บทที่ 231: เรื่องนี้พูดไม่ได้
ฟางหยวนหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ก็ประจวบเหมาะพอดีเลยไม่ใช่เหรอ แฮ่ม... คืออย่างนี้นะ ที่จริงฉันก็ควักเงินตัวเองซื้อที่ดิน แล้วก็ก่อกำแพงรั้วขึ้นมา แถมยังต้องจ้างคนมาเฝ้ารถพวกนี้อีกต่างหาก”
ชายผู้มาติดต่อคนนั้นยื่นเงินสดจำนวนห้าร้อยหยวนให้ฟางหยวนทันที “เช่าครับ พวกเราเช่าแน่ๆ ตอนที่รถพวกนี้ไม่มีงาน ก็ขอจอดไว้ในลานบ้านของคุณ รบกวนช่วยดูๆ ให้หน่อยก็พอครับ”
ฟางหยวนกำลังขาดสภาพคล่องอยู่พอดี เพราะเพิ่งจะจ่ายเงินก้อนโตออกไป พอเห็นว่ามีรายรับเข้ามาดวงตาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที “เกรงใจแย่เลยค่ะ”
ชายคนนั้นรีบพูดขึ้น “ผมซื้อความสบายใจครับ ไม่อย่างนั้นรถพวกนี้จอดไว้ที่อื่น ผมก็ต้องจ้างคนมาเฝ้าอยู่ดี มีกำแพงรั้วกั้นไว้แบบนี้อุ่นใจกว่าเยอะ”
เมื่อฟางหยวนรับเงินจากลูกค้ามาแล้ว ก็หันไปคุยกับลู่ชวนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “นี่คุณ ปีหน้าฉันว่าจะไม่ปลูกข้าวโพดหรือถั่วฝักยาวแล้วนะ การเพาะปลูกช่างมันเถอะ ฉันเพิ่งค้นพบว่าปล่อยให้เช่าที่จอดรถแบบนี้ได้เงินดีกว่าเห็นๆ แถมยังไม่กระทบกับพื้นที่ที่ฉันต้องใช้สอยด้วย”
เธอกลับหาเงินค่าสร้างกำแพงรั้วคืนมาได้ในพริบตาเดียว ฟางหยวนที่กำลังอุ้มท้องเดินจูงมือลู่ชวนเดินวนไปวนมาในลานบ้านอยู่หลายรอบ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของเธอสดใสเบิกบานอย่างยิ่ง
ลู่ชวนมองดูฟางหยวนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม เห็นแก่เงินจริงๆ เลยเชียว ความชอบของเขาคงต้องถูกจัดลำดับความสำคัญไว้ทีหลังสินะ
“ยินดีด้วยนะครับ สรุปว่าคุณหาเงินได้อีกแล้วสิเนี่ย” ลู่ชวนเอ่ยแซว
ฟางหยวนรีบส่ายหน้า “ไม่หรอก ไม่มีทางเด็ดขาด ฉันจะไม่ยอมควักเงินตัวเองลงทุนกับเรื่องสถานที่อีกแล้ว”
พูดจบเธอก็ปรายตามองไปที่อู่ซ่อมรถด้านข้าง อย่าเห็นว่าเป็นกิจการที่ทำเงินได้เชียว เพราะฟางหยวนไม่ค่อยจะปลื้มมันสักเท่าไหร่
เธอรังเกียจว่ามันทั้งเปลืองแรงและยุ่งยาก รังเกียจที่ต้องคอยซื้ออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือใหม่อยู่ตลอด เงินที่หามาได้แทบไม่คุ้มกับค่าเหนื่อยที่ต้องเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอรู้สึกไม่ชอบใจช่างซ่อมรถที่มีทักษะฝีมือคนนั้นสักเท่าไหร่
แต่น่าเสียดายที่ตัวเธอเองมีรถขนส่งสำหรับงานก่อสร้าง จึงขาดช่างซ่อมบำรุงไปไม่ได้ ครั้นจะไปจ้างคนนอกราคาก็แพงหูฉี่ สู้ใช้คนกันเองจะสะดวกกว่า ฟางหยวนถึงได้ยอมทนหารายได้จากส่วนนี้แบบจำยอม
หลังจากฟังฟางหยวนบ่นจบ ลู่ชวนก็พูดปลอบใจภรรยา “คุณต้องลำบากแย่เลย”
