บทที่ 360: คนคิดเล็กคิดน้อย
ทางฝั่งของฟางหยวนนั้น เมื่อมีลุงเผิงคอยช่วยดูแลนั่งเฝ้าประจำการอยู่ที่บ้าน การจะเดินทางไปไหนมาไหนจึงเป็นเรื่องที่สะดวกสบายขึ้นเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เธอได้ตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งถึงความสำคัญของลุงเผิงขึ้นมาจริงๆ
เธอจึงได้หันไปเอ่ยปากพูดคุยกับลู่ชวนขึ้นมาว่า
"โบราณเขาว่าของฟรีไม่มีในโลก แต่เงินที่จ่ายไปก็ไม่เคยสูญเปล่าจริงๆ ทางฝั่งฉันพอมีลุงเผิงเพิ่มเข้ามาช่วยงานอีกคน เรื่องราวหลายๆ อย่างก็สะดวกสบายขึ้นเยอะเลยทีเดียว ต่อให้ฉันจะกลับไปพักที่บ้านเกิดสักกี่วันก็ไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง"
ลู่ชวนนั้นนับว่าเป็นคนที่ฉลาดเฉลียวมีไหวพริบเป็นเลิศ สามารถเรียนรู้หนึ่งแล้วรู้แจ้งถึงสาม ในทันทีที่ได้ยินดังนั้นเขาจึงรีบเอ่ยปากปรึกษาหารือกับฟางหยวนขึ้นมาว่า
"ถ้าหากว่าคุณคิดถึงแม่ของเรา ก็ให้รับแม่ไปอยู่ด้วยกันที่เมืองมณฑลสักหลายวันหน่อยเถอะ ช่วงนี้งานทางฝั่งผมค่อนข้างจะยุ่งวุ่นวายอยู่สักหน่อย พี่ห้าเองก็เพิ่งจะรับงานใหม่เข้ามา จะปลีกตัวไปไหนก็ลำบาก เอาไว้รอช่วงตรุษจีนเมื่อไหร่ ผมจะคอยอยู่เป็นเพื่อนพวกคุณสองแม่ลูกกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกันเอง"
ในใจของฟางหยวนนั้นได้แต่นึกค่อนขอดอยู่เงียบๆ ว่าตัวเธอเองก็ไม่ใช่คนเรื่องมากดัดจริตอะไรเสียหน่อย แค่จะกลับไปเยี่ยมบ้านแม่ยาย จำเป็นจะต้องให้ผู้ชายตามไปคอยเฝ้าด้วยหรืออย่างไรกัน
"พวกเราก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องให้คุณตามไปคอยเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนตลอดเวลาเสียหน่อยนี่นา"
ทางด้านของลู่ชวนนั้นก็ได้แต่คิดแย้งอยู่ในใจว่า คุณน่ะคิดมากไปแล้ว เป็นตัวผมเองต่างหากล่ะที่เรื่องมากดัดจริต เพราะผมทำใจแยกจากลูกเมียไปไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นลู่ชวนก็ยังคงรักตัวกลัวตายและห่วงภาพลักษณ์หน้าตาของตนเองอยู่บ้าง เขาจึงได้พูดอ้อมค้อมเปลี่ยนประเด็นไปว่า
"คุณตัดใจยอมให้พ่อลูกอย่างพวกเราต้องพลัดพรากจากกันได้ลงคอเชียวเหรอ จิตใจของคุณนี่ช่างโหดร้ายอำมหิตเกินไปแล้วนะ"
คำพูดประโยคนั้นของเขา ทำให้ฟางหยวนรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะกางกรงเล็บเข้าไปข่วนหน้าคนยิ่งนัก มันจะมีเรื่องราวอะไรที่รุนแรงใหญ่โตถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เด็กบ้านไหนเขาก็ไปนอนค้างอ้างแรมที่บ้านคุณยายกันทั้งนั้นไม่ใช่หรืออย่างไร
