บทที่ 88: โชคดีเพราะเอาใจ
ฟางอู่หู่เป็นคนประเภทที่รู้คุณค่าของเงินทองเป็นอย่างดี ทุกครั้งที่เห็นเม็ดเงินไหลออกจากกระเป๋าเพื่อไปลงกับสิ่งที่มองไม่เห็นผลกำไรทันตา เขาจะรู้สึกปวดใจเหมือนโดนมีดกรีดเนื้อตัวเอง อาการร้อนรนกระวนกระวายใจมักจะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องจ่ายเงินออกไป แต่เขาก็พยายามปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าให้คิดเสียว่าเป็นการซื้อความสบายใจให้คนแก่ก็แล้วกัน
ในเมื่อโครงการก่อสร้างนี้ยังไงก็ทำกำไรได้อยู่แล้ว เงินแค่นี้ถือว่าไม่เท่าไหร่หรอก ยอมจ่ายเพื่อความสบายใจของน้องเขย ล้วนแล้วแต่ต้องใช้จิตใจที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนในการข่มความรู้สึกเสียดายเงินเอาไว้ทั้งสิ้น
เวลาที่เขาบ่นระบายความอัดอั้นตันใจให้ฟางหยวนฟัง เขายังไม่ลืมที่จะกำชับน้องสาวด้วยความหวังดีว่าอย่าไปพูดจาว่ากล่าวคุณลุง หรือพ่อของลู่ชวนว่าเป็นคนเรื่องมากจุกจิก เพราะตอนนี้สถานะทางการเงินของพวกเราไม่ได้ขัดสน เงินเพียงเล็กน้อยแค่นี้พวกเราจ่ายไหว ไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะเบาะแว้งให้เสียบรรยากาศครอบครัว
แต่ฟางหยวนกลับสวนกลับมาทันควันด้วยน้ำเสียงที่ไม่เข้าใจเจตนาของพี่ชาย
“ทำไมฉันจะต้องไปว่ากล่าวอะไรเขาด้วยล่ะพี่ สิ่งที่พ่อทำมันเป็นเรื่องดีมากเลยนะ ดีจนฉันเองยังนึกไม่ถึงด้วยซ้ำ พี่หมายความว่ายังไงที่บอกว่าพ่อทำเรื่องยุ่งยากเกินความจำเป็น นี่เขาเรียกว่าการก่อสร้างที่คำนึงถึงความปลอดภัย พี่ไม่เห็นป้ายเตือนที่เขียนติดไว้หน้าไซต์งานหรือไง”
คำพูดของน้องสาวทำเอาฟางอู่หู่ถึงกับพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอหอย กลายเป็นว่าเขามีวิสัยทัศน์คับแคบอยู่คนเดียวอย่างนั้นหรือ นี่น้องสาวของเขาโดนล้างสมองไปเรียบร้อยแล้วใช่ไหม
เรื่องนี้ถ้าจะสืบหาสาเหตุจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นตัวการใหญ่อย่างลู่ชวนนั่นแหละ
ลู่ชวนต้องการจะสร้างความสัมพันธ์ทางใจกับฟางหยวน แต่ฟางหยวนเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมานั่งซาบซึ้งกับคำหวานหรือความโรแมนติกแบบหนุ่มสาวทั่วไป เธอเป็นผู้หญิงสายลุยที่มุ่งเน้นเรื่องหน้าที่การงานและการสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นหลัก
ทว่าลู่ชวนเองก็มีความสามารถไม่เบา ในเมื่ออยากให้ภรรยาหันมาสนใจและวนเวียนอยู่ใกล้ตัว เขาจึงเลือกใช้วิธีที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาอาศัยจังหวะที่ฟางหยวนทุ่มเทให้กับการทำงานและอยากหาเงิน มาเปิดประเด็นสนทนาเรื่องที่ว่า 'ทำอย่างไรงานก่อสร้างถึงจะไม่เกิดปัญหาและไม่ขาดทุน'
