บทที่ 895 : ขุดหลุมฝังตัวเอง
ลู่หม่านอี้รู้สึกว่าตัวเองถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมและได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างมหาศาล
ทันทีที่ก้าวเท้ากลับเข้ามาถึงบ้าน เขาก็พุ่งตรงเข้าไปกอดลู่ชวนผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของตัวเองเอาไว้แน่นราวกับต้องการที่พึ่งพิง
“พ่อครับ พ่อบอกผมทีสิว่าทำไมผมถึงได้เป็นคนดีขนาดนี้ ดีจนตอนนี้ผมแทบจะกลายเป็นปรมาจารย์ผู้โดดเดี่ยวที่ไร้คู่ต่อสู้ไปแล้ว”
ลู่ชวนได้ยินประโยคนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความอ่อนใจ หากเขาไม่ลงมือสั่งสอนไอ้ลูกเวรคนนี้สักหน่อย อีกฝ่ายคงได้ใจและทำตัวเหลิงจนกู่ไม่กลับแน่ๆ
ชายหนุ่มปรายตามองลูกชายตัวดีพร้อมกับสวนกลับไปทันที
“นี่ลูกกะจะก้าวเท้าเข้าสู่วงการบันเทิงหรือยังไง ถึงได้มาเล่นละครฉากใหญ่ต่อหน้าพ่อแบบนี้”
อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว แต่กลับมายืนทำหน้างอง้ำออดอ้อนบีบน้ำตาเหมือนเด็กเล็กๆ ที่เพิ่งโดนแย่งขนม
หากเมื่อวันก่อนเจ้าตัวไม่ปากพล่อยพูดจาส่งเดชออกไป มีหรือที่จะต้องมานั่งตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาแบบนี้
ลู่หม่านอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“พ่ออย่าพูดแบบนั้นสิครับ ผมน่ะมีพรสวรรค์เรื่องนี้จริงๆ นะ แต่ผมแค่ไม่กล้าแสดงมันออกมาให้ใครเห็น ผมต้องพยายามเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ให้ลึกที่สุด
พ่อก็รู้ว่าตอนนี้ผมเก่งกาจและโดดเด่นมากจนคนอื่นพากันอิจฉาตาร้อน จนผมไม่เหลือเพื่อนคบสักคนแล้ว ถ้าขืนผมยังทำตัวโดดเด่นไปมากกว่านี้ มีหวังผมคงโดนคนพวกนั้นปาไข่เน่ากับเศษผักใส่หน้าแน่ๆ”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นฟังดูแหม่งๆ พิลึก แทนที่จะรู้สึกสลดหรือสำนึกผิด แต่มันกลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งภาคภูมิใจเสียอย่างนั้น
เห็นได้ชัดเจนเลยว่าไอ้ลูกชายตัวดีคนนี้ไม่ได้ซึมซับรับเอาบทเรียนจากความผิดพลาดของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
ลู่ชวนถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นผลักหัวไหล่ลูกชายออกห่างตัว
“พรสวรรค์เรื่องอื่นพ่อไม่รู้หรอกนะ แต่ไอ้พรสวรรค์เรื่องเล่นละครเนี่ย พ่อยอมรับเลยว่าลูกมีมันอยู่เต็มเปี่ยม เล่นเนียนจนถึงขั้นไปสวมรอยเป็นผู้ปกครองของคนอื่นได้เลยนี่ ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ แล้วก็ยืนคุยกันดีๆ”
คนเป็นพ่อคิดในใจว่าไอ้ลูกคนนี้คงนึกว่าเรื่องวีรกรรมที่ไปก่อเอาไว้จะสามารถปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ สินะ
