บทที่ 311: วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
แม่ลู่มีท่าทางดีอกดีใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานอย่างปิดไม่มิด ขณะที่เอ่ยปากโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจว่า “แม่จะบอกให้นะ เวลาไปรวมกลุ่มอยู่กับพวกเค้าเนี่ย พวกเค้าต่างก็ต้องมาเรียนรู้จากแม่ทั้งนั้นแหละ”
สีหน้าท่าทางในยามที่เอ่ยประโยคนั้น ช่างดูภาคภูมิใจเสียจนตัวแทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้าได้อยู่แล้ว พ่อลู่ที่นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ ถึงกับทนฟังต่อไปไม่ไหว ต้องลุกเดินหนีออกไปดื้อๆ พลางนึกค่อนขอดในใจว่า ยายแก่คนนี้ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียบ้างเลย ช่างไม่กลัวขายขี้หน้าชาวบ้านเขาบ้างหรืออย่างไร คนในเมืองมณฑลที่มีการศึกษาสูงส่งจะมาเรียนรู้วิธีการทำนากับชาวบ้านอย่างเธอได้ยังไงกัน
ทางด้านลู่ชวนเองก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูแปลกหูอยู่ไม่น้อย จริงอยู่ที่ว่าแม่บังเกิดเกล้าของเขาเป็นคนดีและมีความสามารถ แต่ถ้าจะให้เชื่อว่าเหล่าปัญญาชนผู้มีความรู้สูงจะมาขอเรียนรู้วิชาจากแม่ของเขา มันก็ดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อย หรือว่าจะมาเรียนวิธีทำผักดองกันนะ?
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปเพื่อคลายความสงสัย “พวกเค้าเรียนรู้อะไรจากแม่เหรอครับ”
เรื่องนี้เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าแม่จะไปสอนอะไรคนเหล่านั้นได้
แม่ลู่ยักคิ้วลิ่วตาด้วยความมั่นใจ พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความถือดีไว้อย่างเปี่ยมล้น “คนวัยอย่างพวกแม่เนี่ย ก็มีหน้าที่เลี้ยงหลานกันทั้งนั้นแหละ พวกเค้ามาเรียนรู้วิธีเลี้ยงหลานจากแม่ยังไงล่ะ”
พอลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาทันที เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ ต่างก็ผ่านการเลี้ยงลูกจนโตเป็นผู้ใหญ่มาเป็นโขยงแล้ว ใครบ้างจะไม่มีเคล็ดลับหรือประสบการณ์ของตัวเอง เรื่องแค่นี้ยังต้องให้ใครมาสอนกันอีกหรือ “ผมฟังดูแล้วมันเหลือเชื่อพิกลนะครับ”
นี่แม่คงไม่ได้กำลังทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นอยู่ใช่ไหม การคบเพื่อนฝูงของแม่ดูท่าจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเสียแล้ว
แม้แต่ฟางหยวนเองที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็อดไม่ได้ที่จะถามแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยความสงสัยเช่นกัน “เรื่องนี้ต้องมีวิชาความรู้ด้วยเหรอคะ ไม่ใช่แค่เลี้ยงเด็กไม่ให้ร้องไห้ก็พอแล้วเหรอ”
ในฐานะคนเป็นแม่ ฟางหยวนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกเพียงแค่นั้นจริงๆ
เมื่อลู่ชวนได้ยินภรรยาพูดออกมาแบบนั้น เขาก็แอบคิดในใจอย่างเงียบๆ ว่า ต่อไปภายหน้าเขาคงจะต้องเป็นคนรับหน้าที่เลี้ยงดูลูกชายอย่างเจ้าหนูหม่านอี้ให้มากขึ้นเสียแล้ว เขาต้องสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับลูก เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่ออนาคตของเด็กน้อย เพราะดูท่าทางแล้วแม่ของลูกคงจะพึ่งพาเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ไม่ได้มากนัก
