บทที่ 40: พลังแห่งความเชื่อใจ
จังหวะที่หมุนตัวกลับไปนั้นเอง พี่ใหญ่ฟางก็เดินตรงเข้ามาพอดี ร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ดูแลงานก่อสร้าง พร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้
“อ้าว... พี่ชาย น้องเขยของผมคนนี้เขายังเด็กนัก ถ้ามีอะไรทำไม่ถูกไม่ควร หรือพูดจาล่วงเกินไปบ้าง ก็ขอให้พี่ชายช่วยถือสาหาความเลยนะครับ ช่วยดูดำดูดีมันหน่อยก็แล้วกัน”
ผู้ดูแลงานที่ยืนเหงื่อตกอยู่ตรงนั้น กว่าจะเค้นเสียงตอบออกมาได้แต่ละคำก็เล่นเอาอึดอัดแทบแย่
“ไม่มีเรื่องอะไรหรอกครับ น้องชายคนนี้เขาแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง”
ลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็รีบสวนขึ้นมาทันที เขาจะปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นแค่เรื่องล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้ลอยมาหาบ่อยๆ เสียด้วยสิ
“ไม่ได้ล้อเล่นนะครับพี่ชาย เรื่องจริงทั้งนั้น คืออย่างนี้นะครับพี่ใหญ่ งานที่พี่ผู้ดูแลรับผิดชอบอยู่เนี่ยมันค่อนข้างจะยุ่งยากซับซ้อน ปัญหาคือหาคนงานที่มีฝีมือจริงๆ มาทำไม่ได้สักที ผมก็เลยคิดว่าพวกพี่น้องเราฝีมือก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ แถมจะเรียกคนมาช่วยก็สะดวก ผมก็เลยคุยค้างไว้ว่าจะขอรับงานนี้มาทำต่อเอง พี่ผู้ดูแลเขาอาจจะไม่เชื่อใจว่าผมจะมีบารมีพอจะเรียกคนมาได้ ก็เลยต้องพาพี่ใหญ่มาให้เห็นกับตานี่แหละครับ”
ผู้ดูแลงานพอรู้ว่ากลุ่มคนที่ยืนทะมึนอยู่ข้างหลังคือลูกน้องของพี่ใหญ่ฟาง ใจเขาก็แทบจะไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว ใครจะไปอยากตอแยกับเสือใหญ่ประจำตำบลกันล่ะ แต่พอเจอลู่ชวนพูดมัดมือชกต่อหน้าแบบนี้ ก็เหมือนโดนอุ้มขึ้นไปวางบนหลังเสือ จะลงก็ไม่ได้ จะขี่ต่อก็ขาสั่น
สถานการณ์ตอนนี้บีบคั้นสุดๆ ถ้าไม่ตกลงคุยกันให้รู้เรื่อง การเจรจานี้ก็คงไม่จบง่ายๆ แถมพี่ใหญ่ฟางก็ไม่ใช่คนที่จะไล่ให้กลับไปได้ง่ายๆ เสียด้วย
ทางด้านพี่ใหญ่ฟางเองก็กลุ้มใจไม่แพ้คนคุมงานหรอก เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะมาตกลงกันปุบปับได้ยังไง เขาจะมีปัญญาไปรับงานเหมาได้ที่ไหนกัน
พี่ใหญ่ฟางรีบดึงแขนลู่ชวนลากออกมาคุยกันมุมหนึ่งทันที สีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“รับงานเหมาเหรอ พวกเราจะไปมีความสามารถขนาดนั้นได้ยังไง นายคิดอะไรอยู่เนี่ย”
ลู่ชวนพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงมั่นใจเพื่อโน้มน้าวพี่ภรรยา
“พี่ใหญ่ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ขอแค่ราคาว่าจ้างมันสมเหตุสมผล ยังไงงานนี้ก็สบายกว่าแบกอิฐแบกปูนแน่ๆ งานไหนพวกเราทำได้ก็ทำเอง งานไหนทำไม่ได้เราก็จ้างคนอื่นมาทำ พี่ใหญ่รู้จักคนตั้งเยอะแยะ แค่จะหาคนมาทำงานมันจะไปยากอะไรล่ะครับ”
คิ้วเข้มของพี่ใหญ่ฟางขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นโบ ในใจร้อนรุ่มเหมือนมีไฟสุม น้องเขยคนนี้ไม่รู้ความหนักเบาของโลกภายนอกเอาเสียเลย
