บทที่ 289: ศาสตร์แขนงหนึ่ง
หวังชุ่ยเซียงกระตุกมุมปากทีหนึ่งก่อนจะหันหน้าเดินหนีไปทันที แค่มองหน้าลูกเขยอีกแวบเดียวก็รู้สึกหงุดหงิดใจแล้ว คำพูดพวกนั้นฟังดูไพเราะเหลือเกิน แต่ท้ายที่สุดแล้วใครกันแน่ที่เรื่องมาก?
เธอคลอดลูกมาตั้งหกคน ยังไม่เคยสร้างความวุ่นวายขนาดนี้มาก่อน เสียแรงที่สามีของตัวเองดันหัวเราะชอบใจและเชื่อเป็นตุเป็นตะ
เธอเห็นแก่หน้าลูกเขยหรอกนะ ถึงไม่แฉเบื้องหลังของลูกเขยออกมา
เมื่อฟางต้าเลิ่งได้อุ้มหลานชาย ฟางหยวนก็ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยถามว่า “พ่อ เป็นยังไงบ้าง ดูดีกว่าหลานของพ่อตั้งเยอะเลย ใช่ไหมล่ะ”
ฟางต้าเลิ่งกวาดสายตามองเหล่าลูกสะใภ้ที่เดินตามเข้ามาในห้อง อย่างน้อยเขาก็ยังมีไหวพริบอยู่บ้าง จะให้พูดจาทับถมหลานของตัวเองก็คงไม่ได้ “ดูดีเหมือนกันหมดนั่นแหละ ลูกสาวพ่อเก่งจริงๆ”
ฟางหยวนแย้งขึ้นทันที “จะเป็นไปได้ยังไง เห็นชัดๆ ว่าดูดีกว่าหลานของพ่อ พ่อลองดูใหม่อีกทีสิ”
นี่ไม่ใช่การสร้างความลำบากใจให้คนซื่อหรอกหรือ? ถ้าฟางต้าเลิ่งพูดออกไปว่าลูกชายของเธอหน้าตาดีกว่า ทีหลังลูกสะใภ้จะยอมให้หลานๆ มาออดอ้อนเอาใจปู่ได้ยังไง
หวังชุ่ยเซียงทำหน้าทะมึน นี่มันคำพูดประสาอะไรกัน “ดูดี ดูดี ลูกบ้านพวกเธอหน้าตาดีทั้งนั้นแหละ”
ฟางต้าเลิ่งรีบเสริม “ใช่ๆ ไอ้พวกเด็กเหม็นในบ้านเราต้องอาศัยความสามารถในการพูดจา ไม่ได้ใช้หน้าตาหากิน”
ลู่ชวนที่เดินเข้ามาในห้องได้ยินประโยคนี้พอดี เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนเหน็บแนมอยู่ตลอดยังไงชอบกล
ติงหมิ่นยืนดูเรื่องตลกด้วยรอยยิ้มร่าเริง พ่อสามีที่เป็นคนซื่อๆ แบบนี้มารับมือกับน้องเขยที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแบบนั้น ช่างเหมาะสมกันพอดี
ฟางหยวนยังคงวิจารณ์ต่อ “ถึงพวกหนุ่มหน้าขาวจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่ก็คงไม่ได้หน้าตาน่าเกลียดหรอกมั้ง ก็ถูไถกันไปแบบนี้แหละ”
หวังชุ่ยเซียงนึกในใจว่า ยังไงฉันก็อยู่ที่นี่ไม่นาน ฉันจะอดทนเอาไว้ “ทำให้ลูกต้องลำบากแย่เลยนะ”
ทางด้านลู่ชวนจ้องมองลูกชายของตัวเอง แต่ก็ไม่ลืมที่จะยกยอปรรยา “ฟางหยวนของบ้านเรามาตรฐานไม่สูงครับ”
หวังชุ่ยเซียงนวดขมับพลางเดินออกไปปรับอารมณ์ที่ลานบ้าน เธอพูดความจริงกับลูกสะใภ้ทั้งหลายว่า “แม่จะอยู่ดูแลแค่สิบวัน แม่จะดูแค่สิบวันเท่านั้น แล้วจะกลับทันที จะให้ทำงานหรือทำอะไรแม่ไม่ว่าหรอกนะ แต่ให้แม่มานั่งฟังยายตัวดีโม้เนี่ย แม่ทนไม่ไหวจริงๆ แม่ไม่ได้มีความสามารถในการยกยอปอปั้นเหมือนน้องเขยพวกเธอหรือคุณแม่สามีคนนั้นหรอกนะ”
ติงหมิ่นช่วยลูบหลังให้แม่สามีคลายอารมณ์ “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ แม่ตัดใจทิ้งก้อนทองคำตัวน้อยของพวกเราไม่ลงหรอก ถ้าแม่ไม่อยากฟังพวกน้องพูดความจริง งั้นพวกเราก็ไปนั่งเล่นที่บ้านฉันก็ได้”
หวังชุ่ยเซียงหันมามองสะใภ้ห้า “ทำไมเธอก็เปลี่ยนไปอีกคนแล้ว นั่นเรียกว่าพูดความจริงเหรอ?”
