บทที่ 78: เส้นทางขายหน้า
ใบหน้าของลู่ชวนถูกยึดครองไว้อย่างสมบูรณ์แบบ มือทั้งสองข้างของฟางหยวนประคองแก้มของเขาเอาไว้แน่นจนขยับไปไหนไม่ได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากที่ทำท่าทางอุกอาจแบบนี้แล้ว ฟางหยวนที่กำลังทำหน้าจริงจังขึงขัง จะสามารถดมพิสูจน์ได้หรือเปล่าว่าในปากของลู่ชวนมีกลิ่นเหล้าอยู่จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วสรุปได้ไหมว่าใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายเริ่มหว่านเสน่ห์ใส่ใครก่อน เป็นเขาที่ยั่วเย้าเธอ หรือเป็นเธอที่กำลังปั่นหัวเขาอยู่กันแน่
ฟางหยวนจ้องมองลู่ชวนที่ดูเหมือนจะสติหลุดลอยไปแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนจากประคองหน้ามาเป็นตบแก้มเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“นี่... นี่... เมาจริงเหรอเนี่ย ตาค้างเชียว”
ลู่ชวนยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้ ภาพตรงหน้ามันงดงามและใกล้ชิดจนเกินขอบเขตการรับรู้ของเขาไปไกลโข สมองของเขาประมวลผลไม่ทันกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้
ฟางหยวนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะบ่นพึมพำออกมา
“ปากก็บอกว่าไม่เมา รู้อย่างนี้เมื่อกี้ฉันไม่น่าปล่อยให้คุณเป็นคนขี่จักรยานพาฉันออกมาเลย อันตรายชะมัด”
เธอไม่รอฟังคำแก้ตัวใดๆ แต่จัดการเปลี่ยนตำแหน่งทันที ฟางหยวนดึงแฮนด์รถจักรยานออกจากมือของลู่ชวนมาถือไว้เองอย่างคล่องแคล่ว
“ขึ้นรถมาเลย เดี๋ยวฉันจะเป็นคนปั่นพาคุณไปเอง ขืนให้คุณพาฉันไปในสภาพแบบนี้ มีหวังพวกเราได้พากันเทกระจาดลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงในคูน้ำข้างทางกันพอดี”
การเคลื่อนไหวของลู่ชวนดูแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ ซึ่งดูไปแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรกับคนเมาจริงๆ แต่ทว่าสาเหตุที่แท้จริงของอาการ ‘เมา’ ในครั้งนี้ มีเพียงตัวลู่ชวนเองเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
ไม่ว่าฟางหยวนจะพูดอะไร หรือสั่งให้ทำอะไร ในเวลานี้ลู่ชวนแทบจะไม่มีสติรับรู้เนื้อหาเหล่านั้นเลย จิตใจของเขายังคงหยุดนิ่งอยู่ที่สัมผัสอุ่นๆ จากฝ่ามือของเธอที่ประคองใบหน้าเขาเมื่อครู่นี้
ฟางหยวนเห็นเขายืนนิ่งก็เร่งยิกๆ
“ขึ้นรถสิคุณ จะมายืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้”
ลู่ชวนไม่กล้าบอกออกไปว่าตัวเองไม่ได้เมา แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากใบหน้าของตัวเองได้เป็นอย่างดี
“เอ่อ... คือว่า ผมขี่เองได้นะ ไม่เป็นไรหรอก”
ฟางหยวนตวัดขาขึ้นคร่อมรถจักรยานอย่างทะมัดทะแมงโดยไม่ได้หันกลับมามอง