“เรื่องนี้มันไม่ได้ง่ายเหมือนปากพูดนะ น้ำมันลึกจะตายไป ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะรับเหม่งานก็รับแล้วจะรวยกันทุกคนนะโว้ย”
ลู่ชวนโดนรังสีความกดดันจากพี่ชายภรรยาข่มเสียจนขาเริ่มอ่อน แต่ก็ยังกัดฟันสู้ตาย ยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยน
“ขอแค่คนคุมงานคนนี้ไม่โกงเรา จ่ายตามราคาที่ตกลงกับเจ้าก่อนหน้านี้ ยังไงก็ต้องมีกำไรเหลือครับ เชื่อผมเถอะ”
สิ่งที่ลู่ชวนใช้เป็นฐานความมั่นใจก็คือชื่อเสียงความน่าเกรงขามของพี่ใหญ่ฟางนี่แหละ ใครหน้าไหนจะกล้ามีเรื่องกับเสือใหญ่ตระกูลฟางบ้าง งานนี้รับรองว่าต้องราบรื่น ไม่มีใครกล้าเบี้ยวเงินค่าจ้างพี่ใหญ่ฟางแน่นอน
โอกาสทองมาถึงมือขนาดนี้ ถ้าไม่คว้าไว้ ลู่ชวนก็คงโง่เต็มทน เขาเองก็กำลังร้อนเงิน จำเป็นต้องตะครุบโอกาสนี้ไว้แบบกัดไม่ปล่อย
พี่ใหญ่ฟางยังคงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจในการกระทำที่ดูบุ่มบ่ามของลู่ชวน
“นายเพิ่งจะมาทำงานได้แค่ครึ่งวัน นายจะไปรู้อะไร ไม่รู้เหนือรู้ใต้เลยจริงๆ”
ลู่ชวนคิดในใจว่า ถึงผมจะมาแค่ครึ่งวัน แต่ผมร้อนเงินนี่ครับ สมองผมย่อมแล่นเร็วกว่าพวกพี่อยู่แล้ว เมื่อเช้านี้มีคนแอบอู้งานตั้งกี่คน ลู่ชวนเก็บข้อมูลไว้ในสายตาหมดแล้ว
แต่ลำพังตัวเขาคนเดียวคงทำงานนี้ไม่สำเร็จ เพราะเขาไม่มีบารมีเหมือนพี่ใหญ่ฟาง แถมเรื่องทุนรอนหรือกำลังคนก็ยังเป็นรองอยู่มาก
ลู่ชวนขยับเข้าไปใกล้พี่ใหญ่ฟางอีกนิด อธิบายด้วยความใจเย็นและน้ำเสียงประนีประนอม
“พี่ใหญ่ ผมดูมาแล้ว วิธีทำงานของพวกพี่เหมือนพระตีระฆังไปวันๆ ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดอะไรมาก มีหลายจุดที่งานสะดุดเพราะการจัดการไม่ดี ทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ”
ถึงน้ำเสียงจะเป็นการปรึกษาหารือ แต่เนื้อหาที่พูดออกมาก็เหมือนต้อนพี่ใหญ่ฟางให้จนมุมกลายๆ ว่าต้องร่วมมือด้วย
พี่ใหญ่ฟางทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ รู้สึกว่าน้องเขยคนนี้ช่างกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว
“ถ้านายรับเหมางานเอง แล้วต้องจ้างคนมาทำ มันก็อีหรอบเดิมนั่นแหละ”
ลู่ชวนรีบสวนกลับทันควัน
“พี่ใหญ่ เชื่อใจผมเถอะครับ งานนี้มีกำไรให้เห็นแน่ๆ แต่ต้องอาศัยบารมีพี่ใหญ่ช่วยหนุนหลัง ผมมันคนตัวเล็กๆ พูดอะไรไปใครเขาจะเชื่อถือ”
พี่ใหญ่ฟางยืนนิ่งใช้ความคิด สำหรับเขาแล้ว เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องกำไรหรือขาดทุน แต่มันเดิมพันด้วยอนาคต ถ้าพวกเขารับงานนี้แล้วเกิดปัญหา เท่ากับไปขัดขาผู้รับเหมาเจ้าเดิม แล้วต่อไปพี่น้องตระกูลฟางจะไปรับจ้างใครทำงานได้อีก นี่มันทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ หน้าตาน้องเขยอย่างเดียวมันเอาไม่อยู่หรอก เขาคงไม่ยอมบ้าจี้ตามลู่ชวนแน่ๆ
ฟางหยวนยืนมองลู่ชวนที มองพี่ชายตัวเองที ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาแล้วยัดใส่มือพี่ชายทันที
