บทที่ 295: เริ่มจะน่าสนใจขึ้นมาแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พี่สะใภ้และน้องสามีได้วางแผนกันเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าร้านค้าที่จะเปิดนั้นควรจะขายอะไรดี และมีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง
เมื่อลู่เสี่ยวซานกลับไปยังตัวอำเภอเพื่อเช่าหน้าร้านและดำเนินการเรื่องเอกสารต่างๆ จนเรียบร้อยแล้ว ฟางหยวนก็จะทำหน้าที่จัดส่งสินค้าเหล่านี้ไปให้เขาที่นั่น
พ่อลู่และแม่ลู่ต่างก็ไม่รู้ระแคะระคายเลยว่าพี่สะใภ้กับน้องสามีคู่นี้แอบไปทำอะไรกันข้างนอก พวกท่านเข้าใจไปเองว่าฟางหยวนแค่ออกไปเปิดหูเปิดตาเดินเล่นแก้เบื่อเท่านั้น
หากจะพูดตามคำของแม่ลู่ ก็คงต้องบอกว่าตั้งแต่นาทีที่เริ่มตั้งครรภ์ ลูกสะใภ้คนนี้ก็ไม่เคยได้มีช่วงเวลาที่ผ่อนคลายสบายตัวเลยสักนิด
ลู่ชวนทุ่มเทจิตใจทั้งหมดไปที่ลูกน้อย เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้ฟางหยวนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ในยามค่ำคืนเมื่อลูกน้อยส่งเสียงร้องจ้า ลู่ชวนจะเป็นคนลุกขึ้นมาอุ้มกล่อมด้วยตัวเอง หากไม่ใช่เพราะลูกหิวนมจริงๆ เขาก็แทบจะไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของฟางหยวนเลยแม้แต่น้อย
ลู่ชวนมักจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเสมอว่า "ตอนที่ลูกอยู่ในท้อง เขาผูกติดกับคุณมาตั้งสิบเดือน พอคลอดออกมา คุณก็ยังต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องเพื่ออยู่ไฟอีกตั้งหนึ่งเดือน แค่นี้ก็ลำบากมากพอแล้ว เรื่องที่เหลือหลังจากนี้ปล่อยเป็นหน้าที่ของผมเอง"
ฟางหยวนปรายตามองลู่ชวนแวบหนึ่ง ก่อนจะสวนกลับไปทันควันว่า "พูดซะดิบดี สุดท้ายก็เห็นมีแต่แม่ที่คอยเลี้ยงไม่ใช่หรือไง"
ลู่ชวนยกมือขึ้นลูบจมูกแก้เก้อเบาๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า "คุณวางใจเถอะน่า ถ้าผมว่างเมื่อไหร่ ผมก็จะเลี้ยงลูกเองแน่นอน"
พูดจบเขาก็หันกลับไปจ้องมองลูกน้อยตาแป๋ว ไม่แม้แต่จะปรายหางตามามองทางฟางหยวนอีกเลย
และลู่ชวนก็ปฏิบัติอย่างที่พูดจริงๆ เพราะตราบใดที่เขาอยู่บ้าน ลูกชายตัวน้อยแทบจะไม่เคยห่างจากอ้อมอกของคนเป็นพ่อเลย
แม้แต่ตอนที่แม่ลู่เอ่ยปากเตือนด้วยความหวังดีว่า "ลูกหลับแล้ว อย่าไปอุ้มแกพร่ำเพรื่อนักสิ เดี๋ยวจะติดมือ"
แต่ลู่ชวนก็หาได้ฟังไม่ เขายังคงยืนกรานที่จะอุ้มลูกต่อไปด้วยความเต็มใจ
เขาทำหูทวนลมไม่สนใจคำทัดทานใดๆ และไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำของเขากำลังเป็นการเพิ่มระดับความยากในการเลี้ยงหลานให้กับแม่ลู่ในยามที่เขาไม่อยู่
แม้แต่พ่อลู่ยังอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ว่า "เมื่อก่อนไม่เคยดูออกเลยจริงๆ ว่าเจ้ารองจะเป็นคนเห่อเด็กขนาดนี้"
แม่ลู่นึกค่อนขอดในใจว่า 'นั่นเป็นเพราะเขาเห่อลูกของตัวเองต่างหากล่ะ ลองให้ลูกชายคุณไปเจอลูกของคนอื่นสิ ดูซิว่าเขาจะปรายตามองสักนิดไหม'
จะว่าไปแล้ว ในช่วงเดือนแรกที่เพิ่งคลอด เจ้าตัวเล็กนอกจากกินกับนอนแล้วก็แทบไม่ทำอะไรเลย แม้คนอื่นจะพากันชมเปาะว่าน่ารักน่าชังแค่ไหน แต่ฟางหยวนก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก
