บทที่ 296: ไม่เรื่องมาก
ลู่ชวนถูกสายตาของฟางหยวนจ้องมองจนรู้สึกทำตัวไม่ถูก เขาขยับตัวไปมาด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อยที่ถูกภรรยาจับจ้องเช่นนั้น
อันที่จริงสิ่งที่เขาพูดไปมันก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปเลยไม่ใช่หรือ ลู่ชวนจึงรีบเอ่ยปากอธิบายเพื่อแก้ต่างให้ตัวเองทันที
“ทำไมผมถึงต้องคอยเดินวนเวียนอยู่รอบตัวลูกตลอดทั้งวันอย่างนั้นเหรอ นั่นก็ไม่ใช่เพราะว่าผมเห็นคุณเหน็ดเหนื่อยมาตลอดช่วงระยะเวลานี้หรอกหรือ ผมก็แค่อยากจะให้คุณได้พักผ่อนให้สบายตัวสบายใจบ้าง ไม่อยากให้ลูกมาเป็นภาระผูกมัดคุณจนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ผมทำเพื่อคุณจริงๆ นะ นี่คือความปรารถนาดีจากใจจริงของผมเลย”
ฟางหยวนส่งเสียงหึในลำคออย่างไม่ใส่ใจกับคำหวานเหล่านั้น ก่อนจะตอบกลับไปทันควัน
“ไม่ต้องมาพูดดีเลย แม่ฉันบอกไว้แล้ว ว่าฉันไม่มีทางพูดทันคุณหรอก”
หลุมพรางที่คุณแม่ยายขุดเอาไว้นั้นช่างลึกล้ำเหลือเกิน ลู่ชวนรีบแก้ตัวพัลวัน
“ไม่ใช่แบบนั้น นี่ไม่ได้เรียกว่าพูดจาหว่านล้อมอะไรเลย คุณคิดว่าการที่ผมเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกต้องมานั่งซักผ้าอ้อมนี่มันเป็นเรื่องน่าภูมิใจนักหรือไง ถ้าไม่ใช่เพราะรักและเห็นใจเมีย ไม่มีใครเขาเต็มใจอยากจะทำเรื่องแบบนี้หรอก”
ฟางหยวนได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที เธอสวนกลับไปตามหลักความเป็นจริง
“นั่นมันก็ลูกของคุณ ถ้าคุณไม่ซักแล้วใครจะซัก”
ลู่ชวนพยักหน้าหงึกหงัก สีหน้าแสดงความเห็นด้วยอย่างถึงที่สุด
“ถูกต้อง มันก็ควรจะต้องเป็นผมที่ซักนั่นแหละ ขนาดเสื้อผ้าของเมียผมยังซักให้เลย”
ฟางหยวนตาวาววับ ถลึงตามองเขาแล้วถามเสียงเขียว
“ทำไม หรือคุณไม่เต็มใจ”
ลู่ชวนรีบดึงบทสนทนากลับมาเข้าทางตัวเองทันที
“เต็มใจสิครับ เต็มใจที่สุด ก็แค่กลัวว่าเมียจ๋าของผมจะมองไม่เห็นความดี แล้วไม่รู้ว่าผมทุ่มเทไปมากแค่ไหน”
ที่เขาพูดไปทั้งหมดนั่น ก็ไม่ใช่เพราะว่าเธอกำลังหงุดหงิดที่เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับลูกจนไม่สนใจเธอหรือไง
ฟางหยวนเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนแรกเธอตั้งใจจะมาคุยกับลู่ชวนเรื่องอะไรกันแน่ เธอจึงรีบดึงสติกลับมา
“คุณพาฉันพูดวนไปวนมาจนงงไปหมดแล้ว ที่ฉันพูดถึงน่ะคือเรื่องลูก ไม่ใช่เรื่องเสื้อผ้า”