แม่ลู่รีบแย้งขึ้นมาทันควันด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จะบอกอะไรให้พวกเธอรู้นะ ศาสตร์เรื่องนี้มันลึกซึ้งมาก พวกเธอไม่เข้าใจหรอก สถานที่สำหรับพาเด็กไปเดินเล่น หรือกลุ่มคนที่พาเด็กมารวมตัวกัน สิ่งเหล่านี้ต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ ต้องอาศัยสายตาที่เฉียบคมและจิตใจที่ตื่นตัว บททดสอบเหล่านี้ล้วนมาจากประสบการณ์ทั้งนั้น เวลาพาหลานออกไปข้างนอก ในมือต้องมีอาวุธหรือข้าวของที่ใช้ป้องกันตัวได้เสมอ คนพวกนั้นทำไม่ได้หรอก วิสัยทัศน์ของพวกเค้ายังด้อยกว่าแม่เยอะ”
ลู่ชวนเริ่มทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว ถึงแม้แม่จะไม่ได้ทำให้ตัวเองขายหน้าใครก็จริง แต่เรื่องราวมันชักจะไปกันใหญ่จนน่าตกใจ “นี่แม่พาหลานไปที่ไหนกันแน่ครับเนี่ย”
เขารู้สึกว่าชีวิตประจำวันของเจ้าหนูหม่านอี้ลูกชายตัวน้อย ช่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้เสียเหลือเกิน หากวันดีคืนดีมีคนแปลกหน้าตามมาถึงบ้าน หรือแม่ไปพาคนแก่คนเฒ่านิสัยไม่ดีมาชักจูงกันไปในทางที่ผิด มันคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
แม่ลู่รู้สึกว่าลูกชายของตนช่างมองโลกในแง่ดีเกินไปและขาดความตระหนักรู้ เห็นทีต่อไปคงต้องให้ลู่ชวนเลี้ยงลูกให้น้อยลงเสียแล้ว “ไม่เคยได้ยินข่าวหรือไง ช่วงนี้พวกแก๊งลักเด็ก พวกมนุษย์ป้าลักพาตัวมันระบาดเยอะแยะ แม่ต้องป้องกันไว้ก่อนสิ การเลี้ยงหลานมันง่ายดายขนาดนั้นเลยรึไง แกไม่มีสัญชาตญาณการระวังภัยสักนิด ต่อไปอย่าได้พาหม่านอี้ออกไปเดินเพ่นพ่านสุ่มสี่สุ่มห้าเชียวนะ”
ลู่ชวนคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแม่ของเขาจะคิดไปไกลถึงเรื่องอาชญากรรมระดับนี้ได้ “นี่แม่ทำอาชีพเสี่ยงภัยระดับสูงอยู่เหรอครับเนี่ย”
คำพูดของแม่สามีทำให้สัญชาตญาณการระวังภัยของฟางหยวนตื่นตัวขึ้นมาทันที เธอรีบเสนอตัวด้วยความเป็นห่วงลูกชาย “แม่คะ ถ้าอย่างนั้นต่อไปฉันไปช่วยแม่เลี้ยงหม่านอี้ตอนออกไปข้างนอกด้วยดีมั้ย”
นี่คือลูกชายแท้ๆ ของเธอเชียวนะ ถ้าหากลูกไม่อยู่ในสายตา แล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เธอคงร้อนรนจนแทบบ้า และพร้อมที่จะสู้ตายกับใครก็ตามที่มาทำร้ายลูก
แม่ลู่โบกมือปฏิเสธอย่างใจเย็น “ไม่ต้องหรอก พวกเธอไปยุ่งเรื่องงานการเถอะ แค่อย่าปล่อยปละละเลยเวลาเลี้ยงลูกก็พอ อย่าเห็นว่าวันๆ แม่เอาแต่เดินแกว่งไปแกว่งมานะ แม่ไม่ได้เลี้ยงหลานอยู่คนเดียวสักหน่อย เวลาแม่พาหม่านอี้ออกไป ส่วนใหญ่ก็จะอยู่แค่แถวหน้าบ้านเรานี่แหละ ไม่ยอมห่างจากพ่อแกไปไกลนักหรอก หรือไม่ก็ไปเดินเล่นแถวหน้าสถานีตำรวจโน่นเลย เวลาไปสวนสาธารณะ แม่ก็จะเลือกเข้าไปหากลุ่มคนที่หน้าตาคุ้นเคย ดูหน่วยก้านแข็งแรงพึ่งพาได้ แล้วก็พาหลานไปอยู่ใกล้ๆ ในระยะที่พอเหมาะ วางใจเถอะน่า แม่รู้ขอบเขตดี”
ลู่ชวนทึ่งจนพูดไม่ออก ไม่คิดเลยว่าการเลี้ยงหลานของแม่ลู่ จะต้องอาศัยทักษะหูตาสับปะรด คอยสอดส่องระวังภัยรอบทิศทางขนาดนี้ ฟังดูแล้วนี่มันคือศาสตร์ชั้นสูงชัดๆ แสดงว่าแม่ลู่ทุ่มเทความใส่ใจลงไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ฟางหยวนกล่าวด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง “แม่คะ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันรู้ว่าการเลี้ยงเด็กมันไม่ง่ายขนาดนี้ ต่อไปถ้าฉันพาหม่านอี้ออกไปข้างนอก ฉันจะไม่ประมาทเด็ดขาด ที่แม่สอนมา ฉันจำขึ้นใจเลยค่ะ”