ตัวอย่างเช่น ทำไมรับเหมางานเหมือนกัน บางคนถึงรวยเอาๆ แต่บางคนกลับขาดทุนย่อยยับ หัวข้อสนทนาประเภทนี้แหละที่ฟางหยวนชอบฟังยิ่งนัก เรียกได้ว่าหูผึ่งทุกครั้งที่ได้ยิน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาฟางหยวนมองลู่ชวน สายตาของเธอก็ไม่ได้แตกต่างจากเวลาที่มองพี่ชายตัวเองอย่างฟางอู่หู่นักหรอก พอคุยธุระเสร็จ เธอก็จะสะบัดหน้าหันไปจดจ้องอยู่กับเครื่องผสมปูนที่ทำเงินให้เธอได้มหาศาล เครื่องจักรที่ทำงานได้เทียบเท่าแรงงานผู้ชายอกสามศอกถึงห้าคน ใครเล่าจะไม่ชอบมองมัน
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่ลู่ชวนเริ่มศึกษาและวิเคราะห์หลุมพรางต่างๆ ในการทำงานก่อสร้าง ฟางหยวนก็แทบจะกินข้าวไปจ้องหน้าลู่ชวนไป สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ใหม่ที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์เดิมของเธอทั้งสิ้น
ยามว่างเธอก็มักจะเดินวนเวียนอยู่รอบตัวลู่ชวน ในมือถือสมุดเล่มเล็กคอยจดบันทึกเกร็ดความรู้ที่เขาพูดออกมาสักประโยคสองประโยคอย่างตั้งอกตั้งใจ
ฟางอู่หู่เห็นแล้วยังต้องยอมรับในความสามารถ นี่แหละคือทีเด็ดของน้องเขยที่สามารถกล่อมให้น้องสาวจอมเฮี้ยบของเขาอยู่หมัดได้
พูดกันตามตรง ถ้าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่น้องเขยของเขา ฟางอู่หู่คงอยากจะเดินเข้าไปต่อยสักหมัดด้วยความหมั่นไส้ คนอะไรช่างวางแผนได้แยบยล ทุกย่างก้าวล้วนมีหลุมพรางดักไว้เสมอ
ไม่ว่าวันไหน น้องเขยคนเก่งก็สามารถสรรหาหัวข้อมาดึงดูดความสนใจของฟางหยวนเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ฟางอู่หู่คิดในใจว่า ที่น้องสาวเคยพูดว่าน้องเขยเป็นปีศาจจิ้งจอกจำแลงมานั้น ท่าทางจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว ถ้าเขามีความสามารถสักครึ่งหนึ่งของน้องเขย ป่านนี้คงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องหาเมียไม่ได้หรอก
ประเด็นที่ลู่ชวนพูดพร่ำสอนเหล่านั้น มีแค่ฟางหยวนคนเดียวที่เก็บเอาไปคิดจริงจัง ส่วนฟางอู่หู่นั้นฟังผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้เก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีกลุ่มเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
คนกลุ่มนั้นเดินเอามือไขว้หลัง ท่าทางดูภูมิฐานและน่าเกรงขาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาที่เดินผ่านไปมาแถวนี้
ฟางอู่หู่เข่าอ่อนแข้งขาพานจะไม่มีแรง เขาไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ ในใจคิดเตลิดไปไกลว่าจบเห่แล้ว งานนี้คงจบสิ้นกันแล้ว เจอพวกขาใหญ่มาหาเรื่องถึงที่ โครงการนี้คงต้องพังพินาศแน่ๆ
แต่ลู่ชวนกลับมีท่าทีที่แตกต่างออกไป เขาเช็ดมือเช็ดไม้ให้สะอาด แล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปทักทายพูดคุยกับคนกลุ่มนั้นอย่างเปิดเผยและเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ฟางอู่หู่ดึงแขนเสื้อฟางหยวนแล้วกระซิบเสียงเครียด