แต่ทว่าเมื่อหวนนึกไปถึงครั้งก่อน ที่แม่ลู่อุ้มลู่หม่านอี้ไปนอนด้วยแค่คืนเดียว แล้วลู่ชวนมีอาการทุรนทุรายจะเป็นจะตายอย่างไรบ้าง ฟางหยวนก็เริ่มจะรู้สึกปวดฟันตุบๆ ขึ้นมาทันที
"ฉันก็แค่พูดเปรยๆ ขึ้นมาอย่างนั้นเอง ไม่ได้มีความคิดที่จะกลับไปนอนค้างอ้างแรมที่บ้านสักหน่อย วางใจเถอะ พ่อลูกพวกคุณสบายดีอยู่แล้ว รับรองได้เลยว่าจะต้องได้อยู่ด้วยกันไม่ห่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำยืนยันเช่นนั้น ลู่ชวนก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงแค่ลูกชายตัวน้อยยังคงอยู่กับเขา ภรรยาก็ย่อมที่จะหนีไปไหนไม่รอด ต่อให้ฟางหยวนจะอยากกลับไปนอนค้างที่บ้านเกิดสักแค่ไหน แต่แม่ยายก็คงจะตัดใจยอมให้หลานชายสุดที่รักต้องตกระกำลำบากไม่ได้แน่ๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นจิตใจของเขาก็สงบลง
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีแล้วล่ะครับ"
ฟางหยวนจึงได้เอ่ยปากพูดต่อว่า
"ที่จริงแล้วคุณนั่นแหละที่คิดมากไปเอง ลุงเผิงต่อให้จะเก่งกาจสามารถและเชื่อถือได้มากแค่ไหน แต่เขาก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนนอกอยู่ดี เรื่องราวในบ้านมีตั้งมากมายก่ายกองขนาดนั้น คุณคิดว่าฉันจะวางใจปล่อยมือได้ลงคอหรือ"
ลู่ชวนจึงได้หัวเราะออกมาพลางเอ่ยตอบกลับไปว่า
"ถ้าคุณยังคงปล่อยวางไม่ได้แบบนี้ กิจการงานของเราคงจะขยับขยายให้เติบใหญ่ได้ยากแล้วล่ะ"
ฟางหยวนจึงได้เอ่ยแย้งขึ้นมาในทันทีว่า
"ฉันจะต้องการกิจการใหญ่โตขนาดนั้นไปเพื่ออะไรกัน มีงานให้ทำ มีเงินให้กอบโกย แค่นี้ฉันก็รู้จักพอแล้ว ตัวฉันน่ะเป็นคนใจคอคับแคบ ขี้ตืดจะตายไป ให้เอากิจการของครอบครัวตัวเองไปฝากไว้ในมือคนอื่น ฉันทำใจให้เชื่อถือไม่ได้หรอก ฉันจะต้องคอยเฝ้าดูอยู่ขอบสนามด้วยตัวเองถึงจะวางใจ"
ลู่ชวนที่ยืนฟังอยู่นั้นก็ได้แต่ส่งเสียงหัวเราะออกมา ไม่ว่าฟางหยวนของเขาจะเป็นคนอย่างไร เขาก็รักและเอ็นดูเธอไปเสียทุกอย่าง
"ถ้าอย่างนั้นผมก็จะเจริญรอยตามภรรยาของผมด้วยเหมือนกัน ใช้ชีวิตให้มั่นคงหนักแน่นหน่อยก็ไม่มีอะไรเสียหายนี่นา นอกจากฟางหยวนแล้ว คนอื่นผมก็ไม่เชื่อถือเหมือนกันนั่นแหละ"
ฟางหยวนเองก็กระดากปากเกินกว่าที่จะพูดออกไปตามตรงว่า อันที่จริงแล้วแม้กระทั่งตัวคุณฉันก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อถือสักเท่าไหร่เลย ไม่เห็นหรือว่าเงินทองในบ้านล้วนแล้วแต่ฝากเอาไว้ในชื่อบัญชีของฉันคนเดียวทั้งนั้น