แม่ลู่ประหลาดใจมากที่ลูกสะใภ้พูดออกมาแบบนั้น แถมยังตั้งใจจะเรียนรู้วิชาจากนางอีกต่างหาก หญิงสูงวัยกลั้นยิ้มจนแก้มแทบปริ ก็บอกแล้วว่าเรื่องการเลี้ยงหลานเนี่ย นางมีเคล็ดลับที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ไม่อย่างนั้นพวกคนแก่แถวนี้จะมาเชื่อฟังสั่งของนางได้ยังไง
ถึงอย่างนั้นแม่ลู่ก็ยังดึงมือฟางหยวนมาตบเบาๆ พลางกำชับว่า “แค่เธอเห็นดีเห็นงามกับวิธีเลี้ยงหลานของแม่ก็พอแล้ว แม่จะบอกให้นะ ถ้าเธอรู้สึกว่าแม่ทำดี ก็ชมแม่สักคำก็พอ แต่อย่าทำแบบนี้เลย แม่เป็นคนบ้ายอ เดี๋ยวแม่จะเขินจนทนไม่ไหว ขอแม่หลบออกไปดีใจข้างนอกเดี๋ยวหนึ่งนะ”
พูดจบหญิงสูงวัยก็อุ้มหลานชายเดินออกไปจากห้องทันที การได้รับการยอมรับจากลูกสะใภ้ ทำให้แม่ลู่รู้สึกเบิกบานใจเป็นที่สุด
ลู่ชวนอดไม่ได้ที่จะพูดแซวภรรยา “ดูออกเลยนะเนี่ย ว่าแม่ผมแพ้ทางคุณจริงๆ”
ฟางหยวนทำหน้างุนงงถามกลับไป “ทางไหนคะ ฉันแค่รู้สึกว่าแม่ทำได้ดีจริงๆ ฉันคาดไม่ถึงเลยว่าการเลี้ยงลูกจะต้องมีเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ด้วย ต้องขอบคุณแม่จริงๆ ต่อไปเวลาเราเลี้ยงลูกจะละเลยไม่ได้แล้วนะ”
ลู่ชวนไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ในใจคิดว่า ‘ก็ไอ้ทางนี้นี่แหละ’ ภรรยาของเขาช่างไม่รู้ตัวเอาเสียเลย
จากนั้นเขาก็ได้ยินฟางหยวนพูดขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น “ฉันต้องไปบอกพี่สะใภ้ห้าสักหน่อย พวกเค้าทำงานดูแลความปลอดภัยนี่นา เรื่องนี้มันอันตรายเกินไปแล้ว สถานที่ที่พวกคนแก่กับเด็กเล็กไปรวมตัวกันเยอะๆ ทางการน่าจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราให้มากขึ้นนะคะ”
ลู่ชวนคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าภรรยาของเขาจะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมองภาพรวมได้ดีขนาดนี้ เธอไม่ได้ห่วงแค่ความปลอดภัยของลูกชายตัวเองอย่างเจ้าหนูหม่านอี้เพียงคนเดียว แต่ยังห่วงใยไปถึงสวัสดิภาพของคนอื่นๆ ในสังคมด้วย
ทางด้านติงหมิ่นเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันที่ฟางหยวนจะมาแจ้งปัญหานี้ แม้ว่าข่าวลือส่วนใหญ่จะมาจากการพูดปากต่อปากของเหล่าคนแก่ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลความจริงเลยเสียทีเดียว สิ่งที่ทำได้ก็คือการเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น ติงหมิ่นรับปากว่าจะช่วยดูแลเรื่องนี้ และหลังจากเลิกงาน เธอก็มักจะแวะเวียนไปเดินตรวจตราแถวสวนสาธารณะด้วยตัวเองเสมอ
ยามว่างสองพี่น้องสะใภ้มักจะนั่งจับเข่าคุยกัน ติงหมิ่นยังบอกกับฟางหยวนอีกว่า ปัญหาที่ฟางหยวนแจ้งไปนั้น ทางหน่วยงานให้ความสำคัญมาก ขอให้วางใจได้ จากนั้นก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา นั่นคือช่วงหลังมานี้ เวลาฟางหยวนคุยกับติงหมิ่น หัวข้อสนทนามักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ว่า หน่วยงานไหนสวัสดิการดี และเรื่องการปักหลักทำงานในเมืองมณฑล
ลู่ชวนรู้ดีว่า แม้จะเหลือเวลาอีกปีกว่าเขากว่าจะเรียนจบ แต่เรื่องอนาคตการทำงานจำเป็นต้องหยิบยกมาหารือกับฟางหยวนอย่างเป็นทางการเสียที ไม่อย่างนั้นหากปล่อยไว้ แล้วเขาตัดสินใจอะไรไปโดยไม่บอกกล่าว อาจจะเป็นการทำลายความหวังดีของฟางหยวน และจะกลายเป็นเรื่องที่อธิบายยากในภายหลัง