ทว่าหลังจากผ่านเดือนแรกไป พัฒนาการของเด็กน้อยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากตอนแรกเกิดอย่างเห็นได้ชัด เวลาหยอกล้อก็เริ่มรู้จักยิ้มตอบ หรือถ้าหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ก็ร้องไห้จ้าออกมา
เพียงแค่นั่งจ้องมองการแสดงสีหน้าและอารมณ์ของลูกน้อย ก็สามารถดูได้เป็นครึ่งค่อนวันโดยไม่รู้สึกเบื่อเลย
ฟางหยวนมองดูลูกแล้วก็รู้สึกอิ่มเอิบใจ นึกอยากจะอุ้มมาเล่นด้วยสักพัก แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เพราะโลกภายนอกยังคงดึงดูดใจเธอมากกว่าอยู่ดี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วงที่ต้องอยู่ไฟเลย นอกจากเวลาให้นมลูกแล้ว ฟางหยวนแทบจะไม่ได้กล่อมลูกเองจริงๆ จังๆ สักครั้ง และก็ไม่ถึงคิวของเธอด้วย เพราะพอเด็กส่งเสียงร้องปุ๊บ ไม่ว่าจะเป็นย่า ปู่ พ่อ หรือแม้อา ก็จะรีบกุลีกุจอเข้ามาอุ้มไปทันที
ตกกลางคืน ลู่ชวนก็รับหน้าที่อุ้มกล่อมลูกเองทั้งหมด จะมีก็แต่ตอนที่ลูกหิวจัดๆ เท่านั้นที่คนเป็นพ่อจะอุ้มลูกมาวางข้างๆ แม่เพื่อให้กินนมแบบบุฟเฟต์บริการตัวเอง
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ตอนนี้ลูกชายดูจะไม่ค่อยติดแม่แท้ๆ อย่างเธอสักเท่าไหร่ ส่วนสามีตัวดีก็ไม่ค่อยจะสนใจไยดีเธอเหมือนก่อน ฟางหยวนไม่ใช่คนที่จะมานั่งดัดจริตหรือเรื่องมากกับเรื่องหยุมหยิม แต่สถานการณ์แบบนี้มันทำให้เธอรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาตงิดๆ
สีหน้าของเธอจึงเริ่มบ่งบอกถึงความไม่พอใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
แม่ลู่นั้นรักและเอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้จากใจจริง ท่านจึงสังเกตเห็นสีหน้าของฟางหยวนได้อย่างแม่นยำที่สุด "เป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ"
ในที่สุดลู่ชวนก็ยอมละสายตาจากลูก หันมาให้ความสนใจฟางหยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากล่อมลูกในอ้อมอกต่อไป
ฟางหยวนเห็นแบบนั้นสีหน้าก็ยิ่งบึ้งตึงหนักกว่าเดิม ผู้ชายคนนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย "เปล่า ไม่มีอะไร"
แม่ลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "จะเป็นไปได้ยังไง สีหน้าแบบนี้ไม่ใช่คนไม่มีเรื่องกลุ้มใจแน่ๆ"
ลู่ชวนพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่ได้เงยหน้ามอง "ฟางหยวนไม่ใช่คนประเภทมีอะไรแล้วอมพะนำหรอกครับ"
ความหมายของเขาก็คือ ถ้าเธอไม่พูด ก็แปลว่าไม่มีอะไรจริงๆ นั่นแหละ
ความจริงแล้วฟางหยวนก็ไม่ได้กะจะพูดอะไรในตอนแรก แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่จะเก็บงำความรู้สึกได้นานจริงๆ อย่างที่เขาว่า
เรื่องลูกเอาไว้ก่อน ตอนนี้ลูกยังเล็กนัก ยังไม่รู้ความว่าใครเป็นใคร ไว้รอโตกว่านี้ค่อยมาว่ากันใหม่เรื่องแม่ลูก
แต่เรื่องของผู้ใหญ่นี่สิที่ต้องคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ ฟางหยวนเอื้อมมือไปแย่งลูกออกมาจากอกสามี แล้วยัดใส่มือแม่ลู่ทันที "แม่ ฝากลูกหน่อย ฉันมีเรื่องจะคุยกับลู่ชวน"
แม่ลู่รับหลานมาอุ้มด้วยความรู้สึกหวั่นใจพิกล ตั้งแต่ท่านย้ายมาอยู่เมืองมณฑล ลูกสะใภ้ไม่เคยมีความลับปิดบังท่านเลย ที่บ้านนี้ยังมีเรื่องอะไรที่ท่านรับรู้ไม่ได้อีกงั้นหรือ?
