บทที่ 321: เป็นคนดีไม่ง่าย
แม่ลู่ครุ่นคิดในใจว่า ตาแก่ที่บ้านไม่ใช่คนที่จะยอมรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่ายดายปานนั้น ลูกสะใภ้จะเป็นคนตัดสินใจเรื่องไหนก็ว่าไปอย่าง แต่เรื่องทรงผมนี้ เธอให้คำรับรองกับลูกสะใภ้ไม่ได้เลยจริงๆ
จากนั้นแม่ลู่ก็พูดสิ่งที่ขัดกับความรู้สึกในใจออกมาประโยคหนึ่งว่า “ที่จริงพอทำเสร็จแล้วแม่ก็รู้สึกเสียใจภายหลังเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าทำออกมาแล้วจะเป็นแบบนี้”
ฟางหยวนรีบเอ่ยแย้งขึ้นทันที “สวยออกค่ะ มีอะไรน่าเสียใจกันคะ แม่ไม่ต้องคิดมากหรอก”
ลู่ชวนเอ่ยเสริมขึ้นบ้าง “เอาไว้คราวหน้าแม่กับฟางหยวนค่อยไปหาซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายมาสักสองชุด รับรองว่าแม่เดินออกไปข้างนอกก็เหมือนกับคนเมืองมณฑลเปี๊ยบ”
ถ้อยคำนี้ลู่ชวนเพียงแค่พูดเออออห่อหมกไปตามน้ำที่แม่ลู่พูดเท่านั้น ลู่ชวนดูไม่ออกสักนิดว่าทรงผมนี้มันสวยตรงไหน
ฟางหยวนพยักหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ “นั่นสิคะ เดี๋ยวฉันจะพาแม่ไปเลือกซื้อเอง”
เมื่อแม่ลู่เห็นว่าทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ต่างให้การสนับสนุนตนเองเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความภาคภูมิใจ “พรุ่งนี้แม่จะพาเธอไปดัดผมบ้างดีกว่า”
ฟางหยวนยังไม่ทันได้อ้าปากตอบรับ ลู่ชวนก็ชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อน “เรื่องนี้เอาไว้ดูก่อนเถอะครับ ลู่หม่านอี้ยังต้องกินนมแม่อยู่ เกิดมันส่งผลไม่ดีต่อลูกจะทำยังไง”
แม่ลู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป “ก็จริงของแก เรื่องนี้แม่คิดน้อยไปหน่อย”
ฟางหยวนหันขวับไปมองหน้าลู่ชวน ฝ่ายลู่ชวนจึงแอบเอื้อมมือมาดึงมือฟางหยวนเบาๆ ที่ด้านหลัง นับว่าเป็นโชคดีที่ฟางหยวนไม่ได้พูดอะไรหลุดปากออกมา
กระทั่งตอนที่พ่อลู่กลับมาถึงบ้าน เมื่อได้เห็นทรงผมทรงใหม่บนศีรษะของแม่ลู่ ชายชราก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง
จากนั้นสีหน้าของพ่อลู่ก็บึ้งตึงลงทันตาเห็น กินข้าวปลาไม่อร่อยไปเสียเฉยๆ รีบพุ้ยข้าวเข้าปากเพียงสองสามคำก็เดินกลับเข้าห้องไปนั่งอัดยาสูบเงียบๆ
ต่อให้เป็นใครมองดูก็เข้าใจได้ทันทีว่า พ่อลู่กำลังมีอารมณ์ขุ่นมัว นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมณฑล นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อลู่ไม่ได้มีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
ฟางหยวนทำท่าจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่ชวนรีบดึงแขนฟางหยวนแล้วอุ้มลูกชายพาเดินออกไปเล่นข้างนอกเสียก่อน ไม่เปิดโอกาสให้ฟางหยวนได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