ทางด้านลู่หม่านอี้เมื่อถูกจับได้ก็รู้ตัวทันทีว่าตัวเองคงหนีไม่พ้นการถูกชำระความในด่านนี้อย่างแน่นอน ชายหนุ่มแกล้งกระแอมไอกลบเกลื่อนความผิด
“อะแฮ่ม ถ้าจะให้พูดกันตามตรงเลยนะ ความคิดความอ่านของผมมันโตกว่าเด็กพวกนั้นตั้งเยอะ จะให้ผมไปรับบทเป็นผู้ปกครอง มันก็ไม่ได้ดูเกินจริงเลยนะครับพ่อ”
ลู่ชวนหมดความอดทน ยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่หน้าแข้งของลูกชายไปหนึ่งทีด้วยน้ำหนักที่ไม่เบาแต่ก็ไม่ได้หนักจนเกินไปนัก
“ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย อย่าคิดนะว่าจะใช้มุกตลกมาตบตาแล้วรอดตัวไปได้ง่ายๆ”
เมื่อเห็นว่าลูกไม้ตบตาใช้ไม่ได้ผล ลู่หม่านอี้ก็ยอมจำนนต่อหลักฐาน เขากะเอาไว้อยู่แล้วว่ายังไงก็ต้องโดนลงโทษ
ชายหนุ่มยอมคลายอ้อมกอดออกจากผู้เป็นพ่อแต่โดยดี เขาไม่กล้าพูดจาหยอกล้อเล่นหัวกับลู่ชวนอีกต่อไป จึงรีบเปลี่ยนประเด็นและปัดเรื่องการสวมรอยเป็นผู้ปกครองทิ้งไปทันที
“พ่อครับ ผมพูดจริงๆ นะ ตอนนี้ผมไม่มีเพื่อนคบเลยสักคน พวกเขาทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ความอิจฉาริษยานี่มันช่างเป็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัวจริงๆ ดูไม่ได้เอาซะเลย”
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจในใจ สันดานดิบของมนุษย์นี่แหละที่ทำให้เด็กหนุ่มผู้แสนดีอย่างเขาต้องมานั่งโศกเศร้าเสียใจอยู่แบบนี้
เมื่อนำวีรกรรมของลูกชายไปเปรียบเทียบกับเรื่องราววุ่นวายที่ติงชงชงก่อเอาไว้ ลู่ชวนก็รู้สึกว่าความผิดของลูกชายตัวเองยังพออยู่ในระดับที่สามารถหลับตาข้างหนึ่งและยอมรับได้
คนเป็นพ่อจึงยอมถอยให้ก้าวหนึ่งและพยายามเอ่ยปากปลอบใจออกไปแบบแกนๆ
“คนที่ไม่มีใครอิจฉา ก็คือคนไร้ความสามารถนั่นแหละลูก”
และเพื่อเป็นการทำให้ลูกชายคลายความกังวล ลู่ชวนจึงงัดเอาความภาคภูมิใจในอดีตของตัวเองออกมาอวดอ้างบ้าง
“ตั้งแต่เล็กจนโต พ่อเองก็เป็นเป้าหมายให้คนอื่นอิจฉามาตลอดเหมือนกัน”
นั่นเป็นการสื่อความหมายเป็นนัยว่า ลูกไม่ได้เป็นปรมาจารย์ผู้โดดเดี่ยวที่ไร้คู่ต่อสู้เพียงคนเดียวบนโลกใบนี้หรอกนะ
แต่ดูเหมือนว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์ในสมองของลู่หม่านอี้จะไม่ได้พุ่งไปที่จุดประสงค์หลักของผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า พ่อไม่มีเพื่อน แล้วก็ไม่มีเพื่อนสมัยเด็กเลยงั้นสิครับ”
ลู่ชวนแทบอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับ ไอ้ลูกคนนี้มันเลือกใช้คำพูดคำจาได้น่าถีบจริงๆ ช่างเป็นเด็กที่ไม่มีความน่ารักน่าเอ็นดูเอาเสียเลย
ความตั้งใจจริงที่อุตส่าห์อยากจะปลอบประโลมจิตใจของลูกชายพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา
“ไอ้ลูกคนนี้นี่ ถ้าไม่รู้เรื่องอะไรก็อย่ามาพูดส่งเดช พ่อน่ะเก่งกว่าลูกตั้งเยอะ ตอนยุคของพ่อ ผู้คนเขายังมีจิตใจซื่อสัตย์และบริสุทธิ์ใจกันอยู่มาก”