แต่ในเมื่อหลานมาอยู่ในมือแล้ว แม่ลู่ก็คิดเผื่อไปไกลว่า หากลูกสะใภ้จะคุยเรื่องส่วนตัวของท่าน หรือรู้สึกว่าท่านเป็นส่วนเกินในบ้านหลังนี้ จนอยากจะให้พาท่านกลับไปอยู่บ้านนอก แม่ลู่ก็เตรียมใจยอมรับได้
ปู่ย่าได้เลี้ยงหลานชายคนโต ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ที่บ้านเกิด มันก็ฟังดูเข้าท่าดีเหมือนกัน
คิดได้ดังนั้น แม่ลู่กลับยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ท่านรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติทันที เพราะขืนยิ้มออกนอกหน้าตอนนี้คงดูไม่ดีแน่
พ่อลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ พลางจ้องมองหลานชายในอ้อมกอดภรรยา "คุณยิ้มอะไร หลานทำอะไรให้ขำงั้นเหรอ"
แม่ลู่กระแอมเบาๆ แก้เก้อ "แค่กๆ เปล่าสักหน่อย ฉันแค่รู้สึกผิดกับฟางหยวนน่ะ"
พ่อลู่ปรายตามองภรรยาด้วยสายตาแปลกประหลาด "คุณคิดมากไปแล้ว คุณทำเพื่อพวกเขามาตั้งเยอะแยะ"
แม่ลู่กระซิบกระซาบกับพ่อลู่ "คุณว่า ฟางหยวนจะหมายความว่ายังไง จะใช่เรื่องที่จะให้พวกเราพาหลานกลับไปเลี้ยงที่บ้านนอกหรือเปล่า"
พ่อลู่ไม่เคยเพ้อฝันถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย เด็กคนนี้แทบจะกลายเป็นแก้วตาดวงใจของลูกชายคุณไปแล้ว ยายแก่นี่ช่างตาบอดมองไม่เห็นความจริงเอาเสียเลย "อย่าฝันกลางวันไปหน่อยเลย ฟางหยวนคิดอะไรอยู่ฉันอาจจะไม่รู้ แต่คุณลองดูสภาพลูกชายตัวดีของคุณสิ คิดว่าคนอย่างมันจะยอมปล่อยมือจากลูกงั้นเหรอ"
แม่ลู่ยังคงไม่ยอมตัดใจง่ายๆ "ลูกชายคุณไม่ได้เป็นคนตัดสินใจเรื่องในบ้านสักหน่อย ฉันว่าเรื่องนี้ฟางหยวนต้องเป็นคนเคาะโต๊ะตัดสินใจแน่ๆ"
พ่อลู่ปรายตามองภรรยาอีกครั้ง แล้วหันไปหยอกล้อหลานชายอย่างอารมณ์ดี ทำเมินไม่สนใจข้อสันนิษฐานของแม่ลู่อีก "ไปดีกว่า ปู่จะไปหาเงินค่าขนมให้หลานแล้ว"
แม่ลู่รีบคว้าแขนเสื้อพ่อลู่ไว้ "นี่ตาแก่ คุณก็พูดมาให้รู้เรื่องก่อนสิ จะรีบเดินหนีไปไหน"
พ่อลู่ถอนหายใจ "จะให้พูดอะไรอีกล่ะ คุณนี่ไม่เข้าใจนิสัยลูกตัวเองเอาซะเลย"
พ่อลู่อยู่ร่วมชายคากับลูกชายและลูกสะใภ้มานานขนาดนี้ ท่านมองทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว ลูกสะใภ้คนนี้เป็นคนดูแลจัดการเรื่องในบ้านได้น่าสนใจทีเดียว ส่วนลูกชายที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงในบ้านนั้นยิ่งน่าสนใจกว่า