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “ลำบากใจจริงๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะช่างหลิวคนนั้นปากสว่างจะตาย”
คำพูดของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากลู่ชวนได้อีกระลอก ชีวิตในอดีตที่ผ่านมานั้นช่างยากลำบาก ลู่ชวนเคยเฝ้าถามตัวเองว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่
แต่ตั้งแต่แต่งงานกับฟางหยวน ลู่ชวนก็เพิ่งจะรู้ซึ้งว่า ชีวิตคนเราสามารถมีความสุขและเรียบง่ายได้ถึงเพียงนี้
ใบหน้าของลู่ชวนในสายตาคนอื่นนั้น ดูหล่อเหลาและยิ้มแย้มอย่างสดใส
แต่สำหรับฟางหยวนแล้ว รอยยิ้มนั้นกลับดูซื่อบื้อพิลึก มองแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจชอบกล
ทุกครั้งที่ฟางหยวนเห็นลู่ชวนยิ้มออกมาโดยไม่มีสาเหตุ เธอก็มักจะรู้สึกกลัดกลุ้ม “ฉันรู้สึกว่าสมองของคุณดูไม่ค่อยจะฉลาดทันคนเหมือนตอนแรกที่เรารู้จักกันเลยนะ คุณว่าตัวเองยิ้มจนเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า”
ลู่ชวนถึงกับยิ้มไม่ออก “ผมยิ้มเพราะมีความสุขต่างหาก เป็นรอยยิ้มแห่งความสุขครับ จะไปยิ้มจนเพี้ยนได้ยังไงกัน อีกอย่างนะ คุณต้องพูดให้เคลียร์ ผมสมองไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนตรงไหนครับ ผมหาเงินได้น้อยลง หรือว่าผมใส่ใจคุณน้อยกว่าเดิม หรือยังไงกันแน่”
ฟางหยวนถอนหายใจ “ก็เอาแต่ยิ้มหน้าบาน ยิ้มได้ทั้งวัน เหมือนคนปัญญาอ่อนไม่มีผิด ฉันล่ะไม่อยากจะพาคุณออกไปไหนมาไหนด้วยเลย”
ถ้าขืนยังถกเถียงหัวข้อนี้กันต่อไป รับรองว่าความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาต้องร้าวฉานแน่ๆ จะมาพูดจาว่าร้ายเขาแบบนี้ได้ยังไง
ลู่ชวนประท้วง “ฟางหยวน คุณกำลังรังแกคนซื่อสัตย์จริงใจอย่างผมอยู่นะ”
ฟางหยวนผู้เป็นคนตรงไปตรงมาตอบกลับทันควัน “ถึงคุณจะยิ้มดูโง่ๆ ไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความซื่อสัตย์จริงใจสักนิด”
ลู่ชวนเริ่มโอดครวญ “คุณพูดแบบนี้ ความรักของพวกเราจะมีปัญหานะครับ ทำไมคุณถึงมองว่าผมโง่ล่ะ”
ฟางหยวนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะปล่อยหมัดเด็ดใส่สามี “คุณหมายถึงนักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยที่พยายามจะจีบคุณคนนั้นเหรอคะ”
หัวข้อสนทนาเปลี่ยนเป็นเรื่องเครียดในทันที ลู่ชวนลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ “ฟางหยวน คุณห้ามพูดมั่วซั่วนะ แล้วก็ห้ามเข้าใจผิดเด็ดขาด เรื่องนี้ถึงจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่สาบานได้เลยว่าผมไม่เคยปรายตามองผู้หญิงคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว จริงๆ นะครับ”
