บทที่ 73: มุขนี้ใช้ไม่ได้ผล
แม่เฒ่าตระกูลหลี่ถึงกับของขึ้น ยอมไม่ได้ที่ถูกเด็กรุ่นลูกมาข่มขู่ “ฝันไปเถอะ จะไม่ให้พูดด้วยเหตุผลเลยรึไง คนของกองพลผลิตล่ะ ไหนบอกว่าจะให้คนของกองพลผลิตมาตัดสิน ให้พวกเขาพูดสิ ไม่เคยเจอใครเป็นแบบนี้เลย”
ฟางหยวนทำท่าทางนักเลงกว่าพี่สะใภ้ตระกูลหลี่เสียอีก “ฉันจะบอกอะไรให้ ฉันไม่คุยกับคนของกองพลผลิตหรอก ใครหน้าไหนมาก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ”
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าฟางหยวน “เธอมันคนไม่พูดด้วยเหตุผล”
ฟางหยวนสวนกลับทันควัน “แล้วพวกแกถ่อสังขารมาไกลขนาดนี้เพื่อมาคุยเหตุผลกับฉันรึไง”
ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันหัวเราะครื้นเครง เป็นคนพาลแท้ๆ แต่ดันเรียกร้องหาเหตุผลกับคนอื่น ตลกตายล่ะ
ลู่ชวนมองดูฟางหยวนจัดการพี่สะใภ้ตระกูลหลี่ แววตาที่มองภรรยาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส แน่นอนว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้ยืนเฉย แต่เอาตัวเข้าไปขวางพี่ชายตระกูลหลี่ไว้อย่างแน่นหนา ไม่ยอมให้ผู้ชายเข้าไปยุ่งวุ่นวายในวงผู้หญิง
ลู่ชวนเอ่ยเสียงเรียบกับพี่ชายตระกูลหลี่ “ถ้าลูกผู้ชายลงมือ คุณลองดูสิว่าคุณจะได้เปรียบไหม อยู่นิ่งๆ ดีกว่า อย่าเข้าไปยุ่ง พวกผมเองก็จะไม่ลงมือเหมือนกัน”
กงเอ้อร์กับจางเสี่ยวเล่อขยับมายืนประกบหน้าหลัง พี่ชายตระกูลหลี่ตกใจจนเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งแปะกับพื้น
ชาวบ้านวิจารณ์กันสนุกปาก “ผู้ชายบ้านนี้ไม่ได้เรื่องเลย มิน่าถึงปล่อยให้เมียออกหน้ามาอาละวาด”
พี่ชายตระกูลหลี่นึกเสียใจภายหลัง รู้อย่างนี้พาคนมาเยอะๆ ก็ดี ตอนนี้ถูกผู้ชายในหมู่บ้านล้อมหน้าล้อมหลัง รอจังหวะรุมกินโต๊ะเขาอยู่ เขาเลยไม่กล้าขยับตัว สุดท้ายพี่ชายของหลี่เหมิงก็ปอดแหกไปตามระเบียบ
ลู่เหล่าซานสะบัดหลุดจากการเกาะกุมของพี่สะใภ้ตระกูลหลี่ เข็นรถจักรยานออกมาได้สำเร็จ “พี่สะใภ้รอง ทางนี้ๆ วางใจเถอะ ผมเฝ้าไว้เอง ใครก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้น”
ฟางหยวนพยักหน้า พอใช้ได้ รถคันนี้ขายต่อน่าจะได้หลายตังค์ “เอาเงินมา ไม่งั้นก็ทิ้งรถไว้ พวกคุณเลือกเอาเอง”
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่ไม่ได้ถ่อมาไกลเพื่อเอาของมาแจกฟรีๆ แน่ แต่เธอไม่เคยเจอใครหน้าด้านกว่าตัวเองมาก่อน “เลขาธิการหมู่บ้านล่ะ เลขาธิการหมู่บ้านพวกแกอยู่ไหน ที่นี่มีอันธพาลครองเมือง ยังมีใครดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ไหม”
เลขาธิการหมู่บ้านยืนดูอยู่นานแล้ว คิดว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็ไม่เลว ถ้าไม่ใช่คนอย่างฟางหยวนรับมือ ตระกูลลู่คงโดนครอบครัวนี้พังบ้านอีกรอบแน่ โบราณว่าไว้ หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง สมน้ำหน้าแล้ว เขาเลยถอยไปอยู่หลังฝูงชน ไม่ยอมเสนอหน้าออกมา
จะว่าไปคนในหมู่บ้านเดียวกันก็ย่อมเข้าข้างกันเองอยู่แล้ว ไม่มีใครสักคนที่ชี้บอกว่าเลขาธิการหมู่บ้านยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ ทุกคนต่างยืนดูความสนุก
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่เห็นว่าไม่มีใครสนใจ ก็เลิกร้องไห้กะทันหัน พุ่งเข้าไปแย่งจักรยานพร้อมตะโกนลั่น “พวกแกมันโจรปล้นทรัพย์!”
