บทที่ 319: สภาพแวดล้อมกำหนดคน
ลู่ชวนเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาตงิดๆ การที่ดีใจก็ส่วนดีใจ แต่ทำไมพี่ห้าถึงต้องมากอดเจ้าลูกชายหม่านอี้ของเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยวางมือด้วย เวลานี้พี่ห้าสมควรจะไปโอบกอดพี่สะใภ้ห้าไม่ใช่หรืออย่างไร
ฟางหยวนเองก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน เธอเอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้ “พี่ห้า พี่สะใภ้ห้าพูดอะไรกับพี่กันแน่ ถึงทำให้พี่ดีใจได้ขนาดนี้คะ”
ลู่ชวนยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่เบะปากด้วยความหมั่นไส้ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ พี่ห้าเอาไปโอ้อวดที่ไซต์งานก่อสร้างตั้งหลายรอบแล้ว
ทางด้านฟางอู่หู่นั้น กลับแสดงท่าทีขัดเขินบิดตัวไปมาเสียยิ่งกว่าสาวน้อยแรกรุ่นที่เพิ่งจะมีความรักเสียอีก เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ฟังดูเคร่งขรึมลึกซึ้ง “พวกเธอไม่เข้าใจหรอก”
ลู่ชวนผู้ที่ไม่ยอมยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ จึงเปิดปากโชว์ความหวานชื่นของชีวิตคู่ตนเองทันที “นั่นสินะครับ คู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอย่างพวกผม ลูกก็คลอดออกมาแล้ว ย่อมไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของข้าวใหม่ปลามันอย่างพี่ห้ากับพี่สะใภ้ห้าที่เพิ่งแต่งงานกันหรอก”
ความหมายในคำพูดนั้นก็คือ พวกเขาอยู่กันคนละระดับชั้นกัน คู่ของเขาเป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาคอยกังวลว่าจะได้หรือจะเสียเหมือนอย่างพี่ห้า
จากนั้นเขาก็พูดจาเหน็บแนมพี่ชายภรรยาต่อทันที “ลองนับดูแล้ว พี่ห้าแต่งงานมาได้ครึ่งปีแล้วนะ ถ้าจะพูดไปช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันก็น่าจะผ่านพ้นไปแล้ว พี่ห้ายังจะมาทำท่าทางขัดเขินบิดไปบิดมาแบบนี้ มันดูไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่เลยนะครับ”
ใบหน้าของฟางอู่หู่พลันดำทะมึนขึ้นมาทันตาเห็น ไอ้หมอนี่มันขี้อิจฉาชัดๆ ทนเห็นเขาได้ดีไม่ได้เลยจริงๆ “ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าเป็นข้าวใหม่ปลามันอยู่ดี”
เจตนาของลู่ชวนไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาเปลี่ยนเรื่องพูดแบบหักมุมทันที “พี่ห้า ไม่สู้พี่พาพี่สะใภ้ห้าไปตรวจที่โรงพยาบาลกับหมออู๋พี่สะใภ้ของพี่สะใภ้ห้าดูหน่อยล่ะครับ จะได้รีบมีลูกเป็นของตัวเองสักคน พี่ห้าจะได้ไม่ต้องมาคอยอุ้มหลานเวลาดีใจแบบนี้ไง การดูแลสุขภาพก่อนมีบุตรเพื่อคุณภาพประชากรที่ดี ไปตรวจดูย่อมไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ”
นี่มันกะจะไม่นับญาติเป็นพี่น้องกันแล้วใช่ไหม สายตาที่ฟางอู่หู่มองไปทางลู่ชวนเปลี่ยนไปในทันที นี่มันกำลังบอกว่าเขามีปัญหาทางด้านร่างกาย หรือกำลังว่าติงหมิ่นมีปัญหากันแน่ มีใครเขาเปิดปากพูดจาแบบนี้กันบ้าง
ฟางหยวนยกเท้าขึ้นเตะลู่ชวนไปหนึ่งที หมอนี่ชักจะพูดจาเกินเลยไปจริงๆ “พี่ห้าชอบอุ้มก็ให้อุ้มไปสิ แม่จะได้เบาแรงด้วย”
