ใหญ่ของแกเป็นยังไงก็รู้ๆ กันอยู่ ต่อให้แม่หน้าด้านเอาไปส่งให้ถึงที่ พี่ชายคนโตของแกเขาก็คงไม่ยอมรับไว้หรอก”
ลู่เสี่ยวซานอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำสวนกลับไปประโยคหนึ่ง
“ถ้าเขามีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งและหยิ่งในศักดิ์ศรีขนาดนั้นจริงๆ แม่ไก่ที่ผมเลี้ยงไว้หลังบ้านก็คงไม่หายไปจนเกลี้ยงเล้าไม่เหลือสักตัวแบบนี้หรอก”
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้แม่ลู่ถึงกับเงียบกริบไปทันที นิสัยของลูกชายคนโต ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีความห้าวหาญหรือรักศักดิ์ศรีอะไรขนาดนั้นจริงๆ นั่นแหละ
บรรยากาศในห้องครัวเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สองแม่ลูกจะฉุกคิดถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้พร้อมกัน
“แม่ว่านะ ต่อให้พี่รองของแกรู้เรื่องที่พี่ใหญ่มีลูก ก็คงไม่กลับมาหรอก ใช่ไหม”
แม่ลู่พยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของลูกชายคนเล็ก
“พี่สะใภ้รองของแกไม่ใช่คนประเภทนั้น”
ไม่ใช่คนประเภทไหนน่ะหรือ? ก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะยอมก้มหัวทำเพื่อความพึงพอใจของคนอื่นแล้วยอมให้ตัวเองต้องลำบากใจยังไงล่ะ จะให้ฟางหยวนอุ้มท้องกลับมาแสดงความยินดีกับลู่เหล่าต้าและหลี่เหมิงที่มีลูกงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!
ลู่เสี่ยวซานหันไปมองหน้าแม่ลู่แล้วลองหยั่งเชิงถาม
“หรือไม่ แม่ก็ลองไปอยู่กับพี่รองสักพักไหมล่ะครับ”
“แล้วที่นาที่สวนทางนี้จะทำยังไง แม่ไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับพวกพี่ใหญ่แล้ว แกวางใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”
“ผมหมายถึง พี่สะใภ้รองแต่งงานไปจะครบปีแล้ว ยังไม่มีวี่แววจะมีหลานให้แม่อุ้มเลย แม่ไม่ลองไปดูหน่อยเหรอครับ เดี๋ยวเขาจะหาว่าพวกเราไม่สนใจไยดี”
แม่ลู่รีบแย้งทันทีตามประสาคนที่มีประสบการณ์มาก่อน
“ผู้หญิงเรา เรื่องท้องไส้มันเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางคนกว่าจะมีลูกหัวปีก็ปาเข้าไปหลายปี อย่าไปคิดมากน่า ถ้าพี่สะใภ้รองรู้ว่าแกไปยุ่งเรื่องนี้ ระวังจะโดนเธอจัดการเอานะ”
พูดจบแม่ลู่ก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปรยขึ้นมาอย่างลังเล
“แต่แกว่า... ถ้าแม่ไปหาจริงๆ พี่สะใภ้รองจะคิดมากไหม”
ลู่เสี่ยวซานลอบคิดในใจว่าแม่ยังไม่รู้จักนิสัยของฟางหยวนดีพอ
“พี่สะใภ้รองมีอะไรก็พูดตรงๆ อยู่แล้วครับ ไม่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยหรอก”
“นั่นสินะ นิสัยพี่สะใภ้รองของแกเป็นแบบนั้นจริงๆ มีสองก็บอกสอง ไม่มีทางบอกว่าเป็นหนึ่ง แต่เรื่องนี้ช่างมันเถอะ ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ พี่สะใภ้รองไม่ชอบหน้าพวกเขามาตั้งนานแล้ว ขืนให้รู้เรื่องเดี๋ยวก็พาลจะวิ่งมาด่ากราดเอาเสียเปล่าๆ”
“เพราะอย่างนี้ไงครับ ข่าวเรื่องพี่ใหญ่มีลูก ผมถึงไม่ได้ส่งคนไปบอกพี่รองเลย”
แม่ลู่กัดฟันกรอดด้วยความหมั่นไส้ รู้ทันทีว่าเจ้าลูกชายคนเล็กตัวแสบจงใจปิดข่าวเงียบกริบ
สุดท้ายแม่ลู่ก็ตุ๋นไก่ให้พ่อลู่กินบำรุงร่างกายหนึ่งตัว โดยมีลู่เสี่ยวซานนั่งกินเป็นเพื่อน หลังจากกินเสร็จ ลู่เสี่ยวซานก็จัดการกวาดเนื้อไก่ที่เหลือทั้งหมดใส่กล่องข้าวแล้วหิ้วกลับไปกินต่อที่ห้องพักของตัวเองเกลี้ยง ไม่เหลือเศษไว้ให้ใคร
การกระทำนี้ถือเป็นการหักหน้าลู่เหล่าต้าอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการไว้หน้าพี่ชายคนโตแม้แต่นิดเดียว
ทางด้านหลี่เหมิงนั้นเรียกได้ว่าต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส อาหารการกินที่ลู่เหล่าต้าทำให้ รสชาติย่ำแย่จนแทบกลืนไม่ลง พอกินไม่อิ่มและไม่อร่อย น้ำนมที่ทำท่าจะมีก็หดหายไปหมด
ลู่เหล่าต้านอกจากจะไม่สำนึกแล้ว ยังบ่นว่าเธอเรื่องมาก มีคนทำข้าวให้กินยังไม่รู้จักพอใจอีก
ลูกน้อยที่เพิ่งคลอดก็ไม่มีคนช่วยเลี้ยง ผ้าอ้อมเปื้อนฉี่ก็กองพะเนินไม่มีคนซัก ลู่เหล่าต้าวุ่นวายอยู่แต่กับร้านโชห่วย ไม่สนใจดูแลลูกเมีย วันๆ เอาแต่ทำหน้าดำหน้าแดง พอได้ยินเสียงลูกร้องไห้โยเย ก็ตะคอกเสียงดังลั่น
“ร้องเข้าไป! รู้จักแต่ร้องอยู่นั่นแหละ!”