ลู่หม่านอี้ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบแทบทุกซี่
“พ่อครับ คำพูดของพ่อนี่มันลึกซึ้งกินใจจริงๆ”
ชายหนุ่มคิดในใจว่าสุดท้ายแล้วพ่อก็ยังคงเลือกที่จะยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเขา
“ในเมื่อผมเป็นคนเก่งกาจขนาดนี้ พวกเขาก็ควรจะพยายามเข้ามาทำความรู้จักคลุกคลีกับผมให้มากๆ สิ จะได้เรียนรู้ข้อดีจากตัวผมไปใช้บ้าง แค่ใจกว้างยอมรับความจริงนิดหน่อยก็ทำไม่ได้ พ่อว่าจริงไหมครับ”
ลู่ชวนขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด ไอ้ลูกเวรคนนี้ ตัวสูงกว่าเขาแล้วยังไม่พอ ทำไมถึงได้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและแผนการในหัวเยอะแยะขนาดนี้
“ไปเดินเล่นที่อื่นไป”
คนเป็นพ่อสะบัดมือไล่ เขาหมดอารมณ์ที่จะพูดจาปลอบใจไอ้เด็กหน้าเหม็นคนนี้อีกต่อไปแล้ว
ลู่หม่านอี้ยังคงไม่ยอมแพ้ เขยิบตัวเข้าไปอิงแอบและทำตัวงอแงใส่ผู้เป็นพ่ออีกครั้ง
“ผมไม่มีเพื่อนเหลือสักคนแล้ว จะให้ผมไปเดินเล่นกับใครล่ะครับ”
จังหวะนั้นเอง ฟางหยวนก็เดินก้าวเท้าเข้ามาในห้องพอดี เธอได้ยินบทสนทนาของสองพ่อลูกมาตั้งแต่ต้น
“ไม่มีเพื่อนคบ ไม่มีที่ให้ไปเดินเล่น งั้นก็ดีเลย เดี๋ยวแม่จะช่วยหาเพื่อนให้ลูกเอง ไปที่ฝั่งปู่หลิวสิ ทางนั้นกำลังต้องการตัวลูกพอดี เขาเต็มใจและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับลูกมากๆ เลยนะ”
หญิงสาวหันหน้าไปทางลู่ชวนก่อนจะอธิบายแผนการที่วางเอาไว้ในใจให้สามีฟัง
“เมื่อวานลุงเผิงก็เพิ่งจะบ่นให้ฉันฟัง ว่าช่วงนี้ทางฝั่งกองรถขนส่งงานหนักจนเขาเริ่มจะรับมือไม่ค่อยไหว อยากจะหาคนมาเป็นผู้ช่วยสักคน ฉันว่าให้หม่านอี้ไปทำหน้าที่นี้ก็เหมาะเจาะพอดีเลย”
ในมุมมองของฟางหยวน มนุษย์เราจะต้องการเพื่อนไปทำไมกัน ในเมื่อการออกไปทำงานสามารถสร้างรายได้และทำเงินเข้ากระเป๋าได้ งานนี่แหละคือเพื่อนสนิทที่แสนดีที่สุด
เธอจัดแจงตารางชีวิตและหน้าที่รับผิดชอบให้กับลูกชายตัวดีจนแน่นขนัดไปหมด
สาเหตุที่ลู่หม่านอี้เลือกที่จะวิ่งโร่มาฟ้องและระบายความน้อยอกน้อยใจให้พ่อฟัง ก็เป็นเพราะเขารู้กิตติศัพท์ของแม่ตัวเองดีว่าฟางหยวนมักจะจัดการปัญหาทุกอย่างด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมา เด็ดขาด และไร้ซึ่งความปรานี
ชายหนุ่มรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
“เดี๋ยวก่อนสิครับแม่ การคบเพื่อนของผม มันจะใช้วิธีสุ่มๆ เลือกเอาตามใจชอบแบบนี้ได้เหรอครับ”
ฟางหยวนเดินเข้าไปแทรกตัวเบียดลูกชายให้หลบทาง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างลู่ชวนอย่างสบายใจ
“สุ่มเลือกตรงไหนกัน หรือว่าลูกคิดว่าปู่หลิวเป็นคนไม่ดี หรือลูกคิดว่า...”
