บทที่ 329 ปิดฉากไม่สวย
ช่างเป็นผู้ชายที่ซื่อสัตย์เสียเหลือเกิน ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาล้วนแล้วแต่เป็นความจริงจากใจทั้งสิ้น พ่อลู่และแม่ลู่ต่างก็เป็นคนซื่อๆ เช่นเดียวกัน จึงทำให้พวกเขาไม่กล้าที่จะเปิดปากพูดอะไรให้มากความไปกว่านี้ ทำได้เพียงเอ่ยเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
“ลูกสะใภ้ของฉันเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้แน่”
เมื่อพูดจบประโยค แม่ลู่ก็แอบใช้เท้าสะกิดลู่ชวนไปทีหนึ่ง เป็นเชิงส่งสัญญาณว่าให้รีบพูดอะไรออกมาบ้างสิ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนหัวอ่อนที่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบหรือรังแกได้ง่ายๆ
ในใจของลู่ชวนเวลานี้ เพียงแค่ต้องการให้สองสามีภรรยาคู่นี้รีบไสหัวออกไปให้พ้นจากสายตาโดยเร็วที่สุด ใบหน้าของเขาเย็นชาปราศจากรอยยิ้ม
และการเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมาสักคำนั้น ก็นับว่าเป็นการแสดงออกถึงการตัดขาดความสัมพันธ์ที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
ทว่าน่าเสียดายที่พ่อลู่และแม่ลู่กลับไม่ได้คิดอ่านเช่นนั้น พวกเขารู้สึกว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเอาเสียเลย แม้แต่การพูดจาข่มขวัญคู่กรณีให้เกรงกลัวก็ยังทำไม่เป็น ช่างน่าขัดใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ยิ่งนัก
ภรรยาของช่างจางถูกสามีฉุดกระชากลากถูให้เดินออกไป แน่นอนว่าฝ่ายนั้นได้เอ่ยปากขอโทษขอโพยฟางหยวนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว
แต่ทว่าก่อนจะก้าวพ้นธรณีประตูไป เธอก็ยังมิวายหันกลับมาเอ่ยถามทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ชวนให้คนฟังรู้สึกทะแม่งๆ
“เงินค่าหมวกของฟางหยวน ให้ฉันจ่ายคืนให้เถอะนะ”
ฟางหยวนยังไม่ทันจะได้ขยับปากตอบโต้ ลู่ชวนก็ชิงสวนกลับไปในทันที
“ไม่จำเป็น หมวกของเมียผม ผมมีปัญญาซื้อเองได้”
เอาเถอะ ช่างตัดผมผู้นี้ก็พอจะดูออกว่า คำพูดที่หลุดปากออกไปก่อนหน้านี้ว่า ‘เป็นเรื่องสมยอมของทั้งสองฝ่าย’ คงจะไปกระตุกหนวดเสือและสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับพ่อหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยคนนี้เข้าให้แล้ว
จะว่าไปแล้ว สไตล์การพูดจาของฟางหยวนนั้นช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกกลัดกลุ้มใจเสียเหลือเกิน คนปกติที่ไหนเขาพูดจากันแบบนี้ ฟังแล้วมันชวนให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ เขาเองในฐานะคนฟังก็ยังอดรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ว่าตนเองช่างน่าสงสารและถูกใส่ร้ายป้ายสี
ในจังหวะที่เดินพ้นประตูออกไป ภรรยาของช่างจางที่ยังคงมีความระแวงแคลงใจอยู่เต็มอก ก็อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบถามสามีด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่คลายกังวล