“เห็นความแตกต่างหรือยัง อย่าว่าแต่ฉันเลย ต่อให้พี่ใหญ่มาอยู่ที่นี่แล้วเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็คงไม่กล้าเสนอหน้าออกไปรับหน้าหรอก มีแต่ลู่ชวนนี่แหละที่ไม่กลัว สมแล้วที่เขาเป็นคนมีความรู้ เคยร่ำเรียนหนังสือหนังหามา วิสัยทัศน์มันต่างกันจริงๆ”
ฟางหยวนขมวดคิ้วตอบกลับ
“จะพูดยังไงก็ช่างเถอะ แต่ยังไงเราก็ต้องเข้าไปถามไถ่ดูว่าพวกเขามาทำอะไร ที่นี่มันถิ่นของเรานะ จะยอมให้คนอื่นมาทำตัวกร่างกว่าเราได้ยังไง”
ฟางอู่หู่มองน้องสาวแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม เธอจะเก่งกล้าสามารถแค่ไหนก็ต้องดูทิศทางลมบ้าง ดูคนกลุ่มนั้นสิ เธอจะไปสู้รบปรบมือกับใครเขาไหว ที่ทำอยู่นี่มันเรียกว่าเก่งแต่ในกะลาชัดๆ
ถึงแม้สองพี่น้องจะรู้สึกประหม่าและหวาดหวั่น แต่ในที่สุดก็ตามหลังลู่ชวนเข้าไปสมทบจนได้
เมื่อลู่ชวนทราบว่าคนกลุ่มนี้เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานความปลอดภัยที่มาตรวจเยี่ยม เขาก็พาเดินชมรอบไซต์งานด้วยตัวเอง แม้ในใจจะไม่ได้มั่นใจเต็มร้อย เพราะไม่เคยรับมือกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน
เมื่อเดินมาถึงบริเวณเครื่องผสมปูน ลู่ชวนก็เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าเป็นพิเศษ เรื่องนี้เขาเคยพูดกรอกหูเอาใจภรรยาไว้อย่างละเอียด ยามนี้จึงสามารถหยิบยกขึ้นมาพูดได้อย่างคล่องปาก
พูดตามตรง ลู่ชวนเองก็ตื่นเต้นจนเหงื่อซึมแผ่นหลัง ครั้งแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับข้าราชการระดับนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรดีๆ มาโชว์บ้าง และสิ่งนั้นก็คือระบบความปลอดภัยนี่เอง
ทางคณะผู้ตรวจสอบเองก็นึกไม่ถึงว่า แผงควบคุมไฟฟ้าของที่นี่จะมีคนคอยดูแลโดยเฉพาะ แถมยังมีการล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
หลังจากเดินตรวจดูหลายจุด พวกเขาก็ประทับใจจุดนี้ที่สุด ถือว่าผู้รับเหมาเจ้านี้ให้ความสำคัญและทำได้ดีมาก
หัวหน้าคณะพยักหน้าให้ลู่ชวนด้วยความชื่นชม
“ทำได้รอบคอบมาก แต่ก็ต้องหมั่นอบรมเรื่องความปลอดภัยให้คนงานบ่อยๆ ด้วยนะ ทีมงานก่อสร้างของคุณมีขนาดไม่เล็กเลย ตั้งใจทำให้ดีล่ะ”
จากนั้นพวกเขาก็เตรียมตัวจะกลับ
ลู่ชวนยังไม่ทันได้หายใจทั่วท้อง ก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้ามาส่งนามบัตรและเบอร์ติดต่อให้
“ทำให้ทางอำเภอเอ่ยปากชมได้ แสดงว่าทีมงานของคุณใช้ได้เลยนะพ่อหนุ่ม ตั้งใจทำงานให้ดี ทิ้งเบอร์ติดต่อไว้หน่อย วันหลังถ้ามีงานโครงการอะไรจะได้ติดต่อกันได้”
ลู่ชวนรีบควักปากกาหมึกซึมออกมาเขียนข้อมูลการติดต่อ ลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบของเขาทำให้เจ้าหน้าที่คนนั้นยิ่งมองเขาด้วยความชื่นชมมากขึ้นไปอีก
ลู่ชวนยื่นกระดาษที่มีเบอร์ติดต่อให้ พร้อมกับถามด้วยท่าทีนอบน้อมและขัดเขินเล็กน้อยว่าคนกลุ่มเมื่อครู่นี้คือใครกันแน่