ขืนปล่อยให้แม่พูดจบประโยคมีหวังชีวิตเขาต้องจบสิ้นแน่ๆ อนาคตเขายังต้องไปทำงานคลุกคลีและพึ่งพาบารมีของคนเหล่านั้นอยู่อีกนาน
ลู่หม่านอี้รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
“เปล่าครับ ผมแค่รู้สึกว่า พวกเขาคือคนในครอบครัว ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเพื่อนหลายเท่าตัวเลยครับ”
ฟางหยวนพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
“ในเมื่อลูกคิดแบบนั้นก็ดีแล้ว ครอบครัวของลูกมีคนเยอะแยะมากมายขนาดนี้ ลูกก็เลิกบ่นจุกจิกถึงพวกคนที่ไม่สำคัญพวกนั้นได้แล้ว”
ลู่หม่านอี้แทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด พ่อกับแม่ช่างจัดการชีวิตลูกชายได้แบบลวกๆ และปัดความรำคาญเก่งเหลือเกิน
ทำไมถึงได้ด่วนสรุปตัดบทกันแบบนี้ นี่พวกเขาไม่คิดจะเปิดโอกาสให้ลูกชายได้แสดงความโศกเศร้าเสียใจบ้างเลยหรือไง
ลู่ชวนส่งยิ้มกว้างจนตาหยี
“เห็นไหมล่ะ ลูกสบายใจได้เลยนะ ด้วยฝีปากระดับลูก รับรองว่าไม่มีทางไร้เพื่อนคบแน่นอน เพื่อนที่แท้จริง เขาจะไม่อิจฉาในความเก่งกาจของลูกหรอก”
ในที่สุดเขาก็ได้รับคำปลอบโยนที่ดูเป็นผู้เป็นคนและปกติเหมือนชาวบ้านเขาสักที ลู่หม่านอี้มองหน้าพ่อ
“พ่อครับ วันนี้ย่าเชือดไก่ทำน้ำซุปไก่ให้พ่อกินใช่ไหมครับ”
ฟางหยวนรู้สึกหมั่นไส้และรับไม่ได้กับคำคมปลอบใจที่ฟังดูมีหลักการแต่กลวงโบ๋ของลู่ชวน เธอปรายตามองลูกชายด้วยสายตาเหยียดหยัน
“ย่าเขาเหลือซุปไก่ไว้ให้ลูกตั้งกะละมังนึง รีบไปกินซะสิ”
ลู่หม่านอี้ยกมือขึ้นกุมหน้าท้องของตัวเองเอาไว้แน่น
“ผมอิ่มจนจุกแล้วครับ”
ชายหนุ่มหมายถึงว่าเขาอิ่มอกอิ่มใจกับน้ำซุปไก่แห่งจิตวิญญาณที่ผู้เป็นพ่อเพิ่งจะกรอกหูให้ฟังไปเมื่อครู่นี้ต่างหาก
ลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็ยกมือขึ้นโบกหัวลูกชายไปอีกหนึ่งที
“ไปเดินเล่นที่อื่นไป จะมาเรื่องมากอะไรนักหนา”
ตอนนี้ในสายตาของลู่ชวนมีเพียงแค่ภาพของภรรยาคนสวยประทับอยู่เท่านั้น พื้นที่ในสายตาของเขาไม่มีที่ว่างเหลือให้ลูกชายตัวโตอีกต่อไปแล้ว
ลู่หม่านอี้รู้สึกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ช่างเป็นพ่อแม่ที่ปัดความรับผิดชอบได้อย่างหน้าไม่อายที่สุด
“สภาพจิตใจของผมย่ำแย่ขนาดนี้ พ่อกับแม่ไม่คิดจะหันมาสนใจไยดีกันหน่อยเหรอครับ ปัญหานี้มันรุนแรงมากเลยนะ”
ฟางหยวนตวัดสายตาคมกริบกวาดมองลูกชายหัวจรดเท้า ก่อนจะกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ห้องหนังสืออย่างช้าๆ
“ตอนนั้นยายของลูกใช้ไม้ขนไก่ฟาดแค่ไม่กี่ที ก็สามารถเยียวยารักษาสภาพจิตใจของแม่กับพวกพี่ๆ จนหายขาดเป็นปลิดทิ้ง ลูกสบายใจได้เลยนะ ยายถ่ายทอดวิชาไม้ตายก้นหีบนั้นมาให้แม่หมดแล้ว แม่เตรียมพร้อมจะเอามาใช้กับลูกเสมอ”