ลู่ชวนยิ้มกว้าง เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ภรรยาอีกนิด
“ก็ผมรักคุณนี่นา ถ้าผมไม่เลี้ยงลูก แล้วใครจะเลี้ยงล่ะ ข้อหาที่คุณกล่าวหาผมเมื่อกี้นี้มันไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย”
ฟางหยวนตอบกลับด้วยความมั่นใจและฉะฉาน
“แม่เลี้ยงไง”
ลู่ชวนถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ตามบทแล้วมันควรจะเป็น 'ถ้าผมไม่เลี้ยง คุณก็ต้องเลี้ยง' ไม่ใช่หรือไง ทำไมจู่ๆ แม่ลู่ถึงได้โผล่เข้ามาในบทสนทนานี้ได้
ลู่ชวนพยายามตั้งสติและอธิบายเหตุผล
“นั่นมันแม่ของเรา ท่านเป็นย่าของเด็ก แต่พวกเราเป็นพ่อเป็นแม่คน ก็ต้องใส่ใจลูกให้มาก ต้องทำให้ลูกรู้ว่าพ่อกับแม่รักเขา ถูกต้องไหม”
ฟางหยวนพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“เรื่องนั้นยังต้องให้พูดอีกเหรอ ฉันก็ดีกับลูกมากอยู่แล้วนี่”
ลู่ชวนพยายามตะล่อมต่อ
“การให้แม่ของเราช่วยเลี้ยงหลานมันก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ แต่พวกเราที่เป็นพ่อแม่ก็ต้องมีความรับผิดชอบในฐานะพ่อแม่ด้วย”
ฟางหยวนย้อนถามทันควัน
“เพราะอย่างนั้นคุณก็เลยเอาแต่จ้องลูกตาไม่กะพริบทั้งวันเลยงั้นสิ”
ลู่ชวนตอบกลับอย่างไหลลื่น
“มันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเหรอ ลูกเติบโตมาในท้องของคุณตั้งนาน ตอนนี้คลอดออกมาแล้ว ก็สมควรจะถึงเวลาที่ผมต้องแบ่งเบาภาระบ้างแล้ว”
คำพูดคำจาของพ่อหนุ่มนักศึกษานี่ช่างสวยหรูดูดีเสียเหลือเกิน
ฟางหยวนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังคล้อยตามคำพูดของเขาจนเริ่มจะมึนงงไปหมด
“มันก็ไม่ผิดหรอก”
พอลู่ชวนเห็นว่าตัวเองเริ่มจะฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาแล้ว เขาก็เริ่มเล่นบทโศกเรียกร้องความเห็นใจทันที
“คุณลำบากอุ้มท้องมาตั้งนานขนาดนั้น ถ้าเปลี่ยนเป็นผม ให้ผมอุดอู้อยู่แต่ในห้องเป็นเดือนๆ ผมคงทนไม่ไหวแน่ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าผมคอยดูลูกให้มากหน่อย คุณก็จะได้ออกไปยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายบ้าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เมียของผมจะกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยไปเสียได้”
ฟางหยวนรีบแย้งขึ้นมา
“ไม่ใช่คิดเล็กคิดน้อย แต่เป็นการถามให้รู้เรื่องต่างหาก”
แต่ดูเหมือนน้ำเสียงและท่าทางของเธอจะอ่อนลงไปกว่าเมื่อครู่มาก