ติงหมิ่นย่อมพูดไม่ได้อยู่แล้วว่าหลานชาย หน้าตาไม่ดีเท่าลูกฟางหยวน เธอจึงยิ้มตาหยีแล้วตอบว่า “ก็แค่คุยเล่นกันนี่คะ อยู่ในถิ่นของบ้านใคร เราก็ต้องพูดในสิ่งที่บ้านนั้นอยากฟังเก็พอ”
ทันใดนั้นพี่สะใภ้สามตระกูลฟางก็หลุดขำออกมา “ฉันได้ความรู้ใหม่แล้ว มิน่าล่ะตอนอยู่ในตำบลฉันถึงไม่มีใครคบ ที่แท้ก็เป็นเพราะฉันคุยไม่เป็นนี่เอง”
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางพูดขึ้นบ้าง “น้องเล็กของบ้านเรานี่มีวาสนาจริงๆ นะ คำพูดนี้ฉันเชื่อเลย แม่ผัวบ้านนั้นทำไมถึงได้เป็นแบบนี้นะ ยังจะตามอวยลูกสะใภ้อีก”
พอประโยคนี้จบลง บรรยากาศก็เงียบกริบ หวังชุ่ยเซียงจ้องมองสะใภ้รอง “หล่อนอยากให้ฉันอวยหล่อนยังไงฮึ?”
สะใภ้รองตระกูลฟางกระพริบตาปริบๆ “ไม่ใช่ค่ะแม่ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันแค่จะบอกว่าน้องเล็กวาสนาดี”
หวังชุ่ยเซียงสวนกลับ “แต่งงานกับลูกชายคนที่สองของฉันทำให้หล่อนลำบากใจ วาสนาไม่ดีงั้นสิ?”
พี่สะใภ้สามตระกูลฟางรีบแทรกขึ้น “แม่คะ พี่สะใภ้รองไม่ได้มีเจตนาอื่นหรอกค่ะ ไม่ได้จะบอกว่าแม่สู้คุณป้าดองไม่ได้”
จากที่หวังชุ่ยเซียงมีน้ำโหอยู่แค่สามส่วน ประโยคนี้ประโยคเดียวทำเอาพุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึงแปดส่วน กลัวว่าฉันจะฟังไม่เข้าใจหรือยังไง?
