บทที่ 219: ปฏิกิริยา
“นั่นมันต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่กันเชียว...”
ฟางอู่หู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนทึ่งในความใจกล้าของน้องเขย เขาจ้องมองลู่ชวนตาเขม็งก่อนจะพูดต่ออย่างอดปากไม่ได้
“ชวนเอ๋อร์ พี่จะบอกอะไรให้นะ ฝีมือการใช้เงินของนายน่ะ เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้ด้อยไปกว่าฟางหยวนเลยแม้แต่นิดเดียว”
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ฟางอู่หู่ต้องเอ่ยปากทักท้วงก็คือเรื่องอู่ซ่อมรถที่ลู่ชวนเคยจัดการไว้ก่อนหน้านี้
“ไอ้อู่ซ่อมรถที่สร้างไว้ประดับบารมีโก้ๆ นั่น ก็เป็นความคิดของนายด้วยใช่ไหมล่ะ”
ลู่ชวนได้ยินดังนั้นก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่ออธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่ห้า ที่พี่พูดถึงมันเป็นเรื่องก่อนหน้านี้ต่างหาก อย่าเห็นว่าเวลาเพิ่งผ่านไปแค่สองเดือนกว่าๆ สิครับ ตอนนี้ที่นั่นมันไม่ใช่แค่ของประดับฉากเอาไว้ตั้งโชว์เฉยๆ แล้วนะ”
ฟางอู่หู่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
“ทำเงินได้แล้วงั้นเหรอ”
“ถ้าพี่ห้าไม่เชื่อ พี่ลองไปถามฟางหยวนดูสิครับ ช่วงนี้เธอแทบจะไม่ทำหน้ายักษ์ใส่ช่างหลิวเลย แถมระยะหลังมานี้ยังขึ้นค่าแรงให้ช่างหลิวอีกต่างหาก”
ฟางอู่หู่ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ขึ้นค่าแรงอีกแล้วเหรอ ฉันเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วสิ ดูท่าทางแล้วช่างหลิวคนนี้ อีกหน่อยคงจะหาเงินได้มากกว่าฉันที่เป็นเจ้านายเสียอีกมั้งเนี่ย”
ลู่ชวนเองก็นึกอิจช่างหลิวอยู่เหมือนกัน จึงพยักหน้าเห็นด้วย
“ก็เขามีฝีมือติดตัวนี่ครับ”
ฟางอู่หู่ยังคงข้องใจไม่หาย จึงถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ตกลงว่าทำเงินได้จริงๆ ใช่ไหม”
“จริงสิครับ”
ลู่ชวนยืนยันหนักแน่น ก่อนจะเริ่มวาดฝันถึงโครงการต่อไปด้วยแววตาเป็นประกาย
“ตอนนี้ในเมืองมณฑลมีรถยนต์วิ่งกันให้ขวักไข่เยอะขึ้นมาก พี่ห้าครับ ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องซื้อรถยนต์สักคันมาขับเพื่อประดับบารมีบ้างแล้วนะ”
พอได้ยินคำว่า ‘ซื้อรถ’ ฟางอู่หู่ก็แทบจะสะบัดหน้าเดินหนีทันที เขาหมุนตัวเดินจากไปดื้อๆ พลางบ่นพึมพำในใจว่าแค่ขี่มอเตอร์ไซค์มันจะไปประดับบารมีไม่ได้ตรงไหนกัน ตัวเขาเองคิดว่าแค่นี้ก็เท่ระเบิดจนเดินยืดอกได้ทั่วอำเภอแล้ว แต่พอเอาไปเทียบกับน้องเขยอย่างลู่ชวน กลายเป็นว่าเขายังตามหลังอยู่หลายขุมนัก