ฟางหยวนพยักหน้า “ฉันก็คิดว่าคุณคงไม่กล้ามองคนอื่นหรอก”
ลู่ชวนถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณเชื่อใจผม ความรักของพวกเรามั่นคงจะตายไป”
ฟางหยวนสวนกลับ “แน่นอนสิ ก็ฉันอุ้มท้องลูกของคุณอยู่นี่”
สรุปว่าความมั่นใจของเธอมันมาจากท้องที่นูนออกมานี่เอง ควรจะบอกว่าภรรยาของเขาใจกว้าง หรือว่าซื่อบื้อดีนะ ลู่ชวนไม่รู้เลยว่าควรจะรู้สึกดีใจหรือรู้สึกปวดหัวดี
ลู่ชวนรีบอธิบาย “ไม่ใช่นะฟางหยวน มันไม่เกี่ยวอะไรกับลูก ประเด็นสำคัญคือผมรักคุณจากใจจริงต่างหาก”
ฟางหยวนยักไหล่ “แต่งงานกันแล้ว จดทะเบียนสมรสกันแล้ว ถ้าคุณกล้าไปชอบคนอื่น นั่นแสดงว่าพฤติกรรมของคุณมีปัญหาแล้วล่ะ”
ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ฟางหยวนพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง แต่ลู่ชวนไม่ได้ต้องการผลลัพธ์แบบนี้
ทำไมการบอกรักเมียตัวเองมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้นะ ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจจริงๆ แต่เขาก็ดันหลงรักเธอหัวปักหัวปำเสียด้วยสิ ให้ตายเถอะ
ความรักที่ต้องอาศัยจินตนาการของฝ่ายชายอยู่ฝ่ายเดียว มันช่างประคับประคองยากเสียเหลือเกิน ลู่ชวนได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า นี่ถือเป็นความไว้วางใจระหว่างสามีภรรยา ดูสิ ฟางหยวนเชื่อใจเขาขนาดไหน
แต่เดี๋ยวก่อน มันมีบางอย่างทะแม่งๆ ลู่ชวนถามขึ้นด้วยความสงสัย “แล้วคุณไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนครับ”
ฟางหยวนตอบอย่างไม่ยี่หระ “ฉันไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะของคุณบ่อยจะตาย เพื่อนร่วมรุ่นพวกนั้นของคุณฉันก็รู้จักหมดแหละ”
ลู่ชวนหน้ามุ่ยลงทันที “ปกติก็ไม่เห็นคุณจะไปสุงสิงตีสนิทกับพวกนั้นเลยนี่นา” นี่ต้องมีคนไม่อยากเห็นเขาได้ดีแน่ๆ ร้ายกาจที่สุด
ฟางหยวนอธิบาย “ไอ้เรื่องกินดื่มหยอกล้อกันทั่วไปน่ะ มันไม่เรียกว่ามิตรภาพหรอก แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้แหละ ถึงจะเรียกว่ามิตรภาพที่แท้จริง”
สีหน้าของลู่ชวนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “สรุปแล้วคุณไปมีมิตรภาพแบบนั้นกับใครกันแน่ ฟางหยวน ถ้าคุณไม่พูดให้เคลียร์ คืนนี้ผมนอนไม่หลับแน่ๆ”
ฟางหยวนหัวเราะในลำคอ “ขนาดคุณโดนคนอื่นตามตื๊อ ฉันยังนอนหลับสบายเลย”
ลู่ชวนยิ่งหมกมุ่นกับคำถามนี้ “ทำไมคุณถึงนิ่งนอนใจได้ขนาดนี้ ฟางหยวน หรือว่าคุณไม่ได้ใส่ใจผมเลย”
ฟางหยวนมองดูลู่ชวนที่เปลี่ยนอารมณ์ไปมาเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย “คุณไม่ได้มีปัญหาทางจิตจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย”