ลู่ชวนถือโอกาสดึงมือฟางหยวนเข้ามากุมไว้
“ใช่ครับ เป็นการถามให้รู้เรื่อง ผมชอบที่คุณถามให้ชัดเจนแบบนี้แหละ คุณจะคิดเล็กคิดน้อยใส่ผมบ้างก็ได้ ยิ่งเยอะยิ่งดี”
ฟางหยวนทุบไปที่ตัวของลู่ชวนสองทีด้วยความหมั่นไส้
“ใครเขาใช้ชีวิตคู่ด้วยการมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องไม่เป็นเรื่องกันเล่า”
ลู่ชวนพยักหน้าทำหน้าตาจริงจัง แล้วก็พยักหน้าซ้ำอีกครั้ง จากนั้นก็หันไปมองหน้าฟางหยวนแล้วรวบตัวเธอเข้ามากอดพร้อมกับหัวเราะร่า
ฟางหยวนรู้ตัวแล้วว่ากำลังโดนสามีล้อเลียน สรุปแล้วเขาก็ยังหาว่าเธอเป็นคนเรื่องมากอยู่ดีนั่นแหละ
เธออยากจะทุบลู่ชวนแก้แค้นอีกสักสองสามที แต่ติดตรงที่ลู่ชวนกอดเธอแน่นเกินไปจนฟางหยวนออกแรงไม่ถนัด
แม่ลู่อุ้มหลานชายเดินเข้ามาในห้องพอดี ก็เห็นภาพที่คนทั้งคู่กำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะลูกชายตัวดีของเธออย่างลู่ชวน สภาพนั้นช่างดูไม่ได้เลยจริงๆ
ฟางหยวนรีบผละออกจากอ้อมกอดสามีแล้วเดินเข้าไปรับลูกมาจากแม่สามี
“แม่คะ ลูกคงหิวแล้วแน่เลย”
แม่ลู่ถามยิ้มๆ
“พวกเธอตกลงกันได้แล้วใช่ไหม”
ฟางหยวนตอบกลับไปตามตรง
“ไม่มีอะไรต้องตกลงกันหรอกค่ะ พวกเราก็แค่คุยกันเล่นๆ สองสามประโยคเท่านั้นเอง”
แล้วบทสนทนาก็จบลงเพียงแค่นั้น แม่ลู่คิดในใจว่า แค่ลูกสะใภ้ไม่รังเกียจนางก็ดีถมไปแล้ว ส่วนความฝันอันสวยหรูที่จะพาหลานชายกลับไปเลี้ยงที่บ้านนอกนั้น คงต้องพับเก็บไปก่อน
ฟางหยวนอุ้มลูกชายไปกินนมที่อีกมุมหนึ่ง
แม่ลู่จึงดึงตัวลู่ชวนออกไปที่ลานบ้านแล้วกระซิบถาม
“ลูกสะใภ้ไม่ได้รังเกียจแม่ใช่ไหม มีอะไรแกก็พูดมาตรงๆ อย่าให้พวกแกสองผัวเมียต้องมาผิดใจกันเพราะแม่เลย”
ลู่ชวนคิดในใจว่า เธอไม่ได้รังเกียจแม่หรอก คนที่โดนจัดลำดับความสำคัญไว้หลังสุดคือผมต่างหาก
ลู่ชวนแกล้งแหย่แม่
“ถ้ารังเกียจแล้วจะทำยังไงล่ะ”
แม่ลู่ยิ้มออกมา นางตบไหล่ปลอบใจลูกชาย
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะเอาหลานกลับไปเลี้ยงที่หมู่บ้านเอง ไม่เป็นไรหรอก ไม่รบกวนเวลาทำงานของพวกแกในเมืองมณฑลด้วย”
ลู่ชวนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า แม่ของเขาจะมีความเพ้อฝันที่ไม่ดูตาม้าตาเรือขนาดนี้
“วางใจเถอะ ลูกสะใภ้ของแม่รักแม่จะตาย ให้แม่อยู่ที่เมืองมณฑลนี่แหละ อีกอย่างนะ แม่เลิกคิดที่จะขโมยลูกของผมไปได้แล้ว”
แม่ลู่หน้าตึงขึ้นมาทันที
“แกพูดจาอะไรของแก”
ลู่ชวนทำหน้าขึงขัง