บทจะบอกว่าต้องมีสถานที่ทำงานเป็นของตัวเอง ลู่ชวนก็จัดแจงหาที่ทางทันที บทจะบอกว่าต้องซื้อรถ ก็กล้าคิดที่จะควักเงินก้อนโตมาละลายแม่น้ำ ช่างเป็นคนที่มีเงินแล้วกล้าใช้จริงๆ เรื่องความใจป้ำนี้ ฟางอู่หู่ขอยอมแพ้อย่างราบคาบ
มิน่าล่ะ ถึงได้มาเป็นผัวเมียกับฟางหยวนได้ สองคนนี้ช่างมีพรสวรรค์ในการผลาญสมบัติพัสถานได้เข้าขากันดีเหลือเกิน
ส่วนเรื่องหนี้สินก้อนโตระหว่างฟางหยวนกับลู่ชวนนั้น พอทั้งคู่กลับมาถึงบ้าน ฟางหยวนก็เอ่ยปากกำชับสามีเพียงประโยคเดียว
“อย่าเพิ่งลำพองใจไปว่าตัวเองมีบริษัทแล้วจะทำอะไรก็ได้ กลับมาถึงบ้าน คุณยังต้องเชื่อฟังฉันเหมือนเดิม เข้าใจไหม”
ลู่ชวนรีบพยักหน้าหงึกหงัก แล้วรีบวิ่งกุลีกุจอตามหลังภรรยาไปคอยเอาอกเอาใจประหนึ่งสุนัขเชื่องๆ ที่ซื่อสัตย์ ลืมเรื่องหนี้สินที่ค้างคาใจไปจนหมดสิ้น
หลังจากที่ฟางอู่หู่และลู่ชวนปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดไปหนึ่งยก ในที่สุดป้ายชื่อ ‘บริษัทก่อสร้างห้าพยัคฆ์’ ก็ถูกนำมาแขวนไว้อย่างสง่าผ่าเผยที่หน้าประตูบ้านของพี่ห้า
ภายในห้องทำงานของฟางอู่หู่ มีโต๊ะทำงานเพิ่มเข้ามาใหม่อีกสองตัว พนักงานบัญชีที่นั่งประจำอยู่เป็นคุณน้าวัยสี่สิบกว่าปีที่ลู่ชวนเป็นคนจ้างมา บ้านของแกอยู่ในตัวเมืองมณฑลนี่เอง
เหตุผลที่ลู่ชวนเลือกจ้างคนวัยนี้ก็เพราะว่า ทางฝั่งฟางอู่หู่นั้นมีแต่คนหนุ่มวัยฉกรรจ์เดินเข้าเดินออกกันพลุกพล่าน หากจ้างเด็กสาวๆ มาทำงานก็เกรงว่าจะดูไม่เหมาะสมและไม่สะดวกใจ ลู่ชวนจึงคิดคำนวณเรื่องความละเอียดอ่อนเหล่านี้ไว้อย่างรอบคอบแล้ว
นอกจากนี้ ลู่ชวนยังจ้างเพื่อนร่วมรุ่นจากมหาวิทยาลัยมาเป็นวิศวกรคุมงาน และยังมีพนักงานกินเงินเดือนอีกสองคนที่จนถึงป่านนี้ฟางอู่หู่ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเลยสักครั้ง
การเปิดบริษัทครั้งนี้ไม่ได้มีพิธีรีตองเฉลิมฉลองอะไรใหญ่โต มีเพียงกลุ่มของวั่นซุ่นและคนงานคนอื่นๆ มาร่วมกินข้าวสังสรรค์กันมื้อหนึ่ง เพียงเท่านี้ฟางอู่หู่และลู่ชวนก็ได้กลายเป็นเถ้าแก่เต็มตัวแล้ว
สิ่งที่ทุกคนพึงพอใจมากที่สุดเห็นจะเป็นชื่อ ‘บริษัทก่อสร้างห้าพยัคฆ์’ นี่แหละ แค่ได้ยินชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นหัวเรือใหญ่ งานนี้พี่ห้าของเรายืดอกได้อย่างภาคภูมิ
แต่คนที่ดูจะตกอกตกใจกับเรื่องนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นจางเว่ย
ทันทีที่รู้ข่าว เขาก็รีบบึ่งมาหาลู่ชวนกับฟางอู่หู่ด้วยสีหน้าที่ดูไม่จืดเลยทีเดียว
“เก่งกันจริงๆ นี่พวกนายคิดจะเขี่ยทิ้งกันดื้อๆ เลยใช่ไหม ถึงได้แอบไปเปิดบริษัทกันเองแบบนี้”
ฟางอู่หู่ไม่รอให้ลู่ชวนต้องออกโรง เขาเป็นฝ่ายสวนกลับไปทันควัน