“พี่ใหญ่ ถ้าพี่กลัวขาดทุน ฉันจะเป็นคนจ่ายค่าแรงให้เอง ต่อให้งานนี้เจ๊ง เราก็แค่เสียแรงเปล่าๆ ไม่เสียเงิน ส่วนเงินลงทุนฉันมี”
พี่ใหญ่ฟางเกิดมาไม่เคยเจอใครใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ แต่งงานกันได้ไม่กี่วัน ก็ควักกระเป๋าเป็นเจ้าบุญทุ่มให้สามีเสียแล้ว
“อย่ามาป่วนน่า เธอจะไปรู้อะไร”
ฟางหยวนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ฉันมีเงินจริงๆ นะ”
พูดจบเธอก็คลี่ห่อกระดาษน้ำมันที่เพิ่งควักออกมาจากกระเป๋า เผยให้เห็นปึกธนบัตรหนาปึกอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คนมีเงินย่อมเสียงดังเสมอ
ที่สำคัญ ฟางหยวนรู้นิสัยพี่ชายตัวเองดีที่สุด ถ้าไม่เห็นน้ำก็ไม่ยอมกวนยา ถ้าไม่เห็นกระต่ายก็ไม่ปล่อยเหยี่ยว
พี่น้องตระกูลฟางที่ยืนอยู่รอบๆ ตาโตเป็นไข่ห่านกันเป็นแถว ฟางอู่หู่รีบพุ่งเข้ามาดึงแขนฟางหยวนไว้
“ไปเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย”
ฟางหยวนปัดมือพี่ชายฝาแฝดออกเบาๆ
“พี่ไม่ต้องยุ่งหรอก พี่ใหญ่ วางใจเถอะ ถ้าขาดทุนฉันรับผิดชอบเอง ไม่ดึงพี่มาเดือดร้อนด้วยหรอก”
ฟางหยวนเป็นประเภททำก่อนคิดทีหลัง เธอไม่รู้หรอกว่าจะกำไรหรือขาดทุน แต่เธอรู้แค่ว่าผู้รับเหมาในไซต์งานก่อสร้างน่ะเท่จะตาย ลู่ชวนเพิ่งมาถึงก็คิดการใหญ่จะเป็นเถ้าแก่รับเหมาแล้ว ภรรยาที่ดีก็ต้องสนับสนุนสิ
ในใจเธอยังแอบชมสามีด้วยว่า พอสมองได้พักฟื้นจนหายดีแล้วนี่ฉลาดเป็นกรดเลยจริงๆ วันหลังต้องให้ลู่ชวนพักผ่อนสมองเยอะๆ จะได้คิดการใหญ่ได้อีก
ลู่ชวนมองไปที่ฟางหยวน ความรู้สึกอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ นี่คือความรู้สึกของการได้รับความไว้วางใจสินะ สายตาที่เขามองภรรยาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
พี่ใหญ่ฟางเห็นเงินปึกนั้นแล้วก็ถอนหายใจ
“เหลวไหล รีบเก็บเงินเข้ากระเป๋าไปเลย มันใช่เรื่องเงินอย่างเดียวที่ไหนล่ะ”
แต่ถึงปากจะบ่น พอเห็นเม็ดเงินกองอยู่ตรงหน้า เรื่องที่ปฏิเสธไปเมื่อกี้ก็เริ่มมีน้ำหนักให้กลับมาคิดทบทวนใหม่
เขามองหน้าน้องเขย แล้วหันกลับมามองท่าทีจริงจังของน้องสาว ถ้าเขาไม่ยอมคุยต่อ ก็เท่ากับหักหน้าน้องเขย แล้วฟางหยวนคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่ๆ
ในที่สุด พี่ใหญ่ฟางก็หันไปพูดกับลู่ชวน
“นายไปคุยเลย จะให้พี่ทำอะไรก็บอกมา ขาดทุนก็ช่างมันเถอะ พี่เองก็พอมีเงินอยู่บ้าง ไม่ได้ขัดสนอะไร”
ถึงปากจะบอกว่าไม่สนเรื่องเงิน แต่ถ้าไม่ได้เห็นเงินปึกนั้นของฟางหยวน พี่ใหญ่ฟางก็คงไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอก ลู่ชวนรู้ทันความคิดนี้ดี
ความสำเร็จในวันนี้ ต้องยกความดีความชอบให้ฟางหยวนเต็มๆ ที่กล้าเชื่อใจและทุ่มเงินสนับสนุนเขา สองสามีภรรยาร่วมแรงร่วมใจกัน ถึงจะคว้าโอกาสนี้มาได้
ลู่ชวนฉีกยิ้มกว้างให้ฟางหยวน ก่อนจะหันไปโค้งคำนับพี่ชายภรรยา
“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”