จากนั้นเธอก็หันไปอธิบายเสริมอีกประโยคเพื่อให้พี่ชายสบายใจ “พี่ห้า ตอนแรกพวกฉันก็เคยไปตรวจกับคุณหมออู๋ที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ของพี่สะใภ้ห้าเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพี่คิดว่าพวกเรารู้จักกับพี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลติงได้ยังไง”
ฟางอู่หู่ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอเบาๆ ถือว่าไม่ถือสาหาความลู่ชวนในเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นดีกันแน่
ลู่ชวนยังคงบ่นกระปอดกระแปดไม่เลิก “แต่ผมมีเวลาว่างแค่ไม่กี่วันเองนะ อีกไม่กี่วันผมก็ต้องตามพี่ห้าออกไปวิ่งงานก่อสร้างแล้ว กว่าจะปิดเทอมฤดูร้อนทั้งที ต้องไม่อยู่บ้านตั้งหลายวัน”
พี่ห้ายังคงมาแย่งลูกชายกับเขาอยู่ที่นี่ แล้วจะให้ลู่ชวนไม่ร้อนใจได้อย่างไร
ฟางหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอออกมา “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณสองคนก็อุ้มเจ้าหม่านอี้ไปวิ่งงานก่อสร้างด้วยกันเลยสิคะ ฉันไม่มีความคิดเห็นขัดข้องหรอกนะ”
ฟางอู่หู่หน้าตึงขึ้นมาทันที นี่มันเป็นคำแนะนำที่ไร้สาระสิ้นดี ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่ายัยนี่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเด็ก “เธอเป็นแม่ประสาอะไร ลูกอายุแค่นิดเดียวเอง เธออย่าให้หลานต้องไปตระเวนลำบากแบบนั้นสิ”
ลู่ชวนรีบสนับสนุนทันที “ไร้ความรับผิดชอบเกินไปแล้ว ลูกยังเล็กขนาดนี้ จะอุ้มออกไปข้างนอกได้ยังไง”
ในช่วงเวลาแบบนี้ สองพี่น้องต่างสายเลือดกลับมีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อต่อต้านศัตรูภายนอกอย่างพร้อมเพรียง ลองนับนิ้วดูแล้วเด็กเพิ่งจะอายุครบสี่เดือนเต็ม ถ้าต้องอุ้มกระเตงไปทำงานด้วยคงทุลักทุเลน่าดู นี่ใช่แม่แท้ๆ หรือเปล่าเนี่ย
ฟางหยวนผายมือออกทั้งสองข้าง “พวกคุณเก่งกาจกันขนาดนี้ ก็จัดการแก้ปัญหากันเอาเองก็แล้วกัน ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว”
ฟางอู่หู่กับลู่ชวนที่เพิ่งจะร่วมมือกันต่อต้านฟางหยวนเมื่อครู่ ต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในกันเองอีกครั้ง พวกเขาจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ในเมื่อเด็กมีอยู่แค่คนเดียว
ฟางอู่หู่กระชับอ้อมกอดอุ้มเจ้าหม่านอี้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว “ฉันเป็นลุง สุภาษิตว่าแม่รักลูกฉันใด ลุงก็รักหลานฉันนั้น นายจะมาแย่งอะไรกับฉัน”
ลู่ชวนเริ่มร้อนรนขึ้นมา ต่อให้เป็นลุงที่รักหลานแค่ไหน จะมาสู้พ่อบังเกิดเกล้าได้ยังไง “ผมเป็นพ่อ พ่อแท้ๆ ด้วยครับ”
ฟางอู่หู่เริ่มใช้ตรรกะที่ไม่ค่อยจะมีเหตุผลเท่าไหร่ “มันไม่ได้ขัดแย้งกันนี่ ฉันไม่ได้ห้ามไม่ให้นายดีกับหลานฉันสักหน่อย เพียงแต่ฉันจะอุ้มก่อน”
ลู่ชวนถูกบีบคั้นจนพูดไม่ออก เขาจะบอกออกไปตรงๆ ได้อย่างไรว่า ไม่อยากให้ลุงคนนี้มาแย่งลูกชายของเขา