ในที่สุด หลี่เหมิงก็ทนไม่ไหว ต้องลากสังขารที่ยังไม่แข็งแรงดีลงจากเตียงเตามาทำกับข้าวเอง ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้กินของดีๆ และลูกก็คงร้องไห้เพราะหิวนมทุกวัน
หลี่เหมิงได้แต่นึกสงสัยในใจ ไหนล่ะศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของลู่เหล่าต้า ทำไมสุดท้ายกลายเป็นเธอที่ต้องมารับกรรมแบกรับภาระทั้งหมดไว้แบบนี้
ความคับแค้นใจของหลี่เหมิงนั้น เธอไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบ่นออกมา ต่อหน้าว่าที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งในอนาคต เธอยังต้องรักษาภาพพจน์ของภรรยาที่อดทนและร่วมทุกข์ร่วมสุข
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ชาวบ้านที่แวะเวียนมาซื้อของที่ร้าน ต่างก็พูดจาเหน็บแนมสองผัวเมียคู่นี้ไม่น้อย
“บ้านพวกเธอก็ไม่ได้ยากจนข้นแค้นถึงขนาดไม่มีข้าวกิน ทำไมถึงใจดำไม่แบ่งของกินดีๆ ให้แม่ตัวเองบ้างเลยล่ะ คนเราน่ะนะ จะทำตัวแบบนี้ไม่ได้หรอก”
ทุกครั้งที่ได้ยิน ลู่เหล่าต้าก็จะหน้าแดงก่ำแล้วเถียงกลับคอเป็นเอ็น จนบ้านแทบแตก
หลี่เหมิงต้องกัดฟันทนจนกระทั่งพ้นช่วงอยู่ไฟ เธออยากจะระบายความอัดอั้นตันใจให้คนอื่นฟังเหลือเกินว่า ตอนอยู่ไฟแม่สามีไม่เคยมาเหลียวแลเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่พอเธออ้าปากจะเล่า ชาวบ้านต่างก็สวนกลับทันควัน
“แม่ผัวเธอเป็นคนยังไงพวกเราเห็นกันมาหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากมา แต่เป็นพวกเธอเองที่ไม่เอาเขา ผัวเธอนั่นแหละที่เป็นคนไล่แม่ตัวเองออกไป”
“อีกอย่างนะ คนชนบทอย่างเราเวลาอยู่ไฟ ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมายหรอก เธอได้นอนพักอยู่บนเตาตั้งหลายวัน ถือว่ามีวาสนากว่าพวกฉันตั้งเยอะ ลองไปถามบ้านอื่นดูสิ มีใครบ้างได้นอนเฉยๆ ครบเดือน ส่วนใหญ่ก็ต้องลุกมาซักผ้าอ้อมเอง ทำกับข้าวกินเองกันทั้งนั้นแหละ”
สรุปแล้ว หลี่เหมิงเลยไม่ได้มีโอกาสร้องทุกข์ขอความเห็นใจจากใครเลยสักคน
ลู่เหล่าต้าโดนชาวบ้านกดดันจนเริ่มหมดใจที่จะเปิดร้านโชห่วยต่อ เขาไม่อยากอยู่ที่หมู่บ้านนี้อีกต่อไปแล้ว คนพวกนี้ทำไมถึงปากมาอย่างกับกรรไกร เรื่องของครอบครัวคนอื่นแท้ๆ จะมายุ่งอะไรด้วย
ตกดึกคืนนั้น หลี่เหมิงจึงอุ้มลูกน้อยเดินฝ่าความมืดไปหาแม่ลู่ที่บ้าน
แม่ลู่มองดูหลานชายคนโต เห็นว่าเด็กน้อยอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี ไก่หลายตัวที่เธอแอบเอาไปให้ทางอ้อมคงไม่ได้เสียของเปล่า
แต่ถึงอย่างนั้น แม่ลู่ก็ไม่ได้ยื่นมือไปอุ้มหลานมาเชยชม เพราะใจมันเย็นชาไปเสียแล้ว เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ถ้าไม่มีธุระอะไร สองผัวเมียคู่นี้ไม่มีทางโผล่หัวมาหาแน่