ยังนับว่าเป็นโชคดีที่ลู่ชวนรู้จักดูทิศทางลม เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะดีแล้วก็รีบยุติบทสนทนาแต่เพียงเท่านี้ เพราะหากยังขืนดึงดันพูดจาหยอกล้อต่อไป แล้วทำให้ภรรยาหลุดปากพูดประโยคนั้นออกมาจริงๆ สองสามีภรรยาคู่นี้คงจะต้องได้แตกหักมองหน้ากันไม่ติดเป็นแน่แท้
ฟางหยวนอาจจะเข้าใจไปว่าลู่ชวนกำลังจ้องจะฮุบสมบัติของครอบครัว ใครใช้ให้ลู่ชวนมีนิสัยชอบพูดจาอ้อมค้อมวกวนแบบนั้นกันเล่า ใครจะไปรู้ได้ว่าที่เขาพูดอ้อมไปอ้อมมานั้น แท้ที่จริงแล้วกำลังวางแผนตลบหลังเธออยู่หรือเปล่า แต่ก็นับว่าลู่ชวนยังมีความชาญฉลาดปราดเปรื่องที่เลือกจบเรื่องราวลงตรงนี้
เมื่อตกลงกันได้ว่าจะกลับบ้าน ฟางหยวนจึงได้ออกไปเดินเลือกซื้อข้าวของฝากสำหรับหวังชุ่ยเซียงและฟางต้าเลิ่ง เพราะเมื่อลองคำนวณดูแล้ว เธอก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดมาเป็นเวลานานพอสมควรเลยทีเดียว
อีกทั้งที่บ้านกำลังจะมีงานมงคลทั้งที อย่างไรเสียก็ต้องจัดเตรียมข้าวของให้ดูยิ่งใหญ่อลังการและครึกครื้นสมฐานะกันสักหน่อย
ทางด้านของลู่ชวนนั้น ก็ได้ตามแม่ลู่เข้าไปช่วยจัดเตรียมเก็บสัมภาระด้วยกัน เพราะเด็กเล็กๆ นั้นจำเป็นจะต้องเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนและแผ่นรองฉี่ติดตัวไปด้วย ไม่อย่างนั้นลูกชายของเขาคงจะต้องลำบากแย่
แม่ลู่จัดการเก็บข้าวของยัดใส่ลงไปในกระเป๋าใบใหญ่จนเต็ม แม้กระทั่งนมผงก็ยังขนใส่ลงไปทั้งถุง ลู่ชวนเห็นดังนั้นจึงต้องหยิบเอาของออกไปกว่าครึ่งค่อนกระเป๋า
การกระทำนั้นทำให้แม่ลู่ถึงกับเกิดอาการหัวเสียขึ้นมาทันควัน เจ้าลูกคนนี้ทำไมถึงได้มาทำตัววุ่นวายสร้างความรำคาญใจแบบนี้กันนะ
"นี่แกทำอะไรของแกเนี่ย อย่ามาทำตัวเกะกะวุ่นวายนะ รู้ไหมว่ากว่าฉันจะเก็บของพวกนี้เสร็จมันยากแค่ไหน"
ลู่ชวนยังคงยืนยันในความคิดของตนเองอย่างหนักแน่น
"กลับไปแค่ไม่กี่วัน แป๊บเดียวก็กลับแล้ว ไม่จำเป็นต้องขนไปเยอะแยะขนาดนี้หรอกครับ ในรถมันไม่มีที่วางแล้ว"
แม่ลู่จึงได้เอ่ยแย้งขึ้นมาเสียงแข็งว่า
"จะไม่มีที่วางได้ยังไงกัน รถของบ้านเราเอง อยากจะขนอะไรไปเท่าไหร่ก็ขนไปได้ทั้งนั้นแหละ ฟางหยวนเพิ่งจะเป็นคนบอกเองแท้ๆ อีกอย่างนะ ถ้าเอาไปแล้วไม่ได้ใช้ ก็แค่ขนกลับมา มันจะไปยากอะไร พวกเรามีรถส่วนตัว ไม่ได้ลำบากตรากตรำอะไรสักหน่อย เตรียมไปให้เหลือย่อมดีกว่าขาดอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง"
ลู่ชวนก็ยังคงยืนกรานคำเดิมอย่างไม่ลดละ
"ไม่จำเป็นจริงๆ ครับ"