เจ้าหน้าที่คนนั้นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“พ่อหนุ่ม เธอนี่โชคดีจริงๆ เลยนะ ตอนนี้ทีมงานของเธอมีชื่อขึ้นทะเบียนไว้กับทางอำเภอแล้ว ต่อไปไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำหรอก”
ฟางอู่หู่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ได้ยินประโยคนี้เข้าถึงกับกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
“เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเลยโว้ย”
เจ้าหน้าที่คนเดิมเสริมต่อ
“ก็เพราะว่าพวกเธอทำได้ดีไงล่ะ รู้ไหมว่ารอบนี้มีไซต์งานก่อสร้างกี่แห่งที่โดนสั่งปรับ กี่แห่งที่โดนสั่งระงับการก่อสร้าง อีกอย่างอำเภอของเรามันก็เล็กๆ แค่นี้ จะหาทีมงานที่มีใบรับรองคุณภาพจริงๆ แทบไม่มีเลย ตั้งใจทำเข้าล่ะ”
ลู่ชวนไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขารีบวิ่งกลับเข้าไปในเพิงพักหยิบขวดโหลที่บรรจุซอสหมูสับที่แม่ยายทอดฝากมาให้ ยัดใส่มือเจ้าหน้าที่คนนั้นทันที
“นี่เป็นซอสหมูสับที่แม่ยายของผมทำเองกับมือ พวกเราคนบ้านนอกไม่มีของมีค่าอะไร แต่ไม่อยากให้คุณรังเกียจน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ครับ”
เจ้าหน้าที่คนนั้นถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ
“นี่... จะรับไว้ได้ยังไง”
ลู่ชวนรีบอธิบายด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“มันไม่ใช่เงินทอง แล้วก็ไม่ใช่บุหรี่ทำไมจะรับไม่ได้ล่ะครับ ทีมงานของเราโชคดีมากที่ได้เจอกับคุณ คำแนะนำเพียงไม่กี่คำของคุณมีค่ามหาศาลสำหรับพวกเรา นี่เป็นของกินที่ทำกันเองในบ้าน ไม่นับว่าเป็นของกำนัลด้วยซ้ำ หวังว่าคุณจะไม่รังเกียจนะครับ”
แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่รังเกียจ ถ้าเป็นการให้ซองหรือของมีค่า โจ่งแจ้งแบบนั้นใครจะกล้ารับ แต่พอมันเป็นของกินพื้นบ้าน ความรู้สึกมันก็เปลี่ยนไป
เขารับขวดโหลนั้นไว้อย่างยิ้มแย้ม
“ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าฉันไปแย่งเสบียงของเธอมาก็แล้วกัน” พูดจบเขาก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
ฟางอู่หู่มองตามด้วยความเลื่อมใสศรัทธาน้องเขยจนแทบจะกราบกราน น้องเขยของเขาสามารถผูกมิตรกับคนระดับนั้นได้อย่างแนบเนียน ทำไมตัวเขาถึงได้ขี้ขลาดตาขาวแบบนี้นะ ช่างน่าขายหน้าจริงๆ
ฟางอู่หู่วิ่งเข้าไปกอดลู่ชวนแน่น
“แบบนี้แสดงว่าพวกเราไม่ต้องกลัวตกงานแล้วใช่ไหม”
ลู่ชวนตอบกลับอย่างถ่อมตัว
“อย่าเพิ่งดีใจเกินไปครับ อะไรๆ ก็ยังไม่แน่นอน”
จากนั้นเขาก็หันไปสั่งงานฟางอู่หู่ว่าให้ลองออกไปสืบข่าวดูว่า มีไซต์งานอื่นโดนสั่งระงับการก่อสร้างจริงหรือไม่ ถ้าจริง ก็แสดงว่าคำพูดของเจ้าหน้าที่คนนั้นเชื่อถือได้แปดเก้าส่วน
ฟางอู่หู่รับคำแล้ววิ่งจู๊ดออกไปทันทีด้วยความกระตือรือร้น ต่อไปนี้เขาจะไม่บ่นเรื่องพ่อของลู่ชวนจุกจิกอีกแล้ว นี่มันความโชคดีที่มาพร้อมกับความรอบคอบชัดๆ