ฟางหยวนหันหลังกลับไปมองผู้เฒ่าทั้งสองในห้องแล้วเอ่ยถามสามี “ทำไมคุณถึงไม่ยอมให้ฉันพูด พ่อเป็นอะไรทำไมไม่พูดไม่จา ทรงผมของแม่ดูสวยจริงๆ นะ ดูเด็กลงตั้งหลายปี นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสักหน่อย ไม่เห็นน่าโมโหตรงไหนเลยค่ะ”
ลู่ชวนไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องของคนแก่สองคนผัวเมียในห้องนั้น ลำพังเรื่องของพวกเขาสองคนเองยังเคลียร์กันไม่จบเลย “แล้วทำไมคุณไม่ถามผมบ้างล่ะ ว่าทำไมผมถึงขัดไม่ให้คุณดัดผม”
ฟางหยวนตอบกลับไปตามความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา “ฉันจะมีเวลาว่างขนาดนั้นไปนั่งแช่ครึ่งค่อนวันได้ที่ไหน อีกอย่างเมื่อกี้คุณก็เพิ่งพูดเองไม่ใช่เหรอว่าลูกยังกินนมแม่ จะไปทำอะไรตามใจชอบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”
ในเมื่อเจ้าตัวไม่ได้คิดอยากจะดัดผมอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องที่ลู่ชวนจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตจึงไม่มีผลอะไรกับเธอมากนัก
ลู่ชวนรีบหยอดคำหวานใส่ภรรยา “ต่อให้มีเวลาว่างก็ต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน ผมของคุณดำขลับเงางามขนาดนี้ ก็ดูดีอยู่แล้วครับ”
ชายหนุ่มยังแสร้งทำท่าขวยเขินแล้วพูดเสริมต่อท้ายอีกประโยคว่า “ผมชอบแบบนี้”
ฟางหยวนไม่ได้มีอาการหน้าแดงใจเต้นไปกับคำสารภาพรักของลู่ชวนแม้แต่น้อย “คุณไม่รู้สึกว่าดัดผมแล้วดูสวยกว่าเหรอคะ”
ลู่ชวนเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของฟางหยวนแล้วก็ได้แต่นึกในใจว่า ความฉลาดเฉลียวคงถูกใช้ไปกับคนอื่นจนหมด พอมาถึงเรื่องของเขาทำไมถึงได้ทึ่มทื่อแบบนี้นะ แต่เขาก็ยังพยายามรุกต่อ “ไม่เคยเห็นครับ แต่ผมเห็นว่าคุณในตอนนี้สวยดูดีอยู่แล้ว”
ฟางหยวนเม้มริมฝีปาก กลั้นยิ้มไม่อยู่จนต้องหลุดหัวเราะออกมา คนคนนี้ชักจะเอาใหญ่แล้วสินะ “ไม่ต้องมาแกล้งยอฉันหรอก ฉันไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้นนะ ถ้าคุณมองว่าฉันไม่สวย คุณนั่นแหละที่จะต้องรับกรรม เพราะยังไงก็ต้องทนมองไปอีกหลายสิบปีเชียวนะคะ”
ลู่ชวนเม้มปากยิ้ม เขาคิดว่าคำพูดแสดงความรักของฟางหยวนนั้นจำเป็นต้องค่อยๆ ละเลียดชิม ถึงจะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่ลึกซึ้งกินใจ ชวนให้คนคะนึงหา การที่จะต้องอยู่ด้วยกันไปตลอดทั้งชีวิต ช่างเป็นถ้อยคำที่งดงามอะไรเช่นนี้
คู่สามีภรรยาอุ้มลูกน้อยยืนอยู่ด้วยกัน สายตาของทั้งสองประสานกันหวานเยิ้มจนแทบจะยืดเป็นเส้นใยได้ เคราะห์ดีที่ลู่หม่านอี้ส่งเสียงอ้อแอ้ออกมาสองสามคำ ทำลายบรรยากาศโรแมนติกนั้นลงเสียก่อน ไม่อย่างนั้นลู่ชวนคงได้ทำเรื่องน่าอายบางอย่างลงไปแน่ๆ
และถ้าขืนทำแบบนั้นโดยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ มีหวังโดนฟางหยวนเตะสั่งสอนเข้าให้ ต้องขอบคุณลูกชายที่ช่วยขัดจังหวะได้อย่างไร้เยื่อใย