มุมปากของลู่หม่านอี้กระตุกยิกๆ ชายหนุ่มรีบหันหลังเดินหนีออกจากห้องไปทันที
แผนการบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารพังไม่เป็นท่า ขืนยังยืนหน้าด้านอยู่ตรงนี้ต่อไป มีหวังเขาคงได้รอรับการเยียวยาด้วยไม้ขนไก่จากผู้เป็นแม่อย่างแน่นอน
ลู่ชวนที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างหัวเราะงอหายจนตัวโยน เขาเอ่ยปากชมภรรยาด้วยความชอบใจ
“วิธีของคุณนี่มันได้ผลดีจริงๆ ไอ้เด็กนี่ดูสงบเสงี่ยมขึ้นเป็นกองเลย”
ฟางหยวนแค่นเสียงในลำคอ
“เด็กมันวอนโดนตี เรื่องแค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่ ฉันบอกแล้วไงว่าวิธีของแม่ฉันน่ะใช้ได้ผลดีที่สุด”
เวลาที่ลู่ชวนลงไม้ลงมือเตะลูกชายไปสองที เขารู้ตัวดีและควบคุมน้ำหนักการเตะเอาไว้แล้ว แต่ถ้าหากเป็นคนอื่นมาลงไม้ลงมือตีลูกชายสุดที่รัก คนเป็นพ่ออย่างเขาก็ยังคงรู้สึกปวดใจอยู่ดี
ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องความปลอดภัยของลูกชาย ลู่ชวนจึงเริ่มต้นปฏิบัติการเอาอกเอาใจและพูดจาหว่านล้อมภรรยา
เพื่อเห็นแก่ลูกชาย คนเป็นพ่อก็ต้องทุ่มเทและพยายามอย่างหนักถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ลูกชายตัวดีมันจะซาบซึ้งในความเสียสละของเขาบ้างหรือเปล่า
อันที่จริงแล้วเรื่องที่ลู่หม่านอี้บ่นว่าไม่มีเพื่อนคบนั้น มันก็เป็นเพียงแค่การระบายความหงุดหงิดออกมาไม่กี่ประโยคเท่านั้น
แถมลึกๆ แล้วในใจของเขาก็ยังเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเอง ก็ใครใช้ให้เขาเก่งกาจจนกลายเป็นปรมาจารย์ผู้โดดเดี่ยวที่ไร้คู่ต่อสู้กันล่ะ
แต่เขากลับประเมินความตื่นตูมและความเอาจริงเอาจังของคนในครอบครัวต่ำเกินไป ถึงแม้ว่าผู้เป็นพ่อกับแม่จะไม่ได้แสดงท่าทีสนใจไยดีเรื่องสุขภาพจิตของเขาสักเท่าไหร่ แต่ปู่ ย่า และพวกน้องสาวในบ้านกลับเก็บเอาคำตัดพ้อเหล่านั้นไปคิดเป็นจริงเป็นจัง
ตกเย็นวันนั้น พั่งยาจัดการเกณฑ์เอาเพื่อนร่วมชั้นเรียนของตัวเองทั้งหมดมาที่บ้าน ก่อนจะดันตัวเพื่อนๆ ไปข้างหน้าและแนะนำให้ลู่หม่านอี้รู้จัก
“พี่คะ เพื่อนของหนูก็เหมือนเพื่อนของพี่นั่นแหละ พวกเขาทุกคนล้วนเป็นเด็กเรียนดีและเก่งกาจกันทั้งนั้น ต่อไปนี้พวกเราทุกคนคือแก๊งเดียวกันแล้วนะคะ เราจะมาวิ่งเล่นด้วยกันทุกวันเลย”
ลู่หม่านอี้คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเพียงแค่คำพูดบ่นลอยๆ ไม่กี่ประโยค จะกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเองจนต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้