พอนึกถึงสามีที่ต้องไปแบกปูนแบกหินหาเงินอยู่ต่างถิ่น ลูกชายคนเล็กที่ยังมีหนี้สินท่วมหัวและต้องเก็บเงินแต่งเมีย แม่ลู่ก็ไม่กล้าควักเงินออกมาโปรยเล่นง่ายๆ อีกต่อไป
ครอบครัวของเธอไม่มีฐานะร่ำรวยพอที่จะเลี้ยงดูคนดวงเศรษฐีแต่กำเนิดแบบนั้นได้ไหว
หลี่เหมิงเห็นแม่ลู่มีท่าทีเย็นชา ไม่ยอมเปิดช่องให้คุยดีๆ เธอจึงวางลูกลงบนเตาแล้วเอ่ยเรียกเสียงอ่อน
“แม่คะ”
“พ้นช่วงอยู่ไฟแล้ว ก็ตั้งใจเลี้ยงลูกให้ดีเถอะ” แม่ลู่ตอบกลับเสียงเรียบ
“แม่คะ พี่เฟิงเขาเป็นคนใจร้อนแบบนั้นแหละค่ะ เขารักศักดิ์ศรีจะตาย แต่จริงๆ แล้วในใจเขาเสียใจมากเลยนะคะ ตอนที่แม่ไม่อยู่ พวกเราสองคนแทบจะไม่ได้กินข้าวกันดีๆ เลยสักมื้อ”
ที่เสียใจคงเป็นเพราะไม่มีคนใช้คอยทำกับข้าวให้กินเสียมากกว่า พวกเขาไม่เคยคิดบ้างเลยหรือว่า ตอนที่แม่ตัวเองไม่มีข้าวกิน พวกเขาเคยรู้สึกผิดบ้างไหม
“ฉันคลอดลูกของฉันมาเอง ฉันรู้ดี ไม่ต้องมาพูดแก้ตัวแทนเขาหรอก มีธุระอะไรก็พูดมาตรงๆ ถ้าช่วยได้ฉันจะช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ฉันก็จะบอกตรงๆ”
หลี่เหมิงสูดหายใจลึกก่อนจะเข้าประเด็น
“แม่คะ คืออย่างนี้ค่ะ พอแม่แยกตัวออกไปแบบนั้น ธุรกิจที่ร้านในหมู่บ้านของฉันกับพี่เฟิงก็เริ่มขายไม่ดี”
แม่ลู่คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้ ถึงกับสวนกลับด้วยความงุนงง
“แม่ไปทำอะไรให้ฮึ? แม่ไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้พวกเธอตอนไหน”
“แต่ว่าในหมู่บ้านนี้ พวกเราอยู่ต่อไม่ได้แล้วจริงๆ ค่ะ”
แม่ลู่หน้าตึงขึ้นมาทันที “จะเอายังไงก็เรื่องของพวกเธอสิ”
“แม่คะ ฉันคิดว่าไหนๆ อยู่ที่หมู่บ้านนี้ก็ไม่รุ่งแล้ว เราอยากจะย้ายไปทำมาค้าขายในตัวตำบลแทน แต่ว่าเงินทุนเรายังไม่พอ พ่อเองไปทำงานครึ่งปีมานี้ก็คงเก็บเงินได้ไม่น้อย แม่ลองคิดดูสิคะ พวกแม่แก่ตัวลงไป สุดท้ายก็ต้องให้พวกเราเลี้ยงดูอยู่ดี งั้นแม่เอาเงินค่าแรงของพ่อมาให้พวกเราไปตั้งตัวก่อนเถอะค่ะ”
แม่ลู่นึกในใจว่า โชคดีที่ลู่เสี่ยวซานเตือนสติไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นเธอคงใจอ่อนควักเงินให้ไปแล้ว พูดจาได้หน้าไม่อายจริงๆ
“เงินที่พ่อเขาหามาได้ครึ่งปีนี้ เอาไปใช้หนี้สินหมดแล้ว ไม่มีเหลือหรอก”
หลี่เหมิงได้ยินดังนั้นก็ร้อนรนขึ้นมาทันที
“แม่คะ แม่ยังจะทำตัวห่างเหินกับพี่เฟิงอยู่อีกเหรอคะ จะไม่มีเงินได้ยังไง พ่อไปทำงานตลอดไม่ได้หยุดเลยนะ”
แม่ลู่มองลูกสะใภ้คนโตด้วยสายตาว่างเปล่า ที่แท้ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่อยากได้เงินจนตัวสั่นสินะ
“ก็บอกว่าไม่มีเงิน มีความสามารถแค่ไหนก็ทำแค่นั้น ถ้าไม่มีเงินทุนก็เฝ้าร้านอยู่ที่หมู่บ้านต่อไปนั่นแหละ”
[จบบท]