บทที่ 889 : พระคุณของพ่อแม่
ฟางหยวนปรายตามองลู่ชวน ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความนัย
"ฉันก็แค่คิดว่า ถ้าตอนนั้นแม่มีวิสัยทัศน์เหมือนตอนนี้ แม่คงไม่มีทางยอมยกคุณให้ฉันง่ายๆ แบบนั้นแน่"
ใบหน้าของลู่ชวนมืดครึ้มลงทันที คิดในใจว่าภรรยาของเขากำลังคิดอะไรเพ้อเจ้ออยู่อีกแล้ว
แต่ถ้าพูดกันตามตรง หากตอนนั้นแม่ของเขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลเหมือนอย่างในตอนนี้ ก็คงไม่มีทางปล่อยให้ใครมาหลอกพาตัวลูกชายไปได้ง่ายๆ แน่นอน
ชายหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้ภรรยาแล้วพูดขึ้นมา
"โชคดีนะที่ตอนนั้นแม่ยังไม่มีวิสัยทัศน์อะไร ก็เลยโดนคุณพูดขู่แค่สองประโยคก็กลัวจนหลงเชื่อแล้ว คุณดูสิ สุดท้ายผมก็ยังเป็นของคุณอยู่ดี"
คำพูดนี้ของเขาช่างหน้าหนาไร้ยางอายเหลือเกิน ฟางหยวนทนไม่ไหวจนต้องหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"เพราะแบบนี้ไง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ต้องมีวิสัยทัศน์ให้มากเข้าไว้ แล้ววิสัยทัศน์พวกนี้มันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากการเรียนหนังสือยังไงล่ะ สิ่งที่พ่อพยายามทำมาตลอดมันถูกต้องแล้วจริงๆ"
ลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างปฏิเสธไม่ได้ ตัวเขาเองก็เป็นคนที่ได้รับผลประโยชน์จากการเรียนหนังสือ
คนในครอบครัวของเขาทุกคนก็ล้วนเปลี่ยนแปลงชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะเรื่องนี้ ชายหนุ่มมองหน้าภรรยาด้วยความสงสัย
"ทำไมจู่ๆ ถึงได้มานั่งปลงตกเรื่องนี้ได้ล่ะ"
ฟางหยวนถอนหายใจออกมาเบาๆ
"ฉันก็แค่รู้สึกว่าการเรียนหนังสือมันดีมากเลยนะ ตอนนั้นฉันน่าจะเห็นคุณค่าของโอกาสที่พ่อหยิบยื่นให้ ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะมีพ่อแบบฉัน ลองดูอย่างแม่สิ แม่ก็แค่ขาดพ่อที่คอยบังคับให้เรียนหนังสือไปคนหนึ่งก็เท่านั้น ไม่อย่างนั้นตอนนี้แม่คงจะประสบความสำเร็จได้มากกว่านี้ไปแล้ว"
ลู่ชวนยังคงพูดคุยสัพเพเหระกับภรรยาต่อไป
"คุณช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ว่าความสำเร็จในตอนนี้ของแม่คืออะไร"
ฟางหยวนตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด
"ก็คือการที่แม่สามารถปกครองครอบครัวของเราได้อย่างมั่นคง แถมยังมีลูกชายอย่างคุณ แล้วก็มีหลานชายอย่างลู่หม่านอี้ยังไงล่ะ"
หญิงสาวพูดจบก็รีบพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"แล้วก็มารวมตัวกันอยู่ข้างๆ ลูกสะใภ้อย่างฉันนี่ไง"
พอพูดจบเธอก็พยักหน้ายอมรับกับความคิดของตัวเอง ลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็ตอบกลับไป
"ถ้าอย่างนั้นมันก็เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ"
เขาคิดในใจว่าภรรยายังใจดีที่ไม่พูดถึงผลผลิตที่ล้มเหลวอย่างลู่เหล่าต้า การที่เธอพูดแบบนี้ก็นับว่าเป็นการไว้หน้าแม่ของเขามากพอแล้ว
จู่ๆ ลู่ชวนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