“ผมพูดจริงๆ นะ นี่แม่คิดจะลักพาตัวลูกชายผมเหรอ”
แม่ลู่เริ่มโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว ที่บ้านมีลูกสะใภ้เป็นตำรวจ นางย่อมรู้ดีว่าข้อหาลักพาตัวมันร้ายแรงแค่ไหน
“ฉันเป็นย่าของเขา เป็นย่าแท้ๆ จะเรียกว่าลักพาตัวได้ยังไง แกอย่ามาพูดจาเลอะเทอะนะ”
ลู่ชวนทำหน้าทะเล้น ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
“แม่ ผมมีเรื่องจะถามหน่อย”
แม่ลู่กระแทกเสียงใส่
“ว่ามา”
นางเริ่มจะไม่สบอารมณ์กับลูกชายคนนี้แล้ว พูดจาแต่ละคำกวนประสาทสิ้นดี
ลู่ชวนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ระหว่างหลานชายกับลูกสะใภ้ ใครสำคัญกว่ากัน แม่เลือกอยู่ฝั่งไหน”
แม่ลู่เบิกตากว้างจ้องมองลู่ชวนด้วยความตกตะลึง นางโกรธจนควันแทบออกหู คำถามพรรค์นี้มันใช่เรื่องที่จะมาเลือกข้างหรือแสดงจุดยืนกันส่งเดชหรือไง
นางคว้าไม้กวาดไล่ตีลู่ชวนไปทั่วลานบ้าน
“ฉันจะตีแกให้ตายโทษฐานที่ชอบยุแยงตะแคงรั่ว ชอบดูเรื่องสนุกบนความทุกข์ของคนอื่น แกนี่มันมีชีวิตสุขสบายเกินไปแล้วใช่ไหม ถึงได้ชอบหาเรื่องใส่ตัวนัก”
ลู่ชวนวิ่งหนีแม่ไปรอบๆ ลานบ้านปากก็ร้องตะโกนไป
“แม่แน่จริงอย่าไล่ตีผมสิ ตอบคำถามมาก่อน”
แม่ลู่ตะโกนด่าไล่หลัง
“ลูกสะใภ้ของฉันไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้นหรอก เขาไม่มีทางถามคำถามงี่เง่าแบบนี้แน่ ไอ้ลูกเวร แกมันจ้องจะขุดหลุมฝังแม่ตัวเอง”
พูดจบแม่ลู่ก็สะบัดหน้าเดินหนีออกไปนอกบ้าน ปฏิเสธที่จะตอบคำถามชวนหัวจะปวดนี้
ฟางอู่หู่หรือพี่ห้า เพิ่งจะเคยเห็นแม่ลู่โมโหจนเลือดขึ้นหน้าใส่ลู่ชวนเป็นครั้งแรก เขาจึงเดินเข้ามาถามน้องเขยด้วยความสงสัย
“นายไปทำอีท่าไหนให้คุณป้าดองของขึ้นได้ขนาดนั้น ถึงกับไล่กวดตีเลยนะนั่น”
ลู่ชวนยักไหล่
“ก็แค่จี้ใจดำเข้าให้น่ะสิ”
พี่ห้าหัวเราะชอบใจ
“นายทำแบบนี้เพื่ออะไรเนี่ย ถ้าคุณป้าดองโกรธจนหนีกลับบ้านไปจริงๆ จะไม่มีคนช่วยนายเลี้ยงลูกนะ”
ลู่ชวนตอบกลับไปประโยคหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ
“นั่นก็ต้องดูว่าแม่จะตัดใจทิ้งลูกสะใภ้หรือทิ้งหลานชายได้ลงคอหรือเปล่า”
พี่ห้าส่ายหน้า
“นี่นายกำลังแข่งดีแข่งเด่นกับใครอยู่เนี่ย”
ลู่ชวนหันมาถามพี่เมีย
“พี่ห้า พี่คิดว่าที่ผมคอยอุ้มลูก เดินวนเวียนเฝ้าลูกอยู่แบบนี้ ผมทำเพื่อใคร”
พี่ห้าตอบแบบขวานผ่าซาก
“ก็เพื่อตัวนายเองนั่นแหละ ลูกของนาย ถ้านายไม่เลี้ยงแล้วจะให้ใครเลี้ยง น้อยใจหรือไง”