“น้องชาย พูดจาแบบนี้พี่ไม่ชอบฟังเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพื่อทำให้สถานะของเรามันทัดเทียมและคู่ควรกับน้องชายอย่างนาย พวกพี่จะยอมลำบากตรากตรำดิ้นรนทำเรื่องพวกนี้ไปเพื่ออะไรกัน”
จางเว่ยทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เพื่อผมงั้นเหรอ? พวกพี่ยังกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปากเนอะ พูดออกมาได้ยังไง”
ฟางอู่หู่แสร้งทำสีหน้าจริงจัง ตบโต๊ะฉาดใหญ่พลางอธิบายด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“อ้าว ก็ต้องงั้นสิวะ ไม่อย่างนั้นนายลองคิดดู น้องชาย นายมีงานอยู่ในมือตั้งมากมายก่ายกอง แต่ทำไมพวกเราถึงรับงานเหล่านั้นมาทำไม่ได้ล่ะ ก็เพราะว่าเราขาดคุณสมบัติ ขาดความน่าเชื่อถืออยู่นิดหน่อยไง เพื่อไม่ให้เป็นการฉุดรั้งน้องชายอย่างนายให้เสียงานเสียการ พวกพี่ถึงขั้นยอมไม่แบ่งเงินกำไร เอาเงินทั้งหมดมาลงทุนลงแรงเปิดบริษัท นายรู้ไหมว่ามันต้องใช้ความมุ่งมั่นอดทนมากขนาดไหนกว่าจะตัดสินใจทำแบบนี้ได้”
พอพูดจบประโยค ฟางอู่หู่ก็ขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เขาตบโต๊ะอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวใจจริงๆ เพราะเงินที่ลงทุนไปนั้นมันมากมายมหาศาล เป็นเงินจริงๆ ทั้งนั้น
ท่าทางเจ็บปวดเจียนตายของฟางอู่หู่ดูสมจริงเสียจนจางเว่ยเริ่มลังเล เขาเกือบจะเชื่อสนิทใจแล้วว่าพี่น้องคู่นี้ทำเพื่อเขาจริงๆ
ลู่ชวนนั่งมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ โดยไม่ต้องออกแรงพูดอะไรสักคำ ปล่อยให้พี่ชายภรรยาแสดงฝีมือการแสดงขั้นเทพต่อไป
ถึงแม้จางเว่ยจะไม่ได้โง่จนเชื่อคำพูดพวกนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะคิดได้ว่า การแตกหักกับสองคนนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อบริษัทก็ตั้งขึ้นมาแล้ว ยังไงเสียช้าหรือเร็ว สองพี่น้องตระกูลฟางและตระกูลลู่นี้ก็ต้องเติบโตขึ้นมาอยู่ดี
“ไม่ใช่แบบนั้นพี่ห้า... เรื่องนี้ผมขอเวลาทำใจหน่อย มันกะทันหันเกินไป”
ฟางอู่หู่รีบแทรกขึ้นมาทันที
“จะทำใจอะไรกันนักหนา พี่ก็ไม่ได้ให้นายมาช่วยออกเงินสักหน่อย”
จางเว่ยถึงกับพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอหอย
ฟางอู่หู่เดินเข้าไปโอบไหล่จางเว่ยอย่างสนิทสนม
“ไอ้น้องชาย ถ้าไม่มีนาย พวกพี่จะไปทำมาหากินอะไรได้ งานการก็ไม่มีให้ทำ พวกพี่ซาบซึ้งในน้ำใจของนายเสมอแหละน่า”
จางเว่ยคิดในใจว่า ‘ซาบซึ้งกันแบบนี้เนี่ยนะ นี่มันเท่ากับถีบหัวส่งกันชัดๆ’
ฟางอู่หู่ดึงตัวจางเว่ยมานั่งปรับความเข้าใจกันประหนึ่งพี่น้องร่วมสาบาน