“คุณกับผู้หญิงคนนั้นไม่มีอะไรในกอไผ่กันจริงๆ ใช่ไหม ผมเผ้าพังพินาศขนาดนั้น ทำไมเธอถึงไม่เรียกร้องให้พวกเราชดใช้เงินสักแดงเดียวล่ะ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะให้พวกเราซื้อหมวกใบใหม่ให้เพื่อปิดบังทรงผมที่น่าอับอายนั่นสิ”
นี่แหละคือผลพวงจากการเลือกใช้คำพูดที่กำกวมของฟางหยวน ทำให้เรื่องราวมันดูคลุมเครือและชวนให้ตีความไปในทางชู้สาว ประกอบกับภรรยาของช่างจางผู้นี้ก็เป็นคนประเภทใจคอคับแคบ ขี้ระแวง และมองโลกในแง่ร้ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ฟางหยวนยืนหัวโด่ส่งแขกอยู่ที่หน้าประตู มีหรือที่จะไม่ได้ยินบทสนทนานินทาระยะเผาขนเช่นนั้น เกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยมีใครกล้ามาดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีของเธอได้ถึงขนาดนี้มาก่อน ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด ฟันกรามบดเข้าหากันแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด
“คนเรานี่ทำดีไม่ได้ดีเลยจริงๆ ฉันแค่อยากจะแสดงให้เขาเห็นชัดๆ ว่าฉันไม่ได้เห็นช่างจางอยู่ในสายตาเลยสักนิด แต่เรื่องนี้คงจะจบลงง่ายๆ ไม่ได้เสียแล้ว”
ลู่ชวนเองก็รู้สึกคับแค้นใจไม่แพ้กัน เขาเชื่อมั่นอย่างบริสุทธิ์ใจว่าฟางหยวนไม่มีทางไปมีซัมติงอะไรกับช่างตัดผมคนนี้แน่นอน แต่เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะฟางหยวนใช้คำพูดคำจาไม่ถูกกาลเทศะเอง
“ถ้าคุณพูดจาให้มันชัดเจนตั้งแต่แรก ชาวบ้านเขาจะเก็บไปคิดฟุ้งซ่านแบบนี้ไหม เห็นทีคุณคงต้องไปเรียนโรงเรียนภาคค่ำต่อให้จบจริงๆ จังๆ แล้วล่ะ”
ไม่อย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรได้ ลู่ชวนรู้สึกโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ ปกติเขาไม่เคยนึกรังเกียจเรื่องระดับความรู้หรือการศึกษาของฟางหยวนเลยแม้แต่น้อย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ชวนรู้สึกแน่วแน่และจริงจังมากว่าฟางหยวนจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม
ฟางหยวนเองก็ไม่ได้รู้สึกสบอารมณ์นักเช่นกัน สองผัวเมียที่อยู่ข้างนอกนั่นช่างไม่มีมารยาทและไม่รู้จักรักษาน้ำใจคนอื่นเอาเสียเลย
ติงหมิ่นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยปากไกล่เกลี่ยเพื่อลดอุณหภูมิความเดือดดาล
“ทำไมพูดกันแบบนั้นล่ะ พวกเราไม่เห็นจะมีความจำเป็นต้องไปโกรธเคืองกับคนพรรค์นั้นเลยนี่นา”
ในใจของติงหมิ่นก็นึกตำหนิภรรยาของช่างจางอยู่ไม่น้อย เรื่องจบแล้วก็ควรจะรีบๆ ไปเสียที จะมามัวยืนบ่นพึมพำอะไรอยู่หน้าบ้านคนอื่นให้เป็นที่รำคาญใจทำไมกัน
ฟางหยวนส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคออย่างเย็นชา สำหรับเธอแล้วไม่มีคำว่า ‘ไม่โกรธ’ ในพจนานุกรมสำหรับเรื่องพรรค์นี้ การทำคุณบูชาโทษ ทำดีแล้วไม่ได้ดี เป็นสิ่งที่ฟางหยวนไม่เคยคิดจะทำและจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปเฉยๆ
ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงได้เห็นภาพที่ฟางหยวนก้มลงหยิบกะละมังเหล็กบุบๆ ใบเก่าขึ้นมา พร้อมกับฉวยไม้ท่อนหนึ่งติดมือ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปจากบ้านด้วยท่าทางเอาเรื่อง