ลู่ชวนจำใจต้องเอ่ยปากยอมแพ้ “พี่ห้าเล่นกับหม่านอี้ไปเถอะครับ ยังไงเสียตอนกลางคืนผมก็จะเป็นคนกล่อมหม่านอี้นอนเอง”
แม่ลู่ปรายตามองลูกชายแวบหนึ่ง ฝันไปเถอะ กลางคืนหลานชายต้องเป็นของฉันต่างหาก แต่หญิงชราไม่ได้พูดขัดออกไป รอให้ถึงตอนกลางคืนเดี๋ยวก็รู้ผลเอง
ต่อมาติงหมิ่นก็กลับมาถึงบ้าน เธอรับหลานชายไปหยอกล้อเล่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากบอกสามี “จริงสิ คืนนี้ฉันต้องเข้าเวร คุณหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ ที่บ้านฟางหยวนไปก่อนนะ”
ฟางอู่หู่ไม่ใช่แค่หาอะไรกินรองท้องเท่านั้น แต่หลังจากกินข้าวเสร็จเขาก็ไม่ได้กลับบ้านตัวเอง เขาอุ้มหลานชายเดินดุ่มๆ กลับเข้าไปในห้องพักที่อยู่ในบ้านหลังนี้ทันที จะกลับบ้านไปทำไมในเมื่อภรรยาก็ไม่อยู่บ้าน
แม่ลู่ได้แต่มองตามลุงของหลานชายตาละห้อย เรื่องนี้ชักจะทำไม่ถูกต้องตามมารยาทแล้วนะ
ลู่ชวนแทบอยากจะหารือกับฟางหยวนว่า พี่ห้ามีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ห้องพักห้องนี้ควรจะเก็บกวาดแล้วเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้แล้ว
ฟางหยวนมองใบหน้าที่บึ้งตึงของลู่ชวน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ จะเป็นเดือดเป็นร้อนไปทำไม “ทำไม มีภรรยาอยู่เป็นเพื่อนคุณยังไม่พออีกเหรอคะ”
ลู่ชวนไม่กล้าตอบว่าไม่พอ เขาจึงดึงมือฟางหยวนเข้าหาตัว “ไม่สู้พวกเรามีลูกกันอีกสักคนเถอะ”
สำหรับปัญหานี้ ฟางหยวนมีความคิดเห็นส่วนตัวของเธอเอง “พี่สะใภ้ตระกูลติงเคยบอกไว้ว่า เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ภายในสองปีนี้ทางที่ดีอย่าเพิ่งมีลูกอีก หัวหน้าสมาคมสตรีในเขตพื้นที่นี้ก็เคยมาหาฉันแล้ว บอกว่าภายในสี่ปีห้ามมีลูกคนที่สอง ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับเงิน”
จากนั้นฟางหยวนก็พูดกับลู่ชวนด้วยท่าทางจริงจัง “ถ้าคุณไปทำงานกินเงินเดือน คาดว่าพวกเราคงมีหม่านอี้ได้แค่คนเดียว ได้ยินมาว่าในหน่วยงานเขามีข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องนี้เคร่งครัดมากค่ะ”
ลู่ชวนจึงรีบเผยเจตนาที่แท้จริงออกมาให้ฟางหยวนได้รับรู้ “คุณดูสิ ถ้าผมไม่ได้เข้าไปทำงานในหน่วยงานราชการ ปัญหานี้ก็จะผ่อนปรนลงไปได้เยอะ”
ฟางหยวนไม่ได้คล้อยตามความคิดของลู่ชวน “มีคนเดียวก็ดีอยู่แล้วนี่คะ เจ้าเด็กคนนี้ยิ่งโตก็ยิ่งเลี้ยงยาก เมื่อก่อนก็แค่ตัวหนักอุ้มไม่ไหว เดี๋ยวนี้เริ่มงอแงจะให้อุ้มออกไปเที่ยวข้างนอกท่าเดียว ขืนมีอีกคน แม่ของเราคงรับมือไม่ไหวแน่”
ลู่ชวนคิดในใจว่า จะให้เรื่องแค่นี้มากระทบต่อการสืบทอดทายาทไม่ได้ “ยังมีผมอยู่ทั้งคน ถึงตอนนั้นหม่านอี้ก็โตแล้วครับ”
ฟางหยวนตัดบท “เอาไว้ค่อยคุยกันเถอะ”
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีความคิดที่จะมีลูกอีกคนจริงๆ เงื่อนไขหลายๆ ด้านล้วนมีข้อจำกัดสำหรับเรื่องนี้
ลู่ชวนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง “ไม่ถูกสิ ตอนแรกคุณไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา ทำไมตอนนี้ถึงได้ไม่กระตือรือร้นแล้วล่ะ”