ลู่ชวนได้แต่ทอดถอนใจ จะจัดการคนไร้เหตุผล ก็ต้องใช้วิธีที่ไร้เหตุผลยิ่งกว่าของฟางหยวนเข้าสู้ นี่เรียกว่าใช้เวทมนตร์ล้างเวทมนตร์ชัดๆ
แม่เฒ่าตระกูลหลี่ไม่กล้าทำอะไรฟางหยวน เลยหันไปทุบตีหลี่เหมิงระบายอารมณ์แทน “นังลูกตัวดี แกดูสิ่งที่แกทำสิ แกยืนดูคนทั้งบ้านรังแกพวกฉันได้ยังไง”
หลี่เหมิงพยายามหลบพลางโวยวาย “แม่ พูดอะไรเนี่ย ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เชื่อพี่สะใภ้ ดันทุรังจะมาอาละวาดให้ได้ มันจะมีเรื่องแบบนี้ไหมล่ะ”
สองแม่ลูกยื้อยุดฉุดกระชากกัน ชาวบ้านต่างดูด้วยความบันเทิง
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “พูดได้ถูกต้อง อีกอย่างก็เป็นเพราะป้าอบรมสั่งสอนไม่ดีเอง ลูกสาวถึงได้ทำตัวไร้ราคาแบบนี้”
คนทั้งหมู่บ้านพากันหัวเราะชอบใจ หลี่เหมิงรู้ตัวทันทีว่ากลายเป็นตัวตลกให้คนเขาดูเสียแล้ว ต่อไปคงไม่กล้าเงยหน้ามองใครในหมู่บ้านนี้อีก
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่ดูออกแล้วว่าคงไม่ได้เงินจากตระกูลลู่แน่ ผู้หญิงคนนี้ใจดำกว่าเธอเสียอีก เธอหันไปคว้าตัวหลี่เหมิง “แกไปเอารถจักรยานคืนมาให้ฉันเลยนะ นี่มันรังโจรชัดๆ”
หลี่เหมิงเองก็โมโห “ฉันบอกพวกพี่แล้วว่าคนบ้านนี้มันบ้า ให้พวกพี่อย่ามาๆ ฉันจัดการไม่ได้หรอก”
แม่เฒ่าตระกูลหลี่ด่าซ้ำ “นังลูกทรพี หรือว่าแกสมรู้ร่วมคิดกับนังนั่นวางแผนจะโกงพวกฉัน”
หลี่เหมิงโกรธจนตัวสั่น นี่หรือคือครอบครัว “ถ้าพวกแม่ไม่อยากได้ของคนอื่น จะโดนเขาเล่นงานกลับแบบนี้ไหมเล่า”
ฟางหยวนพูดแทรก “หนี้สินของพวกแกก็ไปตบตีกันเอง อย่าลากฉันเข้าไปเกี่ยว ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าที่พวกแกมาฉุดตัวเจ้าสาวคราวก่อน ก็คงเตี๊ยมกันมาเหมือนกันสินะ”
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่ถุยน้ำลาย “ถุย! บ้านจนๆ โทรมๆ แบบนี้น่ะเหรอ”
หลี่เหมิงโกรธจัด ลู่เหล่าต้ายืนฟังอยู่ข้างๆ เธอกลัวเขาเข้าใจผิด “พี่สะใภ้ นี่พี่ไม่อยากได้รถคืนแล้วใช่ไหม”