ลู่ชวนรู้ดีว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามามัวแต่น้อยใจหรือใช้อารมณ์ใส่กัน เขาจึงรีบเอ่ยทักท้วงขึ้นทันที
“ฟางหยวน คุณจะทำอะไร”
ติงหมิ่นยังไม่ค่อยเข้าใจนิสัยใจคอของน้องสามีคนนี้นัก ในใจก็นึกโล่งอกว่าโชคดีที่มีน้องเขยคอยห้ามปรามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงได้เกิดเรื่องใหญ่โตเป็นแน่
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า เธอได้ยินลู่ชวนพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ต้องอ้าปากค้าง
“ส่งมาให้ผม ผมจะจัดการแทนคุณเอง”
ติงหมิ่นหันไปมองหน้าฟางอู่หู่ด้วยแววตาว่างเปล่าและงุนงงอย่างถึงที่สุด
“ไม่ใช่ว่าเขาควรจะห้ามฟางหยวนไม่ให้ไปก่อเรื่องหรอกเหรอ หรือว่าน้องเขยจะโกรธจนหน้ามืดตามัวไปอีกคนแล้ว”
ฟางอู่หู่เชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจ พลางเอ่ยตอบภรรยาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเหนือกว่า
“คุณคิดว่ายังไงล่ะ น้องสาวผมแต่งงานกับเขาทั้งที เขาก็ต้องมีความตระหนักรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้วสิ”
เรื่องนี้ถ้าไม่จัดการให้รู้ดำรู้แดง เขาเองก็ไม่ยอมเลิกราเหมือนกัน คนอย่างเขาไม่เคยยอมเสียเปรียบให้ใครหน้าไหน
ถ้าหากปล่อยผ่านไป คนอื่นคงจะคิดว่าตระกูลฟางเป็นลูกพลับนิ่มที่ใครจะเดินดุ่มๆ เข้ามาเหยียบย่ำถึงในบ้านแล้วจากไปเฉยๆ ก็ได้อย่างนั้นหรือ
ถ้าไม่ใช่เพราะเกรงใจเครื่องแบบตำรวจที่ติงหมิ่นสวมใส่อยู่ และเกรงใจหน้าที่การงานของเธอ มีหรือที่ฟางอู่หู่จะยอมสงบปากสงบคำมาได้จนถึงตอนนี้
จากนั้นฟางอู่หู่ก็หันมาพูดขยายความต่อเพื่อให้ภรรยาเข้าใจจุดยืนของบ้านนี้
“แน่นอนที่สุด ไม่ว่าน้องสาวผมจะแต่งงานกับใคร น้องเขยของผมก็ต้องมีจิตสำนึกและมีความพร้อมที่จะลุยไปด้วยกันแบบนี้แหละ”
ติงหมิ่นปรายตามองสามีแวบหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ดูน่าขนลุกชอบกล
“แล้วเมียของคุณจะได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้ด้วยหรือเปล่าล่ะ”
ดูสิว่าเขาจะเก่งกล้าสามารถได้สักแค่ไหนเชียว ฟางอู่หู่โดนคำถามนี้ดักคอเข้าอย่างจัง ถึงกับต้องชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะบรรดาพี่ชายภรรยานั้นล้วนแต่มีหน้าที่การงานใหญ่โตและเก่งกาจกว่าเขามากนัก
“นั่นมันของตายอยู่แล้ว”
เขาตอบรับได้เพียงสั้นๆ แล้วก็ปิดปากเงียบกริบไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกเลย
ติงหมิ่นเห็นท่าทีจ๋อยสนิทของสามีก็หัวเราะเบาๆ
“วางใจเถอะน่า พี่ชายของฉันค่อนข้างจะเป็นคนมีเหตุผลและคุยกันรู้เรื่อง”
คำพูดนี้ไม่ได้ช่วยปลอบประโลมจิตใจของฟางอู่หู่เลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องถึงมือพวกพี่ชายภรรยาหรอก แค่เจอแม่ยายยกเอาหลักการและเหตุผลมาสาธยายอบรมสั่งสอน ฟางอู่หู่ก็แทบจะกระอักเลือดตายอยู่ตรงนั้นแล้ว
ฟางอู่หู่รีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อเอาตัวรอด