“มีเป็นไรขึ้นมา แล้วฉันจะไปเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากใครได้ นั่งดีๆ ล่ะ แล้วก็กอดเอวไว้ด้วย”
เดิมทีลู่ชวนตั้งใจจะแย้งว่า ‘ผมไม่ได้เมา ผมขี่พาคุณกลับบ้านได้สบายมาก’
แต่พอได้ยินประโยคคำสั่งที่แสนจะเผด็จการแต่แฝงความห่วงใยนั้น เขาก็กลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปทันที ร่างสูงก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานอย่างว่าง่าย และมือทั้งสองข้างก็เอื้อมไปโอบรอบเอวของฟางหยวนโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
พูดกันตามตรง นั่นไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาตอบสนองทางใจ แต่มันเป็นสัญชาตญาณร่างกายที่ขยับไปเองโดยอัตโนมัติ
ถ้าจะรอให้ฟางหยวนเป็นฝ่ายมาโอบเอวเขา คงจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในชาตินี้ ในเมื่อภูเขาไม่ยอมเดินมาหาเรา เราก็ต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาภูเขาเอง ลู่ชวนคิดเข้าข้างตัวเองว่าผลลัพธ์ของความโรแมนติกมันก็น่าจะออกมาเหมือนกัน
พวกเราเป็นสามีภรรยากันแล้ว จะให้ความสัมพันธ์มันคลุมเครือมึนงงแบบนี้ตลอดไปไม่ได้หรอก มันต้องมีใครสักคนที่กล้าก้าวไปข้างหน้าก่อน
ดังนั้น ลู่ชวนจึงรวบรวมความกล้า ยื่นมือออกไปคว้าโอกาสนั้นไว้และก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ฟางหยวนผู้มีจิตใจกว้างขวางและไม่คิดเล็กคิดน้อย ไม่ได้มีความคิดลึกซึ้งอะไรเลย เธอกำชับเสียงเข้ม
“จับให้แน่นๆ นะ”
ลู่ชวนทำตัวเป็นเด็กดีเชื่อฟังคำสั่งอย่างถึงที่สุด หัวใจในอกข้างซ้ายเต้นระรัวราวกับกลองรัว ท่อนแขนแข็งแรงโอบกระชับรอบเอวบางของภรรยาแน่นขึ้น
“อืม”
ฟางหยวนรู้สึกขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อยกับสัมผัสนั้น แต่เธอก็ออกแรงถีบจักรยานเคลื่อนตัวออกไป พลางคิดในใจว่าผู้ชายที่นั่งซ้อนท้ายคนนี้ ต่อไปภายหน้าคงต้องห้ามไม่ให้แตะต้องแอลกอฮอล์อีกเด็ดขาด
ตลอดระยะทางกว่าสามลี้ สมองของลู่ชวนล่องลอยอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน มันช่างดูไม่สมจริงและผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กว่าเขาจะดึงสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวได้ สายตาก็ปะทะเข้ากับท่อนแขนของตัวเองที่กำลังกอดรัดเอวของฟางหยวนอยู่ ความรู้สึกคอแห้งผากก็แล่นขึ้นมาทันที เขาเริ่มรู้สึกว่าการกระทำนี้มันดูจะไม่ค่อยงามเท่าไหร่นัก
เกิดมาจนป่านนี้ แม้แต่มือของผู้หญิงเขายังไม่เคยจับ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้มีความกล้าบ้าบิ่นไปกอดเอวผู้หญิงเข้าได้ โชคดีที่ฟางหยวนหันหลังอยู่ เธอจึงมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของลู่ชวนในตอนนี้