ดังนั้นในวันที่แม่ลู่อุ้มหม่านอี้ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกกับพ่อลู่ ลู่ชวนจึงตัดสินใจเปิดอกคุยกับฟางหยวนอย่างจริงจังว่า ในอนาคตเมื่อเรียนจบแล้ว เขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะเข้าไปทำงานในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดๆ ทั้งสิ้น
ฟางหยวนร้องอุทานด้วยความตกใจ “คุณพูดอะไรนะ”
ก่อนจะรีบแย้งขึ้นมาทันที “แบบนั้นไม่ได้นะ พ่อกับแม่ส่งเสียคุณเรียนมหาวิทยาลัยเพื่ออะไรกัน หรือเพื่อให้คุณกลับมาทำงานงกๆ เงิ่นๆ แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้เหรอ”
เธอพยายามยกตัวอย่างเพื่อโน้มน้าวเขา “คุณไม่เห็นพี่สะใภ้ห้าเหรอ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนจะตายไป”
ลู่ชวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่แค่การได้รับความเคารพจากคนอื่น แต่ผมต้องการหาเลี้ยงครอบครัวให้อยู่ดีกินดีด้วย ถ้าหากผมไม่ได้ทำงานในเครื่องแบบพวกนั้น คุณจะรู้สึกว่าผมด้อยค่ากว่าคนอื่นหรือเปล่า”
ฟางหยวนรีบปฏิเสธ “เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้วว่าฉันไม่คิดแบบนั้น แต่คนอื่นเค้าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเหมือนเรานี่นา อีกอย่าง ถ้าทำแบบนั้นจะไปอธิบายกับพ่อแม่ยังไง ท่านคงรับไม่ได้แน่”
ลู่ชวนยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น แววตาของเขามั่นคงไม่สั่นคลอน “นอกจากต้องอธิบายให้เมียเข้าใจแล้ว ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟังทั้งนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เมียผมเป็นคนส่งเสียผมเรียนมา”
พูดถึงเรื่องนี้ มันเป็นปมในใจของลู่ชวนมาตลอด ถ้าจะหวังพึ่งเงินทองจากพ่อแม่ ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของที่บ้านก็ถูกทุ่มไปกับการแต่งเมียให้พี่ใหญ่จนหมดแล้ว ลำดับความสำคัญในการเรียนต่อของเขาจึงถูกจัดไว้หลังพี่ใหญ่เสมอ อนาคตของเขา นอกจากฟางหยวนคนเดียวที่มีสิทธิ์ออกความเห็นแล้ว ความคิดเห็นของคนอื่น ลู่ชวนไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขาถือว่าตัวเองเป็นคนที่เคยถูกครอบครัวละเลยและตัดโอกาสมาแล้วครั้งหนึ่ง
ฟางหยวนได้ยินลู่ชวนพูดแบบนั้นก็เริ่มรู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง “คุณอย่าพูดแบบนั้นสิ คุณหาเงินเรียนด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองต่างหาก ฉันไปส่งเสียคุณตอนไหนกัน”
แต่เธอก็ยังไม่วายกำชับเขาด้วยความเป็นห่วง “เรื่องนี้คุณจะคิดเองเออเองตามใจชอบไม่ได้นะ ถ้าเรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง แล้วคุณจะอุตส่าห์ร่ำเรียนไปเพื่ออะไร”
ถ้ารู้ว่าเรียนจบมาแล้วจะออกมาเตะฝุ่นสู้ชีวิตเหมือนเดิม ก็ไม่เห็นต้องลำบากตรากตรำเรียนหนักขนาดนั้นเลย
ลู่ชวนยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วตอบกลับไปว่า “ที่เรียนมหาวิทยาลัย ก็เพื่อให้เมียผมดีใจไงล่ะครับ ตอนนั้นก็เพราะผมเป็นนักศึกษาไม่ใช่เหรอ เมียถึงได้ตกลงปลงใจเลือกผม ถ้าผมไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เมียผมคงไม่แลตามองหรอก”
ฟางหยวนยกเท้าขึ้นเตะหน้าแข้งของลู่ชวนเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ “นี่ฉันไม่ได้ล้อเล่นนะ”
[จบบท]