“คุณไม่ต้องห่วง พี่ชายคุณไม่มีทางได้มีโอกาสมานั่งเทศนาผมหรอก น้องสาวผมมีความสุขสบายแค่ไหน คุณก็ต้องมีความสุขและสบายยิ่งกว่าน้องสาวผมร้อยเท่าพันเท่า ผมต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องเขยดูเป็นเยี่ยงอย่าง”
ติงหมิ่นพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพึงพอใจ
“ความคิดนี้เข้าท่า เพื่อเห็นแก่น้องสาว พวกเรายอมลำบากกันหน่อยก็ได้ ฉันจะให้ความร่วมมือกับคุณเอง เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้น้องเขยดู”
ฟางอู่หู่ได้แต่กระตุกมุมปากยิกๆ นี่ขนาดเรียกว่าลำบากแล้วหรือ ในขณะที่สองสามีภรรยากำลังซุบซิบตกลงกันอยู่นั้น ฟางหยวนก็ได้เดินไปถึงหน้าร้านตัดผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เธอยืนเคาะกะละมังบุบๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนชาวบ้านร้านตลาดเริ่มพากันมามุงดูจนแน่นขนัด
ถ้าคนมามุงดูน้อย ฟางหยวนจะไม่ยอมเปิดปากพูดเด็ดขาด การกระทำของเธอเล่นเอาช่างตัดผมถึงกับยืนงงทำอะไรไม่ถูก
“ฟางหยวน นี่คุณกำลังทำอะไร ถ้าพี่ทำอะไรผิดพลาดไป คุณก็แค่พูดออกมาตรงๆ ก็ได้นี่นา”
เมื่อกี้นี้ยังคุยกันดีๆ อยู่เลยแท้ๆ ไฉนจู่ๆ ถึงได้กลับมาอาละวาดบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้ได้เล่า
ฟางหยวนตะโกนตอบเสียงดังฟังชัดเพื่อให้ได้ยินกันทั่วถึง
“ไม่ใช่ความผิดของพี่หรอก แต่เป็นความผิดของฉันเอง ฉันมันทำตัวไม่ดีเองที่ปล่อยให้เมียปากเสียของพี่มาสาดโคลนใส่ฉันได้ถึงขนาดนี้ คนอย่างฉันผิดก็รู้จักแก้ไข พี่วางใจได้เลย ฉันรับรองว่าจะช่วยสงเคราะห์ให้ครอบครัวของพี่มีความสุขความเจริญจนล้นปรี่ เมียพี่จะไม่มีทางสงสัยระแคะระคายอะไรในตัวพี่อีกต่อไป”
พูดจบเธอก็ระดมเคาะกะละมังใบเก่านั้นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เสียงดัง ป๊องๆๆ บาดแก้วหูไปทั่วบริเวณ
สองผัวเมียร้านตัดผมไม่เคยเจอสถานการณ์กดดันแบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่ผ่านมาต่อให้ทำงานพลาดจนลูกค้าโวยวาย แค่จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย เรื่องมันก็จบลงด้วยดีเสมอมา
อย่างมากที่สุดก็แค่แถมหมวกใบใหม่ให้ลูกค้าไปใส่ปิดบังทรงผมที่เสียทรง เท่านี้ก็ถือว่าเป็นการรักษาหน้าและไถ่โทษกันแล้ว
ภรรยาของช่างจางเริ่มรู้ตัวว่างานเข้าแล้วจริงๆ เธอกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา ทีตอนที่ตัวเองไปอาละวาดที่บ้านตระกูลฟางยังไม่เห็นจะมีเรื่องมีราวอะไรใหญ่โต ทำไมแค่หลุดปากพูดผิดไปประโยคเดียว ถึงได้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนี้ไปได้
หญิงวัยกลางคนรีบปรี่เข้ามาขวางหน้าฟางหยวนไว้ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เธอนี่มันยังไงกัน เป็นลูกผู้หญิงตัวเล็กๆ มายืนเคาะกะละมังประจานคนอื่นแบบนี้ไม่อายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง เธอต้องการอะไรกันแน่”
ฟางหยวนรู้สึกว่าการลดตัวลงไปต่อปากต่อคำกับผู้หญิงคนนี้มีแต่จะทำให้ศักดิ์ศรีของตนตกต่ำลง วันนี้เธอจะต้องทำให้ทุกคนรู้แจ้งเห็นจริงว่า คนอย่างฟางหยวนไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาแหยมหรือรังแกกันได้ง่ายๆ