ความขัดเขินทำให้ลู่ชวนเริ่มใจฝ่อ เขาค่อยๆ คลายมือออกครึ่งหนึ่ง แล้วเหมาเอาเองว่าความกล้าบ้าบิ่นที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะฤทธิ์สุราที่ช่วยปลุกความกล้าในตัวคนขี้ขลาด
ฟางหยวนรู้สึกว่าแรงกอดด้านหลังคลายลง ก็เข้าใจผิดคิดว่าลู่ชวนเมาจนไม่มีแรงจะเกาะแล้ว
“กอดแน่นๆ สิ ถ้าเผลอตกลงไป ฉันไม่วนรถกลับไปเก็บคุณขึ้นมาหรอกนะจะบอกให้”
ลู่ชวนกัดฟันแน่น ตัดสินใจกระชับวงแขนกลับเข้าไปใหม่ ในเมื่อนี่เป็นคำสั่งของฟางหยวนที่ให้กอดไว้ เขาจะขัดขืนได้ยังไง
แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเกรงใจ
“คุณเหนื่อยไหม ให้ผมขี่แทนเถอะ คุณคอยกอดผมจากด้านหลังก็ได้ ผมรับรองว่าจะไม่พาคุณขี่ตกคูน้ำแน่นอน”
ลู่ชวนนั้นเจ้าเล่ห์ไม่เบา เขาคำนวณในใจแล้วว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นเขาขี่ แล้วให้ฟางหยวนกอดเอวเขาจากด้านหลัง คนอื่นมองมาก็คงไม่นินทาว่าเขาเอาใจเมีย หรือฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งเมียตัวเอง แถมผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการกอดเหมือนกัน ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกคาดหวังขึ้นมาตงิดๆ
ฟางหยวนหายใจหอบแฮ่กๆ ขณะตอบกลับมา
“จะเรื่องมากไปทำไม อีกเดี๋ยวก็ถึงทางลงเนินแล้ว”
เสียงหายใจแรงขนาดนี้ แสดงว่าเธอเหนื่อยจริงๆ ลู่ชวนได้ยินแล้วก็รู้สึกผิดจับใจ
“งั้นเดี๋ยวผมเช็ดเหงื่อให้นะ”
ฟางหยวนรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้จับประเด็นไม่ถูกสักอย่าง เมาแล้วก็นั่งเฉยๆ ให้มันดีๆ ไม่ได้หรือไง จะมาวุ่นวายอะไรนักหนา
“ไม่ต้องมาเยอะสิ่ง กอดเอวให้ดีก็พอ”
จังหวะนั้นเป็นช่วงลงเนินพอดี แรงเหวี่ยงทำให้ร่างกายของลู่ชวนไหลไปแนบชิดกับแผ่นหลังของฟางหยวนโดยอัตโนมัติ
ฟางหยวนเอ่ยถามโดยไม่หันมามอง
“เวียนหัวใช่ไหมล่ะ งั้นพิงฉันพักสายตาไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวพอถึงบ้านแม่ฉันแล้วกินน้ำส้มสายชูสักหน่อยก็คงดีขึ้น”
เสียงลมที่พัดผ่านหูทำให้ได้ยินไม่ชัดเจนนัก แต่ลู่ชวนมั่นใจว่าเขาได้ยินทุกถ้อยคำอย่างครบถ้วน
ลู่ชวนแย้งในใจว่านั่นมันไม่ใช่อาการเวียนหัว แต่มันคือความมึนงงจากความใกล้ชิดต่างหาก หลังจากที่ฉวยโอกาสหน้าด้านเอาหน้าแนบแผ่นหลังเธอไปสองสามที เขาก็รีบดีดตัวกลับมานั่งตัวตรงด้วยความรวดเร็ว
ในใจยังนึกติติงตัวเองอยู่เลยว่า แท้จริงแล้วเขาก็มีสัญชาตญาณความเป็นอันธพาลซ่อนอยู่เหมือนกัน หรือว่าเขาจะได้เชื้อความหน้าด้านมาจากลู่เหล่าต้า? ถ้าเป็นแบบนั้นคงดูไม่จืดแน่
ฟางหยวนเริ่มหงุดหงิดเล็กน้อยกับคนซ้อนท้ายที่อยู่ไม่สุข
“ผู้ชายคนนี้อาการหนักแฮะ อยู่นิ่งๆ สิ เดี๋ยวก็ได้พากันล้มกลิ้งหรอก”