คราวนี้แม่ลู่ถึงกับบันดาลโทสะออกมาจริงๆ แล้ว เจ้าลูกชายตัวซวยคนนี้ ทำไมถึงได้หัวรั้นหัวชนฝาขนาดนี้นะ
เมื่อเห็นว่าพูดจาด้วยเหตุผลกับแม่ลู่ไม่รู้เรื่อง ลู่ชวนจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเอ่ยปากบอกความนัยออกไปตรงๆ ว่า
"ถ้าขืนแม่ขนไปเยอะขนาดนั้น เดี๋ยวแม่ยายเห็นเข้าว่าข้าวของพร้อมสรรพ ท่านก็จะรั้งตัวให้ฟางหยวนกับหลานนอนค้างที่นั่น มันจะสะดวกเกินไปน่ะสิครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น แม่ลู่จึงได้เข้าใจแจ่มแจ้งในทันทีว่า ที่แท้ลูกชายของเธอก็ไม่อยากจะแยกจากลูกเมีย เลยคิดวางแผนที่จะขนของไปให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างหอบลูกเมียกลับมาด้วยกัน
"แกนี่มันช่างเป็นคนเจ้าแผนการ คิดเล็กคิดน้อยเสียจริงเชียว"
ลู่ชวนผู้ซึ่งโยนความยางอายทิ้งไปนานแล้วจึงได้เอ่ยตอบกลับไปว่า
"ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าแม่จะตัดใจทิ้งหลานชายคนโตเอาไว้ได้ลงคอ"
ถ้าหากไม่ใช่เพราะแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองเป็นคนหัวทึบชี้แนะไม่ไป เขาหรือจะต้องยอมลงทุนพูดจาเปิดเผยความในใจจนหมดเปลือก จนแทบจะไม่เหลือหน้าตาไว้ให้รักษาแบบนี้
แต่ทว่าแม่ลู่นั้นกลับมีการคำนวณวางแผนเอาไว้ในใจเป็นอย่างดีแล้ว
"ฉันก็ต้องตัดใจไม่ลงอยู่แล้วสิ แต่ฉันสามารถอยู่เป็นเพื่อนหลานนอนค้างที่นั่นได้นี่นา"
เมื่อพูดจบ แม่ลู่ก็หันกลับไปก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของยัดใส่กระเป๋าต่อ ดูเอาเถิดว่าความคิดความอ่านของคนแก่ช่างเปิดกว้างเสียนี่กระไร
ลู่ชวนได้แต่นึกปลงตกอยู่ในใจ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ก็ไม่สามารถพึ่งพาแม่แท้ๆ ของตัวเองได้เลยจริงๆ ผู้หญิงคนนี้เป็นประเภทที่พร้อมจะแปรพักตร์เปลี่ยนข้างได้ตลอดเวลา
แม้กระทั่งพ่อลู่เองก็ยังเคยเอ่ยปากเตือนเขาเอาไว้ว่า
"ไอ้นิสัยขี้ระแวงคิดเล็กคิดน้อยของแกน่ะ เพลาๆ ลงบ้างเถอะ มีอะไรก็หัดพูดจากับฟางหยวนเขาไปตรงๆ"
ลู่ชวนได้แต่นึกแย้งในใจว่า ผมก็แสดงออกอย่างชัดเจนไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ที่ทำอยู่นี่ก็เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อนกันพลาดก็เท่านั้นเอง
"ผมทำไปก็เพื่อความสามัคคีกลมเกลียวของครอบครัวเรา จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันตลอดไปยังไงล่ะครับ"