สองหนุ่มต่างวัยเดินกลับไปหาผู้ดูแลงานอีกครั้ง ลู่ชวนเปิดฉากเจรจาด้วยรอยยิ้มการค้า
“งานทางฝั่งนี้ พี่ใหญ่ของผมท่านเข้าใจรายละเอียดดีครับ พวกเรารับทำได้ไม่มีปัญหา แต่เรื่องค่าแรง พี่อย่ากดราคาพวกเรานะครับ ถือว่าช่วยๆ กันยามยาก ผมพูดตรงๆ นะครับว่า ถ้ารับงานนี้ต่อจากพี่ พวกเราก็ต้องไปงัดข้อกับผู้รับเหมาเจ้าเดิมเหมือนกัน”
ผู้ดูแลงานพอเห็นพี่ใหญ่ฟางเดินกลับมาด้วย ก็รู้แล้วว่างานนี้หนีไม่พ้นแน่ๆ
“แน่นอนครับ แน่นอน... เพียงแต่ว่า... เพียงแต่ไม่อยากให้น้องชายฟางต้องไปมีเรื่องมีราวกับใครเขา”
ลู่ชวนมองออกทะลุปรุโปร่งว่าอีกฝ่ายกำลังหาทางบ่ายเบี่ยง เขาจึงรีบพูดดักคอเพื่อให้ความมั่นใจ
“พี่ชาย มีอะไรก็พูดกันตรงๆ เถอะครับ คนกันเองทั้งนั้น เอาอย่างนี้ ถ้าตกลงกันได้ เรามาทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกันให้ถูกต้อง ถ้าพวกผมทำงานไม่เสร็จตามที่ตกลง พี่ก็เอาสัญญามาปรับเงินหรือฟ้องร้องพวกผมได้เลย”
ฟังดูมีเหตุมีผลและยุติธรรมดี แต่อนิจจา ต่อให้มีสัญญาค้ำคอ ใครหน้าไหนจะกล้าไปเอาเรื่องกับพี่น้องตระกูลฟางเล่า
กับผู้รับเหมาเจ้าเก่า เขายังพอจะขึ้นเสียงเถียงได้บ้าง แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นตระกูลฟาง อย่าว่าแต่เถียงเลย แค่หายใจแรงยังไม่กล้า
ลู่ชวนรีบเสริมต่อ
“แน่นอนครับ ในทางกลับกัน ถ้าพวกผมทำงานเสร็จเรียบร้อย พี่ก็ต้องจ่ายเงินตามสัญญา แฟร์ๆ ทั้งสองฝ่าย มีหลักประกันด้วยกันทั้งคู่”
พี่ใหญ่ฟางพยักหน้าเห็นด้วย เขาตั้งใจแน่วแน่แล้วว่างานนี้เขาจะมาแค่ยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นคุมเชิงให้เฉยๆ ไม่ควักเนื้อตัวเองเด็ดขาด
ผู้ดูแลงานเห็นเสือใหญ่พยักหน้า สีหน้าก็เหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก จะปฏิเสธก็ไม่กล้า จะตอบรับก็กลัว
“แบบนั้นก็น่าวางใจอยู่หรอก แต่ว่า... แต่ว่า...”
ลู่ชวนสังเกตสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่ายก็ถามจี้
“พี่ชาย มีอะไรลำบากใจก็พูดมาเถอะครับ”
ผู้ดูแลงานเหลือบตามองพี่ใหญ่ฟางแวบหนึ่ง แล้วก็รีบหุบปากฉับ ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่มันไม่กล้าพูดต่างหาก
คราวนี้พี่ใหญ่ฟางเริ่มจะรู้มากและอ่านสถานการณ์ออก เขาเองก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ จึงกวักมือเรียกน้องๆ เดินเลี่ยงออกไปรอห่างๆ ปล่อยให้ลู่ชวนกับผู้ดูแลงานกระซิบกระซาบคุยกันตามลำพัง
พอคล้อยหลังพี่ใหญ่ฟาง ผู้ดูแลงานก็รีบระบายความอัดอั้นทันที
“น้องชาย นายกำลังจะฆ่าพี่นะ นั่นมันเสือใหญ่ฟางเชียวนะ ข้างหลังเขายังมีลูกเสืออีกเป็นโขยง ถ้าเขาเกิดโมโหร้ายขึ้นมา พี่จะเอาอะไรไปสู้”
ลู่ชวนรีบแก้ต่างด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พี่ชายพูดเกินไปแล้ว พี่ใหญ่ของผมแกเป็นคนมีเหตุผลจะตายไป อีกอย่าง สัญญาก็มีไว้เพื่อการนี้แหละครับ เราก็ว่ากันไปตามตัวหนังสือในสัญญาไง”
ผู้ดูแลงานส่ายหน้าดิก
“อย่ามาพูดเรื่องสัญญาเลย กระดาษแผ่นเดียวมันใช้กับตระกูลฟางไม่ได้ผลหรอก”
[จบบท]