เอาเถอะ ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงบ้านแม่ยายแล้ว สีหน้าของลู่ชวนเริ่มดูไม่ดีนัก ขืนมีชาวบ้านมาเห็นภาพผู้หญิงปั่นจักรยานให้ผู้ชายนั่งซ้อนท้ายแบบนี้ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี การต้องนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ข้างหลังช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรมานใจเหลือเกิน
ฟางหยวนกลัวว่าลู่ชวนจะเมาจนทรงตัวไม่อยู่แล้วตกรถจริงๆ จึงจอดรถจักรยาน
“ทำไมไม่กอดเอวแล้วล่ะ”
ลู่ชวนตอบตะกุกตะกัก ใบหน้ายังคงแดงซ่านไม่หาย
“ผม... ผมดูเหมือนจะสร่างเมาแล้วล่ะ”
ฟางหยวนเลิกคิ้วสูง
“สร่างเมาเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ แต่หน้าคุณยังแดงแจ๋อยู่เลยนะ”
ลู่ชวนรีบแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“พอโดนลมตอนลงเนินเป่าใส่ก็สร่างเมาเลย ที่หน้าแดงก็น่าจะเป็นเพราะโดนลมตีนั่นแหละ”
ถ้าไม่พูดแบบนี้แล้วจะให้บอกว่ายังไง หรือจะให้แม่ยายกับพวกพี่ชายภรรยามาเห็นสภาพที่เขาเกาะเอวลูกสาวน้องสาวคนอื่นแบบนี้หรือไง
ต่อให้แต่งงานกันถูกต้องตามกฎหมายก็เถอะ แต่เขาก็ยังมียางอายอยู่นะ
ฟางหยวนเองก็เหนื่อยจริงๆ การต้องปั่นจักรยานบรรทุกผู้ชายตัวโตๆ ไม่ใช่งานง่ายเลย โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรังขรุขระแบบนี้
ฟางหยวนพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่มีเรื่องชู้สาวเจือปนเลยแม้แต่น้อย
“วันหลังก็อย่าริอ่านไปดื่มเหล้าอีกก็แล้วกัน”
ลู่ชวนทำเสียงรับรู้ในลำคอเบาๆ เขาต้องการเวลาสักพักเพื่อสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเอง ใบหน้าของเขายังคงร้อนผ่าวเป็นสีแดงจัด
หลังจากตกลงกันได้ ลู่ชวนก็เป็นฝ่ายรับช่วงต่อ เข็นรถจักรยานและพาภรรยาเดินทางต่อจนถึงจุดหมาย
เมื่อมาถึงบ้านแม่ยาย สีหน้าของลู่ชวนก็ยังคงแดงก่ำไม่จางลง ฟางหยวนอดสงสัยไม่ได้
“คุณสร่างเมาแล้วจริงๆ เหรอ ทำไมดูสภาพไม่เหมือนคนสร่างเลยสักนิด”
ลู่ชวนกระแอมไอแก้เก้อ
“แค่กๆ... สร่างแล้ว สร่างแน่นอนครับ ลมมันตีหน้าเฉยๆ”
ฟางหยวนไม่วางใจ
“กินน้ำส้มสายชูแก้เมาสักหน่อยดีกว่า กันไว้ก่อน”
พูดจบเธอก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในครัว เทน้ำส้มสายชูใส่ชามมาเกือบครึ่ง แล้วยกขึ้นจ่อปากกรอกใส่ปากลู่ชวนทันที
ระยะห่างที่ใกล้ชิดขนาดนี้ บวกกับความใส่ใจดูแลของฟางหยวน ทำให้หัวใจของลู่ชวนเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลู่ชวนรู้สึกว่าน้ำส้มสายชูมีรสชาติหวานเหมือนน้ำผึ้ง ถูกภรรยาป้อนให้ถึงปากแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นยาพิษหรือน้ำส้มสายชู เขาก็แยกไม่ออกแล้ว หลังจากกลืนน้ำส้มสายชูลงไปหนึ่งชาม ลู่ชวนก็ยิ่งรู้สึกมึนงงหนักกว่าเดิม ดูเหมือนคนเมาหนักกว่าเก่าเสียอีก