จะให้อายงั้นหรือ? คำพูดสกปรกที่หลุดออกมาจากปากของเธอนั่นแหละที่น่าละอายและเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนอื่น
ในตอนนั้นเอง ลู่ชวนก็วิ่งตามมาทัน เขาเอื้อมมือไปดึงแขนฟางหยวนเอาไว้
“คุณ หยุดเคาะเถอะ”
ภรรยาของช่างจางได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รีบพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม พลางพูดยุแยงตะแคงรั่วใส่ลู่ชวนทันที
“คุณเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ก็ต้องหัดกำราบเมียตัวเองเสียบ้าง ปล่อยให้มาทำเรื่องบ้าบอคอแตกแบบนี้ได้ยังไง”
ขนาดตัวเธอเองที่เป็นคนปากว่ามือถึง ยังไม่เคยทำอะไรที่มันประเจิดประเจ้อถึงขั้นนี้มาก่อนเลย
ลู่ชวนทำหูทวนลมไม่สนใจคำพูดของผู้หญิงคนนี้แม้แต่น้อย ตอนนี้ทั้งเขาและฟางหยวนต่างก็รู้สึกขยะแขยงคนประเภทนี้จนไม่อยากจะเสวนาด้วย
ชายหนุ่มแย่งกะละมังกับไม้มาจากมือของฟางหยวนด้วยท่าทางที่อ่อนโยนและใส่ใจเป็นที่สุด
“เอามาให้ผมถือเถอะ เดี๋ยวผมจะช่วยเคาะให้เอง คุณจะได้ไม่เหนื่อย เรื่องราวมันเป็นยังไงก็พูดอธิบายให้คนเขาเข้าใจก็พอแล้ว คุณอย่าไปเก็บมาใส่ใจให้เสียสุขภาพจิต แล้วก็อย่าโมโหจนล้มป่วยไปล่ะ”
ทางด้านแม่ลู่นั้น หลังจากโยนหลานตัวน้อยไปฝากไว้กับช่างหลิวที่ร้านซ่อมรถ ก็รีบวิ่งตามพ่อลู่มาสมทบด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าลูกสะใภ้กับลูกชายที่ยังไม่คุ้นเคยกับคนในพื้นที่แห่งนี้จะเสียรู้และโดนรังแกเอาได้
ฟางหยวนว่าโกรธแล้ว แต่แม่ลู่กลับโกรธยิ่งกว่า มีใครหน้าไหนกล้ามาดูถูกลูกสะใภ้ของแม่กัน? หญิงชราแย่งไม้มาจากมือของลูกชายด้วยความดุดัน
“แม่จะเคาะเอง เธอมีอะไรจะพูดก็พูดไป”
ในเมื่อเป็นแม่สามีจะออกหน้าแทนลูกสะใภ้โดยตรงก็คงจะดูไม่งาม แต่ครั้นจะให้อยู่เฉยๆ ไม่ช่วยเป็นลูกคู่ตีฆ้องร้องป่าวให้ลูกสะใภ้เลยก็คงไม่ได้เหมือนกัน
พ่อลู่ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่และเห็นว่าไม่มีอะไรให้ตัวเองทำ จึงตัดสินใจก้าวออกมาแสดงบทบาทในฐานะคนซื่อสัตย์รักความยุติธรรม
“ความซื่อสัตย์และจิตใจที่เมตตาอารี ไม่ควรจะถูกหยิบยื่นให้กับคนเจ้าเล่ห์เพทุบายและไร้เหตุผลอย่างพวกคุณ ลูกสะใภ้ของฉันอุตส่าห์เป็นคนจิตใจดีมีเมตตา แต่กลับต้องมาถูกพวกคุณรังแกข่มเหงจนไม่มีที่ยืน ทำไมพวกคุณถึงได้ทำตัวเลวร้ายกันขนาดนี้”
พฤติกรรมของครอบครัวนี้เล่นเอาชาวบ้านร้านตลาดที่ออกมามุงดูเหตุการณ์ถึงกับยืนอึ้งตาค้างไปตามๆ กัน
มีบ้านไหนเมืองไหนบ้างที่ลูกสะใภ้ออกมาอาละวาดก่อเรื่อง แล้วพ่อปู่แม่ย่าจะออกมาช่วยกันผสมโรงส่งเสริมกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยขนาดนี้? แต่ก็นั่นแหละ บางทีสถานการณ์มันอาจจะบีบบังคับให้ต้องทำแบบนี้จริงๆ ก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาเหล่าสะใภ้เล็กสะใภ้น้อยที่ยืนมุงดูอยู่ต่างก็พากันรู้สึกอิจฉาตาร้อนผะผ่าวอยู่ในใจ เพราะไม่ใช่ว่าพ่อปู่แม่ย่าของทุกบ้านจะเป็นแบบนี้กันเสียเมื่อไหร่
[จบบท]