"เดี๋ยวตอนที่ลู่หม่านอี้กลับบ้าน พวกเราส่งพวกตำราเรียนกับอุปกรณ์การเรียนไปให้โรงเรียนในตำบลกันเถอะ"
ในขณะที่ฟางหยวนกำลังนึกขอบคุณพ่อแท้ๆ ของตัวเองอยู่นั้น ลู่ชวนกลับนึกไปถึงความยากลำบากในตอนที่เขาต้องไปโรงเรียนในอดีต สภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ในตอนนั้นมันไม่ค่อยจะดีนัก
เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนกับฟางหยวน ที่มีพ่อคอยไปเปิดร้านขายเนื้ออยู่ข้างๆ โรงเรียน เพียงเพื่อต้องการให้ลูกๆ ได้ไปเรียนหนังสืออย่างสะดวกสบาย
ฟางหยวนเห็นสีหน้าของสามีก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้กำลังรู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย
"ตอนที่คุณเรียนหนังสือคงจะลำบากมากเลยใช่ไหม"
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเรื่องราวในอดีต มันก็มีแต่ความขมขื่น ลู่ชวนถอนหายใจออกมา
"ตอนนี้ในหมู่บ้านกับในตำบลมีการทำถนนใหม่แล้ว ในหมู่บ้านเองก็มีโรงเรียนประถมแล้วด้วย มันไม่ได้ลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ"
ฟางหยวนพยักหน้ารับ เด็กๆ ในยุคนี้มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนมาก
"การที่เด็กๆ มีโอกาสได้เรียนหนังสือ มันเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ"
สองสามีภรรยาต่างก็ลืมไปแล้วว่าพวกเขาสนทนากันด้วยหัวข้อไหนเป็นเรื่องแรก เพราะสุดท้ายแล้วบทสนทนาของทั้งคู่ก็วนเวียนกลับมาพูดถึงคนหยาบกระด้างอย่างฟางต้าเลิ่งอยู่ดี
ถึงแม้ว่าฟางต้าเลิ่งจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ความรู้และวิสัยทัศน์ที่เขามีกลับส่งผลกระทบไปถึงลูกหลานรุ่นหลังอย่างเห็นได้ชัด
พอถึงวันรุ่งขึ้น ฟางต้าเลิ่งก็พบความผิดปกติบางอย่าง จู่ๆ ลูกสาวของเขาก็ทำตัวน่ารักเอาอกเอาใจเขาราวกับเป็นเสื้อนวมกันหนาวของพ่อ
เธอคอยดูแลเอาใจใส่เขาเป็นอย่างดี แถมลูกเขยยังซื้อเหล้ากับบุหรี่ชั้นดีมามอบให้อีก
การกระทำของทั้งคู่ทำให้ฟางต้าเลิ่งรู้สึกหวาดระแวงจนต้องขอร้องให้หวังชุ่ยเซียงพาเขาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล
หวังชุ่ยเซียงตกใจจนเกือบจะเสียอาการ ตาเฒ่าคนนี้ยังกินข้าวได้ตั้งมื้อละสามชาม ร่างกายก็ยังแข็งแรงดีอยู่แท้ๆ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากจะไปหาหมอขึ้นมาเสียได้
"คุณเป็นอะไรไป"
ปัญหาคือตัวฟางต้าเลิ่งเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร
"ผมถูกลูกสาวของคุณทำให้ตกใจน่ะสิ จู่ๆ เธอก็มาทำดีกับผมแบบนี้ ผมกลัวนะ ผมรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคร้ายแรงอะไรสักอย่างเลย"
หวังชุ่ยเซียงไม่เคยได้ยินเรื่องบ้าบอแบบนี้มาก่อน เธอทำหน้าดำทะมึนแล้วด่ากราดใส่ตาเฒ่าทันที
"คุณจงใจมาโอ้อวดให้ฉันฟังใช่ไหม ในใจของลูกสาวคุณก็มีแต่คุณ ไม่มีหญิงแก่แบบฉันอยู่แล้วนี่ ตั้งแต่เด็กจนโตฉันมันก็เป็นแค่คนเลวในสายตาลูกอยู่แล้ว"