แม่ลู่ไม่เชื่อน้ำคำสามี ท่านก้มลงหอมแก้มหลานชายฟอดใหญ่ "ย่ารักหนูจริงๆ นะ ย่าก็รักแม่ของหนูด้วย ถ้าแม่หนูไม่รำคาญพวกเรา ย่าก็จะตามใจแม่หนูทุกอย่าง"
ท่านพูดต่อเหมือนกำลังคุยกับหลาน "แต่ถ้าแม่หนูรำคาญก็ไม่เป็นไร ย่าจะพาหนูกลับไปเลี้ยงที่บ้านนอก อย่างมากพวกเราก็แค่นั่งรถมาเมืองมณฑลบ่อยหน่อย ย่าสัญญาว่าจะไม่ให้หลานรักของย่าต้องลำบากแน่นอน"
พ่อลู่ที่เดินออกไปแล้วได้ยินประโยคสุดท้ายแว่วๆ ก็หันกลับมามองภรรยาแวบหนึ่ง นึกในใจว่ายายแก่นี่ช่างกล้าคิดจริงๆ
ทางด้านลู่ชวน เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังของฟางหยวน เขาก็เริ่มระมัดระวังท่าทีขึ้นมาบ้าง "มีเรื่องสำคัญอะไรเหรอ"
ฟางหยวนพยักหน้ารับ "สำคัญมาก"
พอลู่ชวนไม่ได้อุ้มลูก เขาก็กลับมาให้ความสำคัญกับภรรยาเป็นอันดับหนึ่งเหมือนเดิม "ว่ามาสิ"
ฟางหยวนสูดหายใจลึก "ลูกสำคัญแน่นอนอยู่แล้ว สำหรับฉันลูกก็สำคัญมากเหมือนกัน แต่ที่คุณทำตัวแบบนี้ ฉันไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่"
ลู่ชวนทำหน้างุนงง เขาไปทำอะไรให้ภรรยาไม่พอใจตอนไหนกัน "ผมทำอะไร"
ฟางหยวนจ้องหน้าสามีเขม็ง "ในสายตาคุณยังมีฉันอยู่บ้างมั้ย ถ้าไม่มีฉันจะมีลูกได้ยังไง ในใจคุณรู้อะไรบ้างหรือเปล่า"
ลู่ชวนมองฟางหยวนนิ่งๆ ตั้งแต่แต่งงานกันมา ในหัวสมองของฟางหยวนไม่เคยมีแนวคิดเรื่องความโรแมนติกแบบนี้มาก่อนเลย
ลู่ชวนเคยคิดว่าชาตินี้ ชีวิตคู่ของเขาคงมีแต่เขาที่คลั่งรักอยู่ฝ่ายเดียว
คาดไม่ถึงเลยว่าพอมีลูกแล้ว จะมีเรื่องเซอร์ไพรส์แบบนี้เกิดขึ้น เมียของเขาเริ่มรู้จักงอแงเรียกร้องความสนใจเป็นแล้ว
ฟางหยวนเห็นเขานิ่งเงียบไปก็เริ่มโมโห "พูดมาสิ คุณหมายความว่ายังไง"
ผู้ชายคนนี้ช่างทึ่มทื่อ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรเลย
ลู่ชวนรีบตอบกลับ "ผมไม่ได้หมายความว่ายังไงสักหน่อย ถ้าไม่มีคุณจะมีลูกได้ยังไง ในใจผมให้คุณยืนหนึ่งแค่ไหน คุณไม่รู้ตัวเลยเหรอ"
ฟางหยวนพยักหน้าประชด "ไม่รู้แล้ว อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก ฉันไม่ใช่คนหัวอ่อนนะ"
โดยเฉพาะหลังจากคลอดลูก พฤติกรรมของลู่ชวนยิ่งทำให้ฟางหยวนรู้สึกไม่มั่นใจในสถานะของตัวเองมากขึ้นไปอีก
ลู่ชวนขยับเข้าไปโอบกอดฟางหยวนไว้แน่น "ตั้งแต่วันแต่งงาน สายตาผมก็วนเวียนอยู่แต่กับคุณ คุณมาพูดว่าไม่รู้ตัวแบบนี้ ผมน้อยใจแย่เลยนะ"
ฟางหยวนเลิกคิ้วมองสามีอย่างเหลือเชื่อ เพราะตอนที่เขาพูดประโยคหวานซึ้งนี้ ในมือของเขายังง่วนอยู่กับการพับผ้าอ้อมลูกอยู่เลย
[จบบท]