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางเริ่มร้อนรน “น้องสะใภ้ เธอพูดอะไรของเธอเนี่ย แม่คะ คำพูดพวกนั้นฉันไม่ได้พูดนะ”
พี่สะใภ้สามตระกูลฟางยังคงพูดต่อ “ฉันรู้น่าว่าในใจพี่สะใภ้รองไม่ได้ว่าแม่ แม่ของเราก็มีความดีในแบบของแม่”
หวังชุ่ยเซียงมองหน้าสะใภ้สาม ประโยคนี้ค่อยฟังดูเข้าท่าหน่อย สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่หน้าของพี่สะใภ้รองตระกูลฟางกลับดำคล้ำไปแล้ว สรุปคือเธอเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง แล้วสะใภ้สามก็เหยียบหัวเธอขึ้นไปรับความดีความชอบ
ติงหมิ่นหันหน้าหนี วันหลังกลับมาบ้านนอกให้น้อยลงหน่อยดีกว่า ดูยังไงนี่มันก็โรงงิ้วโรงใหญ่ชัดๆ
หวังชุ่ยเซียงสะบัดหน้า “เหอะ ยายคนไม่เต็มบาท ฉันไม่คุยกับหล่อนแล้ว”
พี่สะใภ้สามตระกูลฟางทำหน้าน้อยใจ“แม่คะ ทำไมแม่ถึงว่าฉันไม่เต็มล่ะ”
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางยิ่งรู้สึกน้อยใจกว่า “แม่คะ หล่อนจับฉันวางบนเขียงขนาดนี้แล้ว แม่ยังจะว่าหล่อนไม่เต็มอีกเหรอ” เห็นชัดๆ ว่าแม่สามีลำเอียง ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย
พี่สะใภ้สามตระกูลฟางไม่เข้าใจจริงๆ ข้อดีของคนบ้านนี้คือ ไม่เข้าใจก็ถาม “พี่สะใภ้รอง ฉันไปวางพี่บนเขียงตอนไหน”
หวังชุ่ยเซียงตัดบท “พอได้แล้ว ไม่ตายเพราะขายหน้าหรอกน่า” เอาเถอะ มันก็น่าขายหน้าจริงๆ นั่นแหละ
ทางด้านพี่สะใภ้สามตระกูลฟางก็พูดขึ้นว่า “แม่คะ วันหลังอย่างน้อยถ้าไม่มีคนอยู่ แม่ค่อยด่าว่าฉันไม่เต็มเถอะนะ”
จากนั้นก็พูดต่อ “พวกเราไปดูหลานกันดีกว่า จะว่าไป ก็หน้าตาดีกว่าไอ้ลูกหัวล้านของฉันจริงๆ นั่นแหละ ที่น้องเล็กพูดก็ไม่ผิด”
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางหันขวับ นังนี่นอกจากจะขายความซื่อแล้วก็ยังขายความเซ่อ “รู้ว่าอยู่ในถิ่นของน้องเล็ก ก็เลยแกล้งยอน้องเล็กสินะ เชอะ”
ช่างสรรหาเรื่องจริงๆ พี่สะใภ้สามตระกูลฟางตอบกลับ “ถึงน้องเล็กจะกลับมาบ้านเดิม แต่นั่นก็ยังเป็นถิ่นของเธอ ฉันก็ต้องยอมลงให้เธออยู่ดี”
เจ้าตัวไม่รู้สึกว่าโดนประชดประชันเลยสักนิด แถมยังคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำอีกต่างหาก คุณดูสะใภ้รองตระกูลฟางสิ โกรธจนแทบควันออกหู เพราะตัวเองโดนเหยียบจมดินไปอีกรอบแล้ว
หวังชุ่ยเซียงหันไปพูดกับสะใภ้รอง “ถ้าไม่พอใจ พวกหล่อนก็ไปคลอดลูกให้มันหน้าตาดีกว่านี้สิ”
ติงหมิ่นมองออกแล้ว แม่สามีรังเกียจปากของน้องสามีได้คนเดียว คนอื่นห้ามรังเกียจ
พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลฟางเอ่ยขึ้นบ้าง “พวกเราคงไม่ไหวแล้วล่ะ แต่น้องสะใภ้ห้าหน้าตาดี วันข้างหน้าหลานที่เกิดจากน้องสะใภ้ห้าต้องหน้าตาดีกว่านี้แน่ๆ”