จากนั้นพ่อลู่ผู้ซึ่งเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจก็เดินหายเข้าไปในห้อง แต่ทว่าในตอนที่แม่ลู่เดินกลับออกมาอีกครั้ง ข้าวของในกระเป๋าใบใหญ่นั้นกลับลดจำนวนลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ลู่ชวนได้แต่เลิกคิ้วมองอย่างประหลาดใจ พ่อก็ยังคงเป็นพ่อบังเกิดเกล้าอยู่วันยังค่ำ ช่างพึ่งพาได้มากกว่าแม่เป็นไหนๆ
ที่พ่อลู่ทำลงไปนั้น ก็เพื่อเห็นแก่หน้าลูกชาย ไม่อยากให้มันต้องไปขายหน้าชาวบ้านเขา มิฉะนั้นหากไปถึงบ้านดองแล้ว ลูกชายเกิดไปพูดจาเลอะเทอะอะไรขึ้นมา พ่อลู่ผู้มีใบหน้าบางคงจะทนรับความอับอายขายขี้หน้าไม่ไหว สู้ช่วยลูกชายสร้างข้ออ้างที่ฟังดูดีเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
เนื่องจากเป็นงานแต่งงานของฟางซื่อหู่ บรรดาญาติผู้ใหญ่ฝ่ายดองจึงต้องเดินทางไปร่วมแสดงความยินดีด้วย ดังนั้นติงหมิ่นจึงรับหน้าที่ขับรถพาทั้งฟางอู่หู่ พ่อตาติง และพ่อลู่นั่งไปด้วยกัน ส่วนฟางหยวนก็ขับรถอีกคันพาแม่ลู่และแม่ติงโดยสารไปด้วย รถทั้งสองคันนั้นมีผู้โดยสารนั่งกันจนเต็มเอี๊ยด
ตลอดเส้นทางการเดินทาง ฟางหยวนถือได้ว่าได้เปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก เธอเพิ่งจะได้รู้แจ้งเห็นจริงในวันนี้เองว่า แม่สามีของเธอกับแม่ติงนั้น เวลาอยู่ด้วยกันเขาคุยเรื่องอะไรกันบ้าง
แม่ลู่กับแม่ติงนั้นพูดคุยสนทนากันอย่างออกรสออกชาติตลอดทาง ตั้งแต่เรื่องในเมืองลามไปจนถึงเรื่องในชนบท จากเรื่องของปัญญาชนคนมีความรู้ไปจนถึงเรื่องของชาวบ้านร้านตลาด ไม่มีหัวข้อไหนเลยที่พวกท่านจะสรรหามาพูดคุยกันไม่ได้
แม่ลู่นั้นนับได้ว่าเป็นผู้ฟังที่ดีเยี่ยม สิ่งไหนที่แม่ติงพูดมาแล้วเธอไม่เข้าใจ เธอก็จะพยักหน้าเออออรับฟัง พร้อมทั้งยังตั้งคำถามกลับไปอย่างกระตือรือร้น
ส่วนในเรื่องที่เธอมีความรู้ความเข้าใจ เธอก็พูดจาด้วยความจริงใจตรงไปตรงมา อีกทั้งยังคอยสอบถามแม่ติงว่ามีจุดไหนที่เธอยังมองไม่ทะลุปรุโปร่งบ้างหรือไม่ ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยออกมาล้วนแล้วแต่เป็นน้ำเสียงของการขอคำชี้แนะ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมคนระดับแม่ติงถึงได้คบหากับแม่ลู่ได้อย่างสนิทใจเช่นนี้
เอาเป็นว่าแม่ติงนั้นดูจะมีความสุขและเพลิดเพลินกับการสนทนานี้เป็นอย่างมาก เธอช่วยวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ให้แม่ลู่ฟังอย่างเป็นฉากเป็นตอนและมีหลักการ ฟางหยวนมีความรู้สึกว่าถ้าหากปล่อยให้สองคนนี้ออกไปไหนมาไหนด้วยกัน จะต้องพากันไปทำเรื่องเปิ่นๆ โก๊ะๆ อย่างแน่นอน