ฟางหยวนตอบกลับอย่างฉะฉาน “ตอนนั้นฉันยังไม่มีลูก ก็ย่อมต้องร้อนใจเป็นธรรมดา ตอนนี้ฉันมีลูกแล้ว ทำไมฉันยังต้องร้อนใจอีกด้วยเล่า”
เหตุผลของเธอช่างฟังดูชอบธรรมเสียเหลือเกิน มีคนเดียวก็พอใจแล้ว
ลู่ชวนรู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่เป็นนาน “ถ้าไม่ยอมมีอีกคน มันจะไม่พอแบ่งกันเอานะ คุณดูสิคนทั้งบ้านรุมล้อมอยู่รอบตัวเด็กคนเดียว”
ฟางหยวนแย้งกลับทันควัน “ลูกคลอดออกมาเพื่อให้คนอื่นแบ่งกันเล่นหรือไง ทัศนคติของคุณแบบนี้มันไม่ถูกต้อง อีกอย่าง พอพี่สะใภ้ห้าตั้งท้องมีลูกเป็นของตัวเอง ก็ไม่มีใครมาแย่งลูกกับคุณแล้ว”
ลู่ชวนลุกพรวดขึ้นมาทันที “ผมรู้สึกว่าคุณเองก็เปลี่ยนไปเหมือนกันนะ โรงเรียนภาคค่ำนี่มันมีคุณภาพคับแก้วจริงๆ”
คำพูดนี้แฝงความประชดประชันอยู่นิดหน่อย
ฟางหยวนไม่ได้เก็บมาใส่ใจ “ไม่อย่างนั้นฉันจะถ่อสังขารไปเรียนทุกวันทำไมคะ”
เรื่องเสียค่าเล่าเรียนเปล่าๆ ปลี้ๆ เธอไม่ทำเด็ดขาด
ฟางหยวนยังพูดเปรยด้วยความเสียดายเล็กน้อย “แต่ก็ยังเรียนได้ไม่ดีเท่าพี่ห้า คนที่ได้รับการติวเข้มแบบตัวต่อตัวนี่มันแตกต่างกันจริงๆ”
ลู่ชวนยิ้มออกมา ภรรยาของเขารู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงของพี่ห้านั้น เกี่ยวข้องกับแม่ยายอย่างแยกไม่ออก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
ฟางหยวนตั้งข้อสังเกต “ก็ไม่รู้ว่าคุณป้าดองเขาสั่งสอนยังไง คุณดูสิคนอย่างพี่ห้าถึงได้หูตาสว่างมีไหวพริบขึ้นมาได้ขนาดนี้”
ลู่ชวนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมพี่ห้าถึงเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วปานนี้ เรื่องแบบนี้มันเรียนเลียนแบบกันไม่ได้ สภาพแวดล้อมมันต่างกัน
แม่ของติงหมิ่นทุ่มเทความพยายามอย่างหนักเพื่อลูกเขยคนนี้ นี่ไม่ใช่การพร่ำสอนแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่มันคือการเรียนรู้ผ่านการซึมซับจากสิ่งที่ได้เห็นได้ยิน เป็นการขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อยจากการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
และยังเป็นเพราะพี่ห้ามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้โดยจิตใต้สำนึก หากไม่อยากทำตัวเปิ่นๆ ให้ขายหน้า ก็ต้องเรียนรู้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมรอบตัว
ตอนที่เขาเพิ่งมาถึงเมืองมณฑลใหม่ๆ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก
ไม่อย่างนั้นฟางหยวนที่มาอยู่เมืองมณฑลตั้งนานแล้ว ทำไมถึงมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก
ลู่ชวนสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า สาเหตุที่ฟางหยวนมีพัฒนาการไม่มาก เป็นเพราะแม่ลู่ แม่แท้ๆ ของเขาเอง ที่เป็นตัวถ่วงดึงผลการเรียนรู้ของลูกสะใภ้ให้ต่ำลง
ส่วนพี่ห้านั้นเขามีจิตสำนึกที่จะเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง บวกกับคนรอบข้างที่คอยส่งอิทธิพลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผลลัพธ์จึงปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
[จบบท]