ลู่ชวนคิดในใจว่า ในที่สุดก็เจอคนที่คุยภาษาเดียวกันรู้เรื่องเสียที
“ผมไม่ได้น้อยใจ พี่ห้า พี่ลองคิดดูสิ งานพวกนี้ถ้าผมไม่ทำแล้วใครจะทำ”
พี่ห้าตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“คุณป้าดองทำไง”
ลู่ชวนเลิกคิ้วมองพี่ห้า นี่สมกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับฟางหยวนจริงๆ มิน่าล่ะ เขาถึงได้โดนแม่ด่าเปิงมาเมื่อกี้ ในสายตาของคนบ้านนี้ หน้าที่ของแม่ย่าคือต้องเลี้ยงหลานสินะ นี่เขาอุตส่าห์แย่งหน้าที่แม่มาทำจนตัวเองแทบจะกลายเป็นธาตุอากาศในบ้านอยู่แล้ว
ติงหมิ่นที่นั่งฟังอยู่ถึงกับหลุดขำออกมา เธอเข้าใจเจตนาของลู่ชวนดี แต่เสียดายที่พี่ห้าสามีของเธอนั้นซื่อบื้อเกินกว่าจะเข้าใจความละเอียดอ่อนทางอารมณ์แบบนี้
ลู่ชวนถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ผมยอมแพ้พี่น้องตระกูลพวกพี่แล้วจริงๆ”
พี่ห้ายืดอกอย่างภูมิใจ
“แน่นอนอยู่แล้ว นายอยากจะชนะงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ หรือนายคิดจะก่อกบฏ”
ลู่ชวนไม่อยากจะเสวนากับพี่ห้าอีกต่อไป
“พี่ห้า พี่ไปล้างไม้ล้างมือเตรียมกินข้าวเถอะ”
นี่มันเข้าข่ายคุยกันคนละคลื่นความถี่ชัดๆ สิ่งที่เขาทำลงไป ถ้าเป็นบ้านอื่นคงได้รับคำชมเชยยกย่องว่าเป็นยอดสามี แต่พอมาอยู่ที่บ้านนี้ กลับกลายเป็นเรื่องที่พูดยากบอกไม่ถูกเสียอย่างนั้น
พี่ห้ายืนขึ้นปัดฝุ่นตามตัว
“เอาน่า เป็นลูกผู้ชายจะมามัวดัดจริตคิดเล็กคิดน้อยอะไร เหนื่อยก็บอกว่าเหนื่อย ฉันหยุดงานสองวันนี้พอดี เดี๋ยวฉันจะช่วยเลี้ยงหลานให้เอง พวกนายจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ”
ลู่ชวนคิดในใจว่า นี่พี่กำลังจะมาแย่งลูกผมไปอีกคนแล้วนะ
“ลูกของผมเอง ผมไม่เหนื่อยหรอกครับ”
พี่ห้ายังคงไม่เข้าใจ
“งั้นจะมีอะไรให้ต้องมานั่งบ่นกระปอดกระแปด ถ้าเต็มใจเลี้ยงและไม่มีใครห้ามไม่ให้เลี้ยง มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง”
ลู่ชวนพยายามอธิบายครั้งสุดท้าย
“คือฟางหยวนน่ะ เธอรู้สึกว่าในใจของผมมีแต่ลูก”
ตอนที่พูดประโยคนี้ ทั้งติงหมิ่นและพี่ห้าต่างก็รู้สึกได้เลยว่าลู่ชวนกำลังทำตัวอวดดีแบบสุดๆ ถ้าหมอนี่มีหาง ป่านนี้หางคงกระดิกชี้ฟ้าไปแล้วด้วยความลำพองใจ
พี่ห้าหันไปพูดกับติงหมิ่นหน้าตาเฉย
“ไปล้างมือกันเถอะ จะได้ตั้งโต๊ะกินข้าว”
แล้วทั้งสองคนก็เดินจากไป ทิ้งให้ลู่ชวนยืนเคว้งคว้างอยู่ตรงนั้น เมินเฉยต่อคำพูดอวดความรักของเขาไปอย่างสิ้นเชิง
[จบบท]