พี่สะใภ้เคยคิดบ้างไหมว่าเธอต้องใช้ชีวิตในตระกูลลู่อย่างไร พูดจาแบบนี้ออกมาได้ยังไง
พี่สะใภ้ตระกูลหลี่หุบปากฉับทันที เธอไม่เคยโดนใครขู่กรรโชกทรัพย์มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกจริงๆ
หลี่เหมิงงัดลูกไม้เดิมออกมาใช้ เธอทำท่าทางน่าสงสารเอ่ยเสียงเครือ “พี่เฟิง พี่เห็นไหมว่าบ้านเดิมฉันเป็นยังไง เรื่องหมั้นหมายหรือถอนหมั้นฉันไม่เคยมีสิทธิ์พูด ที่ฉันหนีออกมาหาพี่เฟิง ก็เพราะอยากหลุดพ้นจากนรกขุมนี้”
ลู่ชวนกับลู่เหล่าซานได้ยินแล้วถึงกับปากเบี้ยว ผู้หญิงคนนี้กำลังฟอกขาวให้ตัวเองชัดๆ
ฟางหยวนปรายตามองหลี่เหมิงกับลู่เฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับลู่ชวน “มุขนี้ใช้กับพี่ชายคุณได้ผล แต่ใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอกนะ”
ลู่ชวนหลุดขำออกมาทั้งที่สถานการณ์ไม่น่าขำ เขากระซิบตอบ “ใช้กับผมก็ไม่ได้ผลเหมือนกัน”
แต่ลู่เฟิงกลับปวดใจแทนหลี่เหมิงจริงๆ เรื่องราวในอดีตเขาปล่อยวางไปแล้ว คิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะพี่สะใภ้กับแม่ยายตัวแสบ หลี่เหมิงยังมีเยื่อใยต่อเขา
หลี่เหมิงรีบฉวยโอกาส “พี่เฟิง พี่ช่วยพูดกับพ่อแม่หน่อยสิคะ ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ต่อไปเราก็ไม่ต้องไปมาหาสู่กัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าพวกเขาอีกแล้ว”
ลู่เฟิงใจอ่อนยวบ หันไปพูดกับลู่ชวน “เหล่าเอ้อร์ ยังไงก็คนกันเอง แกทำแบบนี้ทำไม มันดูไม่ดี บอกให้เมียแกหยุดเถอะ”
ลู่ชวนโกรธจนหัวเราะ ตอนลู่เหล่าต้าพูดประโยคนี้ เคยคิดบ้างไหมว่าคนทั้งหมู่บ้านมองอยู่ จบเรื่องแบบนี้แล้วตระกูลลู่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองลู่เหล่าต้า “ตอนที่พวกนั้นพังบ้านเรา ไม่เห็นพี่จะคิดบ้างเลยว่าเป็นคนกันเอง ไม่เห็นจะกลัวว่ามันดูไม่ดีตรงไหน”
ลู่เฟิงยังวางมาดพี่ใหญ่ไม่เลิก “แกจะให้ฉันมองหน้าพ่อตาแม่ยายติดได้ยังไง...”