ลู่ชวนเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย “แต่ผมคิดจริงๆ นะครับว่า หัวของแม่จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ยังไงก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว แต่ของคุณตอนนี้มันสวยมากอยู่แล้ว แบบนี้เขาไม่ได้เรียกว่าทันสมัย เขาเรียกว่าสวยตามธรรมชาติแบบไม่ต้องตามกระแส”
ความหมายก็คือหัวของแม่ลู่จะไปทำทรงไหนก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ ช่างเป็นลูกชายที่กตัญญูจริงๆ
จากนั้นฟางหยวนก็ถูกลู่ชวนกล่อมจนเคลิ้ม ตอนที่ส่องกระจกเธอก็จงใจพิจารณาเส้นผมของตัวเองเป็นพิเศษ ดำขลับเงางามจริงๆ ด้วย เขาไม่ได้หลอกเธอ
จะว่าไปแล้ว แต่ก่อนผมของเธอแห้งเสียจนเหลืองฟาง ไม่รู้ว่าเส้นผมเปลี่ยนมาดูสุขภาพดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
มัดผมหางม้าสูงๆ ก็ดูเข้าท่าดี ไม่เห็นจะเชยกว่าผมดัดตรงไหน นี่เป็นครั้งแรกที่ฟางหยวนเริ่มใส่ใจเส้นผมของตัวเอง ในใจรู้ดีว่าเป็นเพราะลู่ชวนบอกว่าชอบ
ไม่อย่างนั้นตลอดหลายปีมานี้ เธอไม่เคยสนใจเส้นผมหรือทรงผมของตัวเองมาก่อนเลย
พอสองสามีภรรยากลับเข้ามาในห้องแล้วเห็นหน้าแม่ลู่ ก็พบว่าขอบตาของหญิงสูงวัยแดงก่ำ ดูออกเลยว่าอารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างฟางหยวนกับแม่ลู่นั้นไม่ใช่เรื่องจอมปลอม เธอรีบเดินเข้าไปหาทันที “แม่คะ เป็นอะไรไป เสียใจเรื่องผมเหรอคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เลี้ยงผมสักพักเดี๋ยวก็ยาวแล้ว”
แม่ลู่เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเจือความน้อยใจประชดประชัน “แม่รู้สึกว่ามันก็สวยดีออก ผู้หญิงบนถนนเขาก็ทำทรงนี้กันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ ทำไมแม่จะดัดผมบ้างไม่ได้”
ฟางหยวนคิดในใจว่าในเมื่อไม่ได้มีปัญหาเรื่องทรงผม แล้วทำไมตาของแม่สามีถึงได้แดงช้ำแบบนี้ “แล้วนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ พ่อว่าอะไรแม่เหรอ”
แม่ลู่สูดจมูกฟุดฟิด “พ่อแกน่ะสิ ตาแก่นั่นมันไม่ใช่คนดี แค่เพราะเรื่องทำผมทรงนี้ ก็มาด่าว่าแม่ลืมกำพืด เขาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ชัดๆ”
ฟางหยวนรีบปลอบ “นั่นเป็นความผิดของพ่อเองค่ะ ครอบครัวเราใช้ชีวิตกันเอง ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ จะไปลากโยงเรื่องไกลตัวพวกนั้นทำไม”
แม่ลู่ฟ้องต่อ “ตาแก่ยังมาพาลใส่แม่ด้วย แม่ก็ไม่เข้าใจเลย คนเราจิตใจมันจะซับซ้อนอะไรนักหนา แม่เป็นคนยังไงเขาก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงพูดจาแบบนั้นออกมาได้ ถ้าไม่ใช่เพราะตัดใจจากเจ้าหลานชายตัวน้อยของแม่ไม่ได้นะ แม่จะหนีกลับบ้านนอกเดี๋ยวนี้เลย”