ฟางต้าเลิ่งรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ผมก็แค่มานั่งคิดดูว่า ผมก็ยังไม่ได้ทำเรื่องดีอะไรให้ฟางหยวนถึงขนาดที่ลูกต้องมาทำดีกับผมแบบนี้เลยนี่นา ผมก็เลยรู้สึกละอายใจน่ะ"
หวังชุ่ยเซียงแค่นเสียงเย็นชา ขบกรามแน่น
"ฟางหยวนบอกว่าคุณเป็นพ่อที่ดี ลูกเสียใจที่ตอนนั้นไม่ยอมเชื่อฟังคุณแล้วตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะโชคดีได้มาเจอพ่อที่มีวิสัยทัศน์แบบคุณน่ะ"
ฟางต้าเลิ่งได้ฟังก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความดีใจ
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ผมก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าลูกสาวของผมรู้ความ วิสัยทัศน์ของลูกสาวผมก็ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว สมแล้วที่เป็นลูกสาวของผม ถึงได้พูดเรื่องพวกนี้ออกมาได้ ว่าแต่ทำไมลูกถึงไม่ยอมมาพูดกับผมตรงๆ ล่ะ"
เขาแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ที่ไม่ได้ยินคำพูดยกย่องพวกนี้จากปากของลูกสาวโดยตรง ความพยายามที่เขาเคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนมาตลอดมันไม่สูญเปล่าเลยจริงๆ
หวังชุ่ยเซียงมองใบหน้าที่ยิ้มระรื่นของฟางต้าเลิ่งด้วยความหมั่นไส้
"ลูกคงกลัวว่าคุณจะดีใจจนเป็นบ้าไปน่ะสิ"
ฟางต้าเลิ่งไม่สนใจคำประชดประชันนั้น
"ความตั้งใจของผมมันไม่สูญเปล่าจริงๆ เสียดายก็แต่ว่าไม่มีใครเรียนจบมาได้สักคนนี่แหละ"
หวังชุ่ยเซียงสวนกลับทันควัน
"ถึงลูกชายจะเรียนไม่จบ แต่เราก็ยังมีหลานไม่ใช่หรือไง คุณลองดูสิว่ามีบ้านไหนบ้างที่มีเด็กมหาวิทยาลัยถึงสองคน เจ้าใหญ่กับเจ้ารองบ้านเราก็เป็นเด็กมหาวิทยาลัยกันทั้งนั้น ส่วนเจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้าก็ใกล้จะสอบแล้ว หงเย่ก็บอกเองว่าคะแนนของเด็กๆ ไม่เลวเลย"
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวังชุ่ยเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ตอนที่ครอบครัวของพวกเขาย้ายจากชนบทเข้ามาอยู่ในเมืองมณฑลแรกๆ ก็มักจะถูกคนอื่นดูถูกดูแคลนอยู่เสมอ
แต่สุดท้ายเด็กๆ ในบ้านก็สร้างชื่อเสียงและสอบเข้าเรียนต่อกันได้ทุกคน ลองดูตอนนี้สิ ใครจะกล้าพูดว่าพวกเขาเป็นแค่คนบ้านนอกอีก
พอคิดได้แบบนี้เธอก็มองหน้าฟางต้าเลิ่งแล้วรู้สึกขัดหูขัดตาน้อยลงไปมาก ลูกสาวพูดถูก ตาเฒ่าคนนี้มีวิสัยทัศน์จริงๆ ความพยายามในอดีตของเขาไม่ได้สูญเปล่าเลย
ฟางต้าเลิ่งพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ต่อให้ตอนนี้ผมต้องตาย ผมก็นอนตายตาหลับแล้วล่ะ"
หวังชุ่ยเซียงได้ยินก็รีบพูดขัด
"คุณยังไม่ต้องรีบพอใจไปหรอก ฉันได้ยินมาว่าคะแนนของหลานชายคุณก็ดีมากเหมือนกัน ทางบ้านตระกูลลู่เองก็กำลังตั้งหน้าตั้งตาผลักดันให้เด็กคนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงให้ได้อยู่"
ฟางต้าเลิ่งตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่
"ช่างเป็นเด็กที่เอาถ่านจริงๆ นั่นก็เป็นลูกของฟางหยวนบ้านเราเหมือนกัน ตระกูลฟางของเรากำลังจะเปลี่ยนฐานะแล้ว"
หวังชุ่ยเซียงพยักหน้ารับ