คนพูดก็พูดไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนคนฟังก็ฟังแบบงูๆ ปลาๆ จับใจความไม่ได้ สุดท้ายคงได้พากันเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่
ลู่ชวนที่นั่งฟังอยู่ด้วยถึงกับต้องขมวดคิ้วมุ่น สองคนนี้พอมาจับคู่กันแล้ว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจะไปก่อความวินาศสันตะโรที่ไหนสักแห่งอย่างไรอย่างนั้น
ระหว่างทางกลัวว่าฟางหยวนจะเหนื่อย ลู่ชวนจึงได้สลับที่มาขับรถแทน ส่วนฟางหยวนนั้นก็ย้ายไปนั่งอุ้มลูกชายหยอกล้อเล่นกันอย่างสนุกสนาน
ฟางหยวนทอดสายตามองออกไปชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถ พลางเอ่ยขึ้นว่า
"น่าเสียดายจังที่เจ้าหนูหม่านอี้ของพวกเราเริ่มจะโตจนรู้ความ รู้จักมองดูนั่นดูนี่แล้ว แต่อากาศข้างนอกกลับหนาวเสียได้"
แม่ลู่รีบเอ่ยห้ามปรามขึ้นมาทันทีว่า
"อย่าได้เปิดหน้าต่างเชียวนะ เดี๋ยวหลานจะหนาวจนไม่สบายเอาได้ เอาไว้รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าค่อยกลับมาใหม่ ตอนนั้นก็ยังดูทันถมเถไป"
แม่ติงจึงได้เอ่ยสมทบขึ้นมาว่า
"ที่พูดมาก็ถูก ต่อไปพวกเราก็ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ อยู่แล้วนี่นา"
นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง ที่คนระดับนี้จะเอ่ยปากอยากจะไปมาหาสู่กันแบบญาติสนิท
แม่ลู่จึงได้ทีเอ่ยขึ้นมาว่า
"จะว่าไปแล้วเจ้าหนูหม่านอี้ของพวกเรานี่ช่างมีวาสนาจริงๆ เกิดมาก็มีรถให้นั่งสบายๆ ไม่อย่างนั้นหนทางไกลขนาดนี้ต้องเดินทางไปกลับคงลำบากแย่ อากาศก็หนาวเหน็บปานนี้"
แม่ติงพยักหน้าเห็นด้วย
"เจ้าหนูหม่านอี้ของเรามีบุญวาสนาจริงๆ นั่นแหละ หน้าตาก็หล่อเหล่าเกลี้ยงเกลา"
คำชมนี้แม่ติงเอ่ยออกมาจากใจจริงอย่างบริสุทธิ์ใจ
ทางด้านแม่ลู่นั้นยิ้มกว้างจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่
"สายตาของแม่ดองนี่ช่างเฉียบแหลมจริงๆ ถ้าแม่ดองพูดแบบนี้ แสดงว่าเป็นเรื่องจริงแน่นอนที่สุด"
นี่คือการยอมรับในรสนิยมและสายตาของแม่ติงอย่างไม่มีข้อกังขา คุณลองคิดดูสิว่า สีหน้าของแม่ติงในยามนี้จะดูดีมีความสุขสักเพียงใด เธอจึงไม่รังเกียจเลยที่จะเอ่ยปากชมเชยเจ้าหนูหม่านอี้เพิ่มอีกสักสองสามประโยค
ลู่ชวนอยากจะตะโกนบอกเหลือเกินว่า ที่ลูกชายมีรถนั่งสบายๆ แบบนี้ ก็เป็นเพราะพ่อคนนี้แหละที่ยอมปิดทองหลังพระ ยอมเป็นฮีโร่นิรนามวางแผนตระเตรียมเพื่อลูกชายเอาไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้ว ไม่อย่างนั้นจะไปหารถเก๋งคันเล็กที่ไหนมาให้ขับกัน
[จบบท]