ลู่ชวนคาดคั้น “อย่ามาเปลี่ยนเรื่องครับ”
ฟางหยวนถอนหายใจ “นี่คุณจงใจจะหาเรื่องกวนประสาทใช่ไหม”
ลู่ชวนยื่นคำขาด “พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปดูผู้หญิงคนนั้น ให้เขารู้ไปเลยว่าคุณคือเมียผม แล้วคุณก็พาผมไปหาผู้ชายคนนั้นด้วย”
ฟางหยวนตามความคิดของลู่ชวนไม่ทัน “ผู้ชายคนไหน” มันมีเรื่องของผู้ชายคนอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่
ลู่ชวนกัดฟันพูดด้วยความเจ็บใจ “ก็ไอ้ผู้ชายคนที่คาบข่าวซวยๆ นี่มาบอกคุณไงเล่า”
ฟางหยวนถึงบางอ้อ “อ๋อ นั่นผู้หญิงย่ะ”
ลู่ชวนที่กลั้นหายใจรอฟังคำตอบถึงกับชะงัก “ผู้หญิงเหรอ... เออ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ดีไป แล้วเธอเป็นใครล่ะ เชิญมาเที่ยวที่บ้านเราสิ ต้องขอบคุณเขาเสียหน่อยแล้ว”
ฟางหยวนเลิกคิ้ว “พอรู้ว่าเป็นผู้หญิง คุณก็เปลี่ยนท่าทีเลยนะ”
ลู่ชวนรีบแก้ตัว “ประเด็นหลักคือผมดีใจที่คุณมีเพื่อนแล้วต่างหาก” จากนั้นเขาก็รีบสารภาพกับฟางหยวนด้วยความสบายใจ “ที่ผมไม่ได้บอกคุณเรื่องนี้ เพราะเห็นว่าคุณกำลังท้องกำลังไส้ ไม่อยากให้เก็บไปอารมณ์เสียเปล่าๆ ผมพูดกับผู้หญิงคนนั้นชัดเจนแล้วนะว่าผมมีเมียแล้ว แถมยังให้เพื่อนช่วยเป็นพยานด้วย แต่หล่อนไม่เชื่อเอง สมองคงจะมีปัญหาแน่ๆ”
ฟางหยวนโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอก อย่าว่าแต่ท้องลูกคนเดียวเลย ต่อให้ฉันท้องลูกเป็นครอก ฉันก็จะทำให้หล่อนรู้สำนึกว่าผู้ชายคนนี้ห้ามแตะต้อง”
ลู่ชวนเม้มปากกลั้นยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเตือนเบาๆ “อย่าพูดจาเหลวไหลสิครับ เราท้องแค่คนเดียว”
ฟางหยวนเถียงกลับ “คุณนั่นแหละอย่ามั่ว ฉันยังอยากจะมีลูกคนที่สองอีกนะ”
ลู่ชวนได้ยินดังนั้นก็ทำท่าทางเขินอาย “ผมตามใจคุณทุกอย่างแหละ”
ฟางหยวนมองสามีอย่างจับผิด “พูดจาให้มันดีๆ ก้มหน้าทำไม หรือว่าทำเรื่องอะไรน่าละอายใจไว้จริงๆ”
ลู่ชวนแทบจะอกแตกตาย เขาไม่ได้ทำเรื่องน่าละอายใจเสียหน่อย เขาแค่เขินต่างหาก เขินที่ถูกเธอสารภาพรักทางอ้อมแบบนี้
ฟางหยวนยังไม่ลดละ “มองอะไร ถ้าไม่ได้ทำผิดแล้วจะก้มหน้าทำไม”
ลู่ชวนถูกฟางหยวนยั่วโมโหจนสติหลุด ตะโกนลั่นออกมาว่า “แล้วจะให้ทำยังไงเล่า ก็ผมจะบอกว่าผมเต็มใจจะมีลูกคนที่สองกับคุณ ต้องให้ป่าวประกาศออกไปเลยไหมล่ะ!”
ฟางอู่หู่เดินเข้ามาในบ้านพอดี ก็ได้ยินประโยคเด็ดเข้าเต็มสองหู จึงรีบเอ่ยปราม “เอ่อ... เรื่องพรรค์นี้พวกเธอตกลงกันเองเถอะ ไม่ต้องตะโกนบอกชาวบ้านเขาหรอก”
ช่างหลิวที่อยู่แถวนั้นก็พลอยพูดเสริมขึ้นมาลอยๆ ว่า “ไม่อายปากเลยนะนั่น”
ลู่ชวนหน้าแดงเถือกไปจนถึงใบหู “ผมบอกแล้วไง ว่าเรื่องนี้มันพูดไม่ได้!”
[จบบท]