ฟางหยวนเดินเข้ามาสมทบแล้วพูดขึ้น
“ฉันว่าที่คุณพูดให้ฉันฟังบ่อยๆ เนื้อหายังจะเยอะกว่าที่พวกเจ้าหน้าที่เขาพูดกันเสียอีก พวกเขาดูไม่ได้เรียกร้องอะไรสูงส่งขนาดนั้นเลยนะ”
คำชมนี้ทำเอาลู่ชวนถึงกับเขินหน้าแดง ที่เขาพยายามสรรหาเรื่องพวกนั้นมาพูด ก็เพื่อจะหลอกล่อให้ภรรยามาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวต่างหาก ขืนพูดความจริงออกไปคงได้ขายหน้าแย่
ลู่ชวนรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เขิน
“แต่ว่าซอสหมูสับหมดเกลี้ยงเลยนะ”
ฟางหยวนในเวลานี้ไม่มีความตระหนี่ถี่เหนียวหลงเหลืออยู่เลย
“เขาอุตส่าห์แนะนำลู่ทางให้เราตั้งขนาดนั้น ให้แค่นั้นมันเป็นเรื่องสมควรแล้ว”
ก่อนจะพูดเสริมด้วยน้ำเสียงเอาใจใส่
“ถ้าคุณอยากกิน ไว้กลับบ้านคราวหน้าฉันจะให้แม่ทำให้ใหม่อีกโหลใหญ่ๆ เลย”
ลู่ชวนได้ยินดังนั้นก็คิดเตลิดไปไกลอีกแล้ว ในใจของภรรยามีแต่เขาจริงๆ อาการคลั่งรักกำเริบทันที
“คุณดีกับผมขนาดนี้เลยเหรอ”
ฟางหยวนพยักหน้าหงึกหงัก
“สมองของคุณน่ะต้องบำรุงให้ดีๆ เข้าไว้”
เธอรู้สึกพึงพอใจในตัวลู่ชวนมาก เมื่อก่อนสายไฟในไซต์งานวางระเกะระกะอยู่ตามพื้น ก็ได้ลู่ชวนนี่แหละที่คอยพร่ำบอกให้คนงานเก็บให้เรียบร้อย จนกลายเป็นระเบียบอย่างที่เห็น
ฟางหยวนถามต่อด้วยความสงสัย
“จริงสิ ที่เขาพูดถึง ‘ใบรับรองคุณภาพ’ หรือพวกใบอนุญาตอะไรนั่น พวกเราจะไปหามาได้ไหม”
ลู่ชวนไม่กล้าบอกภรรยาตามตรงว่า ตัวเขาเองก็เพิ่งจะกระโดดเข้ามาในวงการนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้สิ่งนั้นมันหน้าตาเป็นยังไง แต่ยังคงวางมาดนิ่งสุขุม
“เรายังไปไม่ถึงจุดนั้นหรอกครับ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน ตอนนี้แค่รู้ว่าพวกเราเป็นทีมงานที่ดีที่สุดในอำเภอก็พอแล้ว”
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย แค่เป็นที่หนึ่งในอำเภอก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว
ลู่ชวนคิดในใจว่า เดี๋ยวเขาต้องรีบไปหาข้อมูลเรื่องนี้อย่างละเอียด จะให้ฟางหยวนมารู้ทีหลังไม่ได้ว่าเขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นคงเสียฟอร์มแย่ นี่แหละคือแรงผลักดันให้ลู่ชวนต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
*****
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยท้ายบท
หลายปีต่อมา มีคนสัมภาษณ์ลู่ชวนว่า ตลอดเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา ทั้งโอกาสและโชคชะตาดูเหมือนจะเข้าข้างเขาเป็นพิเศษ ไม่ทราบว่าเขามีเคล็ดลับอะไร
ลู่ชวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
“พูดไปพวกคุณอาจจะไม่เชื่อ โชคชะตาและโอกาสที่ผมได้รับมา ทั้งหมดล้วนได้มาจากการพยายามเอาใจภรรยาครับ คนหนุ่มสาวทั้งหลาย ผมอยากจะฝากบอกไว้สักคำ คนที่ทำดีกับภรรยา คนที่เต็มใจจะเอาใจภรรยา โอกาสและโชคดีมักจะไม่หนีไปไหนหรอกครับ”
[จบบท]