“น้องชาย นายมีงานอยู่ในมือ นายก็ส่งมาให้พี่ทำสิ พี่รับประกันเลยว่าจะทำงานให้เนี้ยบ ยิ่งกว่าที่ผ่านมาเสียอีก งานใหญ่แค่ไหนพี่ก็ไม่ทำให้ขายขี้หน้า ตอนนี้พวกเรารับงานในนามบริษัทได้แล้ว นายเองก็จะได้หน้าได้ตาไปด้วย ดูสิว่าพี่ชายคนนี้ทำให้ขนาดไหน”
จางเว่ยยิ้มแห้งๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูฝืดเฝื่อนพิกล เหตุการณ์นี้กระทบกระเทือนจิตใจเขาไม่น้อยเลยทีเดียว บทจะรับงานได้ พวกนี้ก็ลุกขึ้นมาตั้งบริษัทรับงานเองตัดหน้ากันดื้อๆ
กลายเป็นว่าภายใต้สายตาของเขา คนอื่นได้เติบโตก้าวหน้าไปไกลแล้ว
ลู่ชวนเห็นจังหวะเหมาะจึงขยับเข้าไปนั่งลงข้างๆ จางเว่ย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เรื่องนี้ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับยากอะไรขนาดนั้นหรอกจางเว่ย ฉันเองก็คงไม่ได้อยากย่ำอยู่กับที่ไปตลอดชีวิต จริงไหม”
คำพูดตรงไปตรงมาของลู่ชวนกลับทำให้จางเว่ยรู้สึกสงบลงได้มากกว่า เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
“นายนี่มันเป็นคนซื่อจริงๆ นะลู่ชวน บทจะก้าวหน้าก็นำหน้าพี่ชายคนนี้ไปไกลเลย”
ลู่ชวนรีบถ่อมตัว
“พี่ห้าพูดถูกอยู่อย่างหนึ่งนะ พวกเราในเมืองมณฑลนี้ พื้นฐานยังไม่แน่น เส้นสายยังไม่ลึก ยังไงก็ยังต้องพึ่งพาบารมีของนายช่วยเกื้อหนุนอยู่ดี งานของนาย ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย ถ้าไม่มีนาย ฉันกับพี่ห้าคงต้องดิ้นรนกันอีกหลายปีกว่าจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้”
จางเว่ยพยักหน้าช้าๆ เริ่มยอมรับความจริง
“พูดจาให้เกียรติกันเหลือเกินนะ ลู่ชวนนายน่ะเป็นคนเก่ง พี่ห้าเองก็เป็นยอดคน ต่อให้ไม่มีฉัน พวกนายก็ต้องเติบโตขึ้นมาได้เร็ววันอยู่ดี เป็นฉันเองแหละที่ใจแคบ คิดเล็กคิดน้อยไปหน่อย”
ฟางอู่หู่ได้ยินดังนั้นก็โวยวายขึ้นมาทันที
“อ้าว เฮ้ย! คุยกันรู้เรื่องซะงั้น สรุปว่าที่ฉันพูดน้ำไหลไฟดับเมื่อกี้ไม่มีความหมายเลยเหรอ ฉันว่าฉันพูดจาจริงใจกว่าลู่ชวนตั้งเยอะนะ ที่พูดไปนั่นเรื่องจริงทั้งนั้น”
จางเว่ยหันไปมองหน้าฟางอู่หู่แล้วยิ้มบางๆ
“พี่ห้า บางทีความจริงมันก็บาดใจเกินไปครับ”
“ฉันว่าพวกนายนั่นแหละที่ทำร้ายจิตใจฉัน” ฟางอู่หู่แกล้งทำหน้าน้อยใจ
จางเว่ยรีบยกมือห้าม “พอเถอะครับพี่ห้า อย่าพูดอีกเลย ใจคอผมมันยังไม่ค่อยดี”
“งั้นก็หางานมาทำสิ หาเงินเข้ากระเป๋า การหาเงินได้จะช่วยเยียวยาจิตใจให้หายเร็วเป็นปลิดทิ้ง เชื่อพี่สิ พี่ห้าคนนี้ร้อนวิชาจนทนไม่ไหวแล้ว”
จางเว่ยเลิกคิ้วมอง “ระดับพวกพี่ยังจะขาดแคลนเศษเงินพวกนี้อีกเหรอ”
ฟางอู่หู่ทำหน้าตึงทันที
“ไอ้น้องชาย พูดจาไม่เข้าหูเลยนะ ทำไมฉันจะไม่ขาดแคลน แล้วนี่มันก็ไม่ใช่แค่เศษเงินด้วย เงินทองมันของสำคัญนะ”