แม่ลู่หันไปมองสะใภ้ห้า “หน้าตาดีหรือไม่ดีไม่สำคัญหรอก ขอแค่เด็กแข็งแรง ไม่ปัญญาอ่อนก็พอแล้ว”
ติงหมิ่นรับคำ “แม่คะ ฉันจะพยายามค่ะ จะทำให้หน้าตาดีกว่าลูกของฟางหยวนของเราให้ได้”
หวังชุ่ยเซียงอดขำออกมาไม่ได้ “ถ้าเธอไม่รังเกียจว่าแม่ปรนนิบัติได้ไม่ดีเท่าคุณแม่สามีบ้านนั้น แม่จะไปช่วยเธอเอง”
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางบ่นอุบ “น้องสะใภ้ห้าได้ดั่งใจแม่ที่สุดแล้ว ตอนฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่คลอดลูก แม่ไม่เห็นจะมีเวลามาช่วยดูเลย”
สมัยนั้นหวังชุ่ยเซียงมีลูกชายลูกสาวตั้งหลายคน ต้องซักผ้า ทำกับข้าว เย็บปักถักร้อย สารพัดงาน ดูแลลูกสะใภ้ไม่ไหวจริงๆ แต่ตอนอยู่ไฟหลังคลอดเธอก็ดูแลให้อยู่นะ
หวังชุ่ยเซียงไม่อยากจะมาเถียงกับลูกสะใภ้ให้เสียราคา แต่ถ้าไม่พูดเลยในใจก็ไม่เป็นสุข
ติงหมิ่นรีบพูดแทรก “แม่จะมาเป็นเสาหลักให้ฉันต่างหาก มีแม่อยู่ด้วย ฉันถึงจะอุ่นใจ ฉันไม่กล้าให้แม่มาปรนนิบัติพวกเราแม่ลูกหรอกค่ะ แต่ถ้าแม่ยืนยันจะมาจริงๆ เดี๋ยวให้ฟางอู่หู่ไปจ้างป้าแม่บ้านมาช่วยพวกเราซักล้าง ส่วนแม่ก็คอยกำกับดูแลฉันอยู่ข้างๆ ว่าต้องเลี้ยงลูกยังไงก็พอ”
พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลฟางและพี่สะใภ้รองตระกูลฟางมองติงหมิ่นเป็นตาเดียว ในใจคิดว่า ความสุขของสะใภ้สามจะไปนับเป็นอะไรได้ นี่สิคือคนที่รู้วิธีเอาใจคนของจริง
ดูสิ ทำเอาแม่สามีปลื้มจนหน้าบานแล้ว
หวังชุ่ยเซียงปรายตามองสะใภ้รองตระกูลฟาง มีความสามารถแค่นั้น ยังกล้ามาอวดดีต่อหน้าสะใภ้ห้า แค่สองประโยค หล่อนก็โดนเหยียบมิดแล้ว สมน้ำหน้า
จากนั้นเธอก็พยักหน้าให้ติงหมิ่นด้วยท่าทีสงวนท่าที “เรื่องนี้แม่ทำเป็น”
พี่สะใภ้สามตระกูลฟางโพล่งขึ้นมา “จะไปจ้างคนนอกทำไม ฉันว่างจะตายอยู่แล้ว เธออย่ารังเกียจที่ฉันต้องกระเตงลูกไปแล้วมันจะวุ่นวายก็พอ เดี๋ยวฉันซักล้างให้พวกเธอเอง ทำกับข้าวให้กินด้วย รับรองว่าจะดูแลให้เธออยู่ไฟอย่างสุขสบายเลย”
ติงหมิ่นตอบรับ “ขอบคุณค่ะพี่สะใภ้สาม”
พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลฟางนึกไม่ถึงเลยว่า สะใภ้สามจะมาชิงซีนตัดหน้า รับบทคนดีไปเสียอย่างนั้น
ทางด้านติงหมิ่นค้นพบความจริงข้อหนึ่ง พี่สะใภ้สามเป็นพวกใสซื่อแต่ร้ายลึก ต้องระวังตัวไว้หน่อย
คำพูดนั้นฟังดูสวยหรู แต่ใครๆ ก็รู้ว่าไม่มีธรรมเนียมที่ไหนจะมาใช้พี่สะใภ้เยี่ยงทาสแบบนี้หรอก ก็แค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้นแหละ เพราะถ้าเธอตกลงให้ทำจริงๆ ก็เท่ากับเธอทำลายตัวเองชัดๆ
สะใภ้ห้าเริ่มเข้าใจเรื่องราวขัดแย้งระหว่างเหล่าพี่สะใภ้น้องสะใภ้ขึ้นมาบ้างแล้ว นี่มันคือศาสตร์แขนงหนึ่งชัดๆ
[จบบท]