"ใช่ นั่นก็ถือว่าเป็นผลงานความดีความชอบของคุณที่คอยบังคับให้แม่ของเด็กคนนี้ไปเรียนหนังสือเหมือนกัน"
ฟางต้าเลิ่งหัวเราะร่าด้วยความโง่งม
"มันก็ต้องเป็นผลงานของผมอยู่แล้วสิ"
นานทีปีหนกว่าที่ภรรยาคนนี้จะยอมเปิดปากชมเขา ฟางต้าเลิ่งจึงยิ้มกว้างจนแทบจะหุบปากไม่ลง
หวังชุ่ยเซียงปรายตามองฟางต้าเลิ่งแล้วก็พยักหน้ายอมรับ การที่ตาเฒ่าคนนี้ยึดมั่นในเรื่องการเรียนมาตลอด ในที่สุดมันก็แสดงผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ออกมาให้เห็นแล้ว
เธอจึงยอมพูดเสริมขึ้นมาอีกประโยค
"ชีวิตนี้ฉันยอมรับในตัวคุณก็แค่เรื่องนี้นี่แหละ"
ฟางต้าเลิ่งไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าภรรยาคนนี้จะยอมพูดจาอ่อนหวานกับเขา ชายชราถึงกับหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
ฟางต้าเลิ่งพูดไปพูดมาก็ลุกพรวดขึ้นยืน
"ไม่ได้การล่ะ ผมคงต้องไปตรวจร่างกายดูหน่อยแล้ว"
หวังชุ่ยเซียงตั้งตัวไม่ทัน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมตาเฒ่าคนนี้ถึงได้คิดจะทำอะไรก็ทำขึ้นมาดื้อๆ
"จะไปตรวจอะไรอีก"
ฟางต้าเลิ่งตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ท่าทีของคุณกับลูกสาวมันผิดปกติเกินไป ทำไมพวกคุณถึงต้องมาคอยเอาอกเอาใจผมด้วยล่ะ ถ้าไม่ได้ไปให้หมอตรวจดู ผมคงไม่สบายใจหรอก คุณเป็นภรรยาผมมาค่อนชีวิต ยังไม่เคยยอมตามใจผมแบบนี้มาก่อนเลยนะ คุณพูดความจริงมาเถอะ"
หวังชุ่ยเซียงโกรธจัดจนทนไม่ไหว เธอเตะตาเฒ่าไปหนึ่งที แถมยังใช้มือฟาดใส่ฟางต้าเลิ่งไปอีกหลายฉาด
"ทีนี้สบายใจหรือยัง"
ตาเฒ่าคนนี้มันเป็นพวกวอนหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ พอมีคนทำดีด้วยเข้าหน่อยก็กลับทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น
ฟางต้าเลิ่งหัวเราะแหะๆ ออกมา
"สบายใจแล้ว สบายใจแล้ว ร่างกายผมยังแข็งแรงดีอยู่เลย"
เขาคิดในใจว่า นี่แหละถึงจะเป็นท่าทางที่ถูกต้องของภรรยาเวลาที่ทำกับเขา ไม่อย่างนั้นภรรยาของเขาคงไม่กล้าลงมือทำร้ายร่างกายเขาอย่างสบายใจแบบนี้หรอก
หวังชุ่ยเซียงโกรธจนต้องหันหน้าหนีไม่อยากจะสนทนาด้วยอีก คนอะไรช่างเป็นพวกชอบหาเรื่องเจ็บตัวจริงๆ
ว่าแต่ปกติแล้วตัวเธอเป็นคนร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรือ พอพูดจาหวานหูแค่ไม่กี่ประโยคก็กลับทำให้สามีเกิดความหวาดระแวงไปได้
หวังชุ่ยเซียงถึงกับต้องเริ่มหันกลับมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเองเลยทีเดียว
พอมานั่งคิดดูแล้ว ลูกสาวกับลูกชายที่อายุโตป่านนี้แล้ว ในที่สุดก็เข้าใจสักทีว่าตอนที่พ่อของพวกเขาทุบตีสั่งสอนไปในอดีตนั้น มันมีเหตุผลแอบแฝงอยู่จริงๆ
ฟางต้าเลิ่งถือโอกาสหยิบยกเรื่องนี้มาใช้สั่งสอนหลานๆ ทันที
"พวกหลานต้องตั้งใจเรียนให้ดีนะ อย่าทำตัวเหมือนกับพ่อและคุณอาของหลานที่พออายุเท่านี้แล้วเพิ่งจะมาตระหนักได้ถึงความเก่งกาจของปู่ พอมาเสียใจทีหลังว่าตอนนั้นน่าจะตั้งใจเรียนมันก็สายไปเสียแล้ว พวกหลานห้ามทำเรื่องที่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเด็ดขาดเลยนะ"
[จบบท]