ฟางหยวนขว้างไม้กวาดอันใหญ่ใส่ทันที “คุณมันตัวอะไร? เรื่องของคุณสิ อยากให้พวกนั้นกลับไปก็ได้ คุณก็จ่ายเงินแทนพวกหล่อนสิ คิดว่าบ้านฉันจะยอมให้ใครมาอาละวาดฟรีๆ หรือไง มีหน้ามายืนพูดปาวๆ อยู่ได้ น่าไม่อายจริงๆ ถ้าฉันเป็นพ่อแม่คุณนะ ป่านนี้ตัดขาดแม่ลูกไปแล้ว”
ลู่เฟิงอยากจะแย้งว่าซื้อขายไม่คล่องก็ให้เหลือเยื่อใยไมตรี ไม่จำเป็นต้องขวางหูขวางตาเขาไปเสียทุกเรื่อง แต่พอนึกถึงความบ้าดีเดือดของฟางหยวน เขาก็ไม่กล้าเปิดปาก ทว่าสายตาที่มองฟางหยวนนั้นซับซ้อนเหลือเกิน
แม่ลู่อยากจะตัดขาดแม่ลูกกับลูกคนโตให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนกัน นี่ลูกกำลังขอร้องแทนใครอยู่ ถ้าวันนี้ไม่ได้ฟางหยวนที่เก่งกาจ บ้านเราคงโดนถล่มเละไปแล้ว
อีกอย่าง ในสถานการณ์แบบนี้ พูดจาแบบนั้นออกมา คนที่มาช่วยงานบ้านเราเขาจะมองยังไง?
เพราะสายตาที่ลู่เฟิงมองฟางหยวนเมื่อครู่ สีหน้าของลู่ชวนจึงดำทะมึนลงทันที งานแต่งก็พังไปแล้ว จะมาทำสายตาซับซ้อนหาพระแสงอะไร ลู่ชวนมั่นใจว่าลู่เหล่าต้าคิดไม่ซื่อแน่ๆ ก็เหมือนที่ฟางหยวนด่านั่นแหละ พี่ชายเขาไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก
ลู่เฟิงเห็นว่าพูดกับน้องชายไม่รู้เรื่อง เลยหันไปหาแม่ “แม่ช่วยพูดหน่อยเถอะครับ เรื่องบานปลายขนาดนี้ ต่อไปหลี่เหมิงจะกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมได้ยังไง”
แม่ลู่โมโหจนควันออกหู “ตอนที่แม่ผัวลูกสะใภ้คู่นั้นมาอาละวาด พวกเขาเคยคิดถึงหน้าบ้านเราบ้างไหม หรือคิดว่าเงินบ้านเรามันลอยมาตามลม เจ้าใหญ่ แกก็รู้ว่าแม่เป็นคนหัวอ่อน แม่ต้องอาศัยดูสีหน้าสะใภ้รองเพื่อมีชีวิตรอด เรื่องนี้แม่จัดการไม่ได้หรอก”
ลู่เหล่าซานที่ยืนอยู่ข้างๆ เสริมขึ้นอย่างเจ็บแสบ “พี่ใหญ่ พี่รู้ใช่ไหมว่าทำไมแม่ต้องดูสีหน้าพี่สะใภ้รองเพื่อมีชีวิตรอด”
จะเพราะอะไรล่ะ ก็เพราะเรื่องไม่งามหน้าของเขากับหลี่เหมิงไง ทำให้ตระกูลลู่เป็นหนี้บุญคุณฟางหยวนจนโงหัวไม่ขึ้น แม้แต่เรื่องแต่งงานของน้องชายก็ต้องพลอยซวยไปด้วย ลู่เหล่าต้าหน้าชาจนพูดไม่ออก
พอพูดถึงที่มาที่ไปของการแต่งงานระหว่างฟางหยวนกับลู่ชวน อารมณ์ของลู่ชวนก็ขุ่นมัวลงทันตา
หลี่เหมิงมองลู่เฟิงตาละห้อย พอได้ยินบทสนทนานี้ ความคิดที่จะสูู้ต่อก็มอดดับลงทันที
หลี่เหมิงกลัวแล้ว ฟางหยวนคนนี้ประหลาดเกินไป เธอไม่กล้าตอแยด้วยจริงๆ ขนลุกไปหมด อีกอย่างเธอไม่อยากเห็นลู่เหล่าต้าข้องเกี่ยวกับฟางหยวน ไม่ต้องรอให้ใครบอก แค่เห็นสองคนนี้ยืนใกล้กัน ในหัวหลี่เหมิงก็จินตนาการถึงความรักความแค้นไปไกลแล้ว เธอไม่มีความมั่นใจ ร้อนตัว กลัวว่าตำแหน่งภรรยาเศรษฐีในอนาคตจะสั่นคลอนและถูกแย่งชิงไป
[จบบท]