นี่เขาต้องลดตัวลงมาวิ่งเล่นไล่จับกับพวกเด็กประถมงั้นเหรอ
“ขอบใจเธอมากนะ”
หลังจากนั้นไม่นาน หม่านเยว่ก็เดินนำขบวนพาแก๊งเด็กเล็กซนๆ อีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาในบ้าน พร้อมกับประกาศประโยคเดิมว่า 'เพื่อนของหนูก็คือเพื่อนของพี่'
ลู่หม่านอี้ได้แต่แอบบ่นก่นด่าโชคชะตาอยู่ในใจ นี่สถานะทางสังคมของเขามันตกต่ำลงไปอีกขั้นแล้วงั้นสิ กลายเป็นว่าตอนนี้เขาต้องมานั่งเล่นคลุกฝุ่นกับเด็กเล็กแทน
ลู่หม่านอี้ทำได้เพียงเอ่ยปากขอบคุณในความหวังดีของเหล่าน้องสาว ตอนนี้เขาจับพลัดจับผลูกลายมาเป็นหัวโจกผู้นำแก๊งเด็กไปซะแล้ว
แถมพออยู่ในบ้าน เขายังต้องมารับหน้าที่ติวการบ้านให้กับกลุ่มเด็กที่ถูกอวดอ้างสรรพคุณว่ามีความเก่งกาจและยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับเขาอีกต่างหาก นี่มันเวรกรรมอะไรของเขากันเนี่ย
ลู่หม่านอี้อยากจะตะโกนดังๆ ว่าเขารู้สึกสำนึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปจริงๆ เขาไม่ควรทำตัวเย่อหยิ่งอวดดี และไม่ควรปากพล่อยพูดจาบ่นบ้าบออะไรแบบนั้นออกไปเลย
อันที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเพื่อนคบสักหน่อย และเขาก็ไม่ได้ต้องการการดูแลเอาใจใส่แบบนี้ด้วย
ฟางหยวนยืนกอดอกทอดสายตามองดูสภาพอันน่าเวทนาของลูกชาย เธอไม่พลาดที่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมให้จมดิน
“ถ้าลูกยังรู้สึกว่าตัวเองมีเพื่อนน้อยเกินไป แม่ก็สามารถพาเพื่อนของแม่มาแนะนำให้ลูกรู้จักได้เหมือนกันนะ ลูกต้องเชื่อใจแม่นะ ว่าแม่น่ะเป็นห่วงเป็นใยลูกมากกว่าพวกน้องสาวของลูกซะอีก”
ลู่หม่านอี้แทบจะหลุดปากถามออกไปคำหนึ่งว่า 'แม่มีเพื่อนคบกับเขาด้วยเหรอครับ' แต่เพราะกลัวว่าผู้เป็นแม่แท้ๆ จะขุดหลุมพรางดักฝังเขาอีก ชายหนุ่มจึงทำได้แค่กลืนคำพูดนั้นลงคอไป
“ปล่อยผมไปเถอะครับ พอแล้ว แค่นี้มันก็มากเกินพอแล้วจริงๆ”
เขาไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบ่นออกมาสักคำ แม่แท้ๆ ของเขาช่างหาจังหวะซ้ำเติมเก่งเหลือเกิน ไม่ได้มีความห่วงใยอะไรในตัวเขาสักนิด ชีวิตช่วงนี้ของเขามีแต่คราบน้ำตาล้วนๆ
สิ่งที่ลู่หม่านอี้หวาดกลัวมากที่สุดก็คือ กลัวว่าแม่จะไปเกณฑ์รวบรวมพรรคพวกอีกกลุ่มมาเป็นเพื่อนเล่นกับเขา ถึงเวลานั้นเขาคงจะมืดแปดด้านและไม่มีแม้แต่ซอกมุมให้หลบไปยืนร้องไห้แน่ๆ
แต่โชคดีที่แม่ของเขาไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้น ทว่าความโชคร้ายกลับมาเยือนในรูปแบบอื่น เมื่อผู้เป็นย่าจัดการจูงมือเขาไปแนะนำตัวทำความรู้จักกับแก๊งเพื่อนบ้านตาเฒ่ายายแก่แทน เพื่อเป็นการเติมเต็มช่องว่างเรื่องเพื่อนคบให้หลานชายอย่างสมบูรณ์แบบ
[จบบท]