ฟางหยวนหันไปบ่นกับแม่ของเธอ
“แม่ ไหนใครบอกว่าน้ำส้มสายชูช่วยให้สร่างเมาได้ ฉันว่าไม่เห็นจะได้ผลเลย ดูสิ หน้าเขายังแดงเป็นลูกตำลึงอยู่เลยเนี่ย”
ได้ยินแบบนั้น สติของลู่ชวนก็แจ่มชัดขึ้นมาเล็กน้อย ความรู้สึกอับอายแล่นพล่านจนแทบอยากจะมุดดินหนี หน้าที่แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงก่ำเข้าไปอีก นี่เขาเป็นคนไม่มีความอดทนอดกลั้นขนาดนี้เลยเชียวหรือ
หวังชุ่ยเซียงมองดูลูกเขยที่แม้แต่ใบหูก็ยังแดงเถือก เมื่อกี้ตอนมาถึงยังไม่แดงขนาดนี้ แล้วคนอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างนางจะมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก
พอก้มมองดูท่าทางซื่อบื้อของลูกสาวตัวเอง ก็ได้แต่กระตุกมุมปากเบาๆ ยัยลูกคนนี้ช่างโง่เขลาเบาปัญญาจริงๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย
“ของแบบนี้มันต้องรอเวลาสักพัก เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง มันจะไปหายปุบปับได้ยังไง”
ฟางหยวนบ่นอุบ
“ยังต้องรออีกเหรอ งั้นขากลับฉันก็ต้องปั่นจักรยานพาเขากลับอีกน่ะสิ”
หวังชุ่ยเซียงหันขวับไปมองหน้าลู่ชวน ทันใดนั้นลู่ชวนก็เข้าใจความหมายของคำว่า ‘อับอายขายขี้หน้าจนอยากจะกลั้นใจตาย’ มันเป็นยังไง คำพูดคำจาของฟางหยวนนี่มันช่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่มีการรักษาหน้ากันบ้างเลย
เขาไม่กล้าสบตาแม่ยาย ได้แต่หันหน้าหนีไปทางอื่นแล้วแกล้งกระแอมไอแก้เก้อด้วยความประดักประเดิด
หวังชุ่ยเซียงแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย
“แม่ได้ยินมาว่า คนตระกูลหลี่บ้านนั้นยกโขยงไปอาละวาดที่บ้านพวกลูกเหรอ”
ในใจนางก็นึกเห็นใจลูกเขยอยู่ไม่น้อย ต้องมารับมือกับเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน
ฟางหยวนเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
“ใช่ มากันให้พรึ่บ แต่คิดว่าคนอย่างฉันจะกลัวเหรอ”
หวังชุ่ยเซียงแค่นเสียง
“ความหน้าด้านไร้ยางอายนี่มันแก้ไม่หายจริงๆ เหมือนหมาเห็นกระดูก พอได้กลิ่นผลประโยชน์ก็รีบวิ่งแจ้นเข้าไปจะเอาส่วนแบ่ง”
ลู่ชวนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง คำเปรียบเปรยของแม่ยายช่างเห็นภาพชัดเจนเหลือเกิน
ฟางหยวนเสริมขึ้นมา
“เสียดายที่พี่ใหญ่ พี่ห้า แล้วก็พวกพี่ๆ คนอื่นไม่อยู่ ฉันเลยรีดไถมาได้แค่ห้าหยวน ไม่อย่างนั้นแม่คอยดูเถอะ ฉันไม่มีทางปล่อยให้พวกนั้นเดินตัวปลิวกลับไปง่ายๆ แบบนี้หรอก”
หวังชุ่ยเซียงรีบส่งเสียงปราม
“อะแฮ่ม!”
ลูกเขยยังนั่งหัวโด่ทนโท่ จะมาพูดจานักเลงอะไรตอนนี้ ที่บ้านเราเป็นครอบครัวที่มีเหตุมีผลนะลูก
[จบบท]