ลู่ชวนรีบเสริมขึ้นมาเพื่อประสานรอยร้าว
“ได้ยินไหม ดูความใจกว้างของพี่ห้าเราสิ พวกเราพี่น้องยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด”
จางเว่ยคิดในใจว่า ‘เลิกปั่นหัวกันสักทีเถอะน่า’ แต่ปากก็ตอบไปว่า “มันก็ต้องมีบ้างแหละน่า”
“ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แล้วพวกฉันจะเอาเงินตั้งมากมายมาละลายเล่นเพื่อเปิดบริษัททำไมล่ะ จริงไหม” ฟางอู่หู่ย้อนถาม
จางเว่ยมองหน้าฟางอู่หู่ที มองหน้าลู่ชวนที ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วยิ้มออกมาด้วยความจริงใจ
“เป็นฉันเองที่ใจแคบ มองอะไรตื้นเขินไปหน่อย ยินดีด้วยนะพี่ห้า ยินดีด้วยนะลู่ชวน”
ฟางอู่หู่ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
“ฮ่าๆ ฉันอยากจะอวดจะตายอยู่แล้วแต่ไม่รู้จะไปอวดใคร พวกเรากันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ ชาวบ้านที่บ้านนอกยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ จะมีก็แต่น้องชายอย่างนายนี่แหละที่เป็นคนมีความรู้ เป็นปัญญาชน ถึงจะเข้าใจว่าฉันน่ะ ได้ดีมีอนาคตกับเขาแล้วจริงๆ”
เมื่อจางเว่ยปลดล็อกความรู้สึกในใจได้แล้ว เขาก็ไม่คิดจะเสียมารยาทหรือทิ้งโอกาสทางธุรกิจ
“แน่นอนอยู่แล้วครับ พี่ห้าไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวผมจะกลับไปดูให้ว่าช่วงนี้มีที่ไหนเปิดประมูลงานบ้าง ถึงตอนนั้นพวกเราจะได้กอบโกยเงินก้อนโตด้วยกัน”
ฟางอู่หู่คว้าแขนจางเว่ยไว้ ทำเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาก่อน แถมยังกล้าสั่งงานหน้าตาเฉย
“ดูให้ดีๆ ล่ะ เอาที่จ่ายเงินชัวร์ๆ นะ อย่าให้ขาดทุนเชียว”
จางเว่ยยิ้มอย่างไว้ท่าทีมากขึ้น
“เรื่องนั้นคงต้องพึ่งฝีมือลู่ชวนเขาแล้วล่ะครับ”
ฟางอู่หู่ตบไหล่จางเว่ยดังป้าบ
“พูดจริงๆ นะ ฉันน่ะชอบทำงานกับนายที่สุด งานของนายทำแล้วสบายใจ จ่ายเงินก็คล่อง ขอแค่มีงาน นายอย่าลืมพี่ชายคนนี้ก็พอ”
“ตราบใดที่พี่ห้ายังไม่รังเกียจงานเล็กงานน้อยของผมนะครับ”
“พูดแบบนี้พี่ไม่ชอบฟังเลยนะ อะไรคือไม่รังเกียจ พี่ห้าเป็นคนยังไงนายเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ”
สุดท้ายวันนั้น จางเว่ยก็โดนมอมเหล้าจนเมาพับไปตามระเบียบ แม้ว่าความสัมพันธ์จะไม่ได้แตกหักกันตรงๆ แต่การจะประสานรอยร้าวในใจให้กลับมาสนิทใจเหมือนเดิม คงต้องใช้เวลาเยียวยาสักปีสองปี
ฟางอู่หู่ลากตัวลู่ชวนมาถามเพื่อความมั่นใจ
“แบบนี้ถือว่ายังไม่แตกหักกันใช่ไหม”
ลู่ชวนตอบยิ้มๆ
“ไม่หรอกครับ พี่ห้าเล่นมอมเหล้าจนจางเว่ยยอมจำนนขนาดนั้น คงไม่กล้าหือแล้วล่ะ”
[จบบท]