ฟางหยวนพูดหยอกล้อเอาใจแม่ลู่ “ทำไมถึงเห็นแก่ลู่หม่านอี้คนเดียวล่ะคะ แม่ตัดใจทิ้งฉันลงเหรอ ฉันชักจะน้อยใจแล้วนะ”
แม่ลู่รีบแก้ตัว “แน่นอนว่าต้องตัดใจทิ้งไม่ลงอยู่แล้ว แต่คำพูดของตาแก่มันน่าโมโหนัก แถมยังมาปั้นปึงใส่แม่หน้าตาเฉย”
ฟางหยวนปลอบใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้พ่อดูไปบ่อยๆ นานวันเข้าเดี๋ยวก็ชินไปเอง”
ลู่ชวนคาดไม่ถึงเลยว่า ฟางหยวนจะรู้จักพูดจาไกล่เกลี่ยคนเป็นกับเขาด้วย ตัวเขาเองยังแทรกคำพูดไม่ได้สักคำ
ทางด้านนั้นแม่ผัวลูกสะใภ้คุยกันถูกคอ อารมณ์ของแม่ลู่เริ่มดีขึ้นมากแล้ว มีบางจังหวะที่ยกมือขึ้นลูบผมตัวเองเล่น ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย
ลู่ชวนจึงเดินตรงไปหาพ่อลู่เพื่อพูดคุย “พ่อครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ผมเห็นคนแถวเมืองมณฑลเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้น พวกเราก็แค่ตามสมัยนิยมบ้างจะเป็นไรไป ไม่อย่างนั้นพวกเราจะดูแปลกแยกเป็นตัวประหลาดนะพ่อ จะไปพูดจาว่าลืมกำพืดอะไรกันหนักหนา”
พ่อลู่นั่งนิ่งเงียบด้วยความกลัดกลุ้ม ในใจมีบรรทัดฐานของตัวเอง “ลูกสะใภ้มาอยู่เมืองมณฑลก่อนตั้งนาน ทำไมสะใภ้รองถึงวางตัวได้หนักแน่นมั่นคง”
ลู่ชวนรีบแก้ต่าง “เรื่องนี้หลักๆ เป็นเพราะฟางหยวนเขางานยุ่ง ไม่ได้มาสนใจเรื่องพวกนี้ อีกอย่าง คนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ที่ไปดัดผมก็มีตั้งเยอะแยะไม่ใช่เหรอครับ”
พ่อลู่อัดยาสูบเข้าปอด พ่นควันโขมงอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก “แกดูแม่แกสิ วันๆ ไม่อยู่ติดบ้านเลย ในใจไม่รู้จักคิดบ้าง”
ลู่ชวนแย้ง “หลักๆ เป็นเพราะลู่หม่านอี้ไม่อยากอยู่บ้านต่างหากครับ แกเอาแต่อยากจะออกไปเที่ยวข้างนอก พ่อไปโทษหลานดีกว่าไหมครับ”
พ่อลู่ตวัดสายตามองลูกชาย “รู้ว่าแกได้เรียนหนังสือหนังหา ปากคอเราะร้ายขึ้น แต่จะมาพูดจาบิดเบือนเข้าข้างกันแบบนี้ไม่ได้ มันเกี่ยวอะไรกับลู่หม่านอี้ เด็กเพิ่งจะสี่เดือนกว่า มันจะไปรู้อีโหน่อีเหน่อะไร แกพูดออกมาไม่ละอายใจบ้างรึไง”
ลู่ชวนเองก็รู้สึกผิดต่อลูกชายตัวน้อยอยู่เหมือนกัน รู้สึกละอายใจนิดๆ แต่ก็จำต้องพูดต่อไปว่า “ก็เจ้าลูกชายตัวดีนี่แหละครับที่พาแม่ผมตะลอนๆ ออกไปข้างนอกตลอด”
พ่อลู่สวนกลับทันควัน “เลี้ยงเด็กให้ละเอียดละออมันก็เป็นเรื่องที่ถูกแล้ว แต่จำเป็นต้องพาออกไปข้างนอกตลอดเลยเรอะ อย่ามาพูดเหลวไหล ฉันไม่ได้โง่นะ”
ลู่ชวนรีบตะล่อม “พ่อพูดอะไรอย่างนั้น แม่จะกล้ามาตบตาพ่อได้ยังไง เลี้ยงหลานมันไม่ง่ายนะครับ แม่ยังต้องคอยดูแลงานบ้านซักผ้าถูพื้น วันๆ แทบไม่ได้หยุดพักมือ ฟางหยวนยังนึกสงสารแม่เลย”
ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายเพื่อเตือนสติพ่อ “แม่เป็นคนยังไง ซื่อสัตย์มาตลอดชีวิต พ่อรู้อยู่แก่ใจดีไม่ใช่เหรอครับ”
[จบบท]