บทที่ 917 : มีคนจ้องจะเล่นงาน
ชาวบ้านแต่ละหลังล้วนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ การจัดเตรียมอาหารคาวหวานเต็มโต๊ะเพื่อมาต้อนรับพวกเขานั้นต้องใช้เงินทองไม่ใช่น้อย ครอบครัวลู่จึงรู้สึกเกรงใจจนไม่อยากรบกวนใคร
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเจออาหารมื้อใหญ่ติดต่อกันมาหลายวัน แม่ลู่ก็ชักจะอยากซดแค่ข้าวต้มร้อนๆ กับผัดผักใบเขียวธรรมดามากกว่า อีกทั้งยังนึกห่วงสุขภาพของพ่อลู่ที่ต้องดื่มเหล้าติดๆ กันมาหลายวันแล้วด้วย
พ่อลู่เป็นคนเติบโตมาจากหมู่บ้านแห่งนี้ ย่อมรู้ซึ้งถึงน้ำใจอันลึกซึ้งของชาวบ้านดี ในเมื่อทุกคนตั้งใจเตรียมของมารับรองด้วยความจริงใจ เขาเองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะปฏิเสธ
“ถ้าจะให้ปัดน้ำใจเลยมันก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย พ่อยิ่งเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งอยู่ด้วยสิ”
ทางด้านแม่ลู่เองก็เลือกที่จะปิดปากเงียบ เธอไม่ใช่คนช่างเจรจามาแต่ไหนแต่ไร ปกติใครว่าอย่างไรก็มักจะเออออตามน้ำไปเสียหมด
แม้ว่าช่วงหลายปีที่ย้ายไปอยู่เมืองมณฑล เธอจะซึมซับความเด็ดขาดมาจากลูกสะใภ้บ้างแล้ว ทว่าพอกลับมาเหยียบแผ่นดินบ้านเกิดทีไร ความมั่นใจเหล่านั้นก็มักจะปลิวหายไปจนหมด กลับกลายเป็นหญิงวัยกลางคนผู้หงอๆ คนเดิมทุกที
ฟางหยวนเห็นท่าทีอึกอักของพ่อแม่สามีแล้วก็ไม่อยากปล่อยให้พวกท่านต้องลำบากใจ หญิงสาวจึงยืดอกรับหน้าแทนทันที
“เดี๋ยวฉันไปปฏิเสธให้เองค่ะ”
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องยากลำบากใจทั้งหลายก็ตกเป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้คนเก่งอยู่ดี
แม่ลู่เองก็เพิ่งตระหนักได้ว่า ภาพจำของเธอกับสามีในสายตาชาวบ้านยังคงเป็นคนหัวอ่อนและยอมคนอยู่นั่นเอง
ต่อให้ปัจจุบันพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากแค่ไหน แต่พอกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็อดไม่ได้ที่จะถูกคนอื่นลากจมูกไปตามน้ำอยู่ดี
แตกต่างจากฟางหยวนโดยสิ้นเชิง ภาพลักษณ์ของเธอในสายตาชาวบ้านคือผู้หญิงแกร่งที่ไม่ควรเข้าไปตอแยด้วย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่หญิงสาวอ้าปากพูด จึงแทบจะไม่มีใครกล้าปริปากโต้แย้งเลยแม้แต่คนเดียว
แม่ลู่หันไปมองหน้าพ่อลู่พลางถอนหายใจยาว เธอบ่นกระปอดกระแปดว่านี่คงเป็นเพราะพวกเธอสร้างฐานอำนาจในหมู่บ้านไว้ไม่ดีพอตั้งแต่แรก
หญิงวัยกลางคนทอดสายตามองแผ่นหลังของลูกสะใภ้ด้วยแววตาเลื่อมใสศรัทธา
“ชาตินี้ถ้าแม่มีบารมีได้สักครึ่งหนึ่งของฟางหยวนนะ แม่ก็นอนตายตาหลับแล้ว”
พ่อลู่ปรายตามองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ก่อนจะเอ่ยปากแฉความจริงออกมาหน้าตาเฉย
“ไหนตอนแรกบอกว่าขอแค่มีสักหนึ่งในสิบของลูกสะใภ้ก็เก่งแล้วไง”
พออยู่ต่อหน้าสามี แม่ลู่ก็มักจะกล้าต่อปากต่อคำขึ้นมาเสมอ เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเถียงกลับไป
“แล้วแม่จะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองสูงขึ้นหน่อยไม่ได้หรือไง คนเรามันก็ต้องมีความมุ่งมั่นกันบ้างสิ”
ในขณะเดียวกัน ฟางหยวนก็กำลังพูดจาปฏิเสธคำเชิญชวนของชาวบ้านด้วยท่าทีนอบน้อมแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด
“ฉันรู้ว่าทุกคนเป็นห่วงพวกเรา แล้วก็เข้าใจถึงน้ำใจของทุกคนดีค่ะ ขอรับไว้แค่น้ำใจก็พอนะคะ ส่วนเรื่องกินข้าวน่ะไม่ต้องหรอก พ่อกับแม่ของฉันไม่ได้กลับมาตั้งหลายปี ถ้ามัวแต่เลี้ยงข้าวกันไปมามันจะดูห่างเหินกันเปล่าๆ”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของหญิงสาวสามารถจัดการปัญหาได้อย่างชะงัดนัก เมื่อเธอตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ไป ก็คือไม่ไป
ต่อให้เป็นการชวนไปกินข้าวหรือเลี้ยงสังสรรค์ ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าเซ้าซี้หรือบังคับฝืนใจฟางหยวนเลยสักคน
ชาวบ้านบางคนถึงกับเดินมาซุบซิบกับแม่ลู่ด้วยท่าทีเกรงอกเกรงใจ
“สะใภ้บ้านเธอนี่ แค่อ้าปากพูดฉันก็ไม่กล้าเถียงแล้ว ดูมีบารมียิ่งกว่าพวกข้าราชการเสียอีกนะ”
แม่ลู่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกลำบากใจที่จะโอ้อวดออกไปว่า ลูกสะใภ้ของเธอมีลูกน้องให้คุมตั้งมากมาย บารมีจะไปน้อยกว่าพวกข้าราชการได้อย่างไร แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เลือกที่จะตอบกลับไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“สะใภ้ของฉันก็เป็นใหญ่ในบ้านอยู่แล้วล่ะ เป็นหัวหน้าครอบครัวตัวจริงเลย เชื่อฟังสะใภ้ฉันน่ะถูกแล้ว”
จากนั้นเธอก็หันไปพูดคุยอธิบายกับชาวบ้านคนอื่นๆ ต่อ
“บอกทุกคนให้เข้าใจตรงกันเลยนะ ว่าพวกเรารับรู้น้ำใจ แล้วก็รู้ว่าทุกคนเป็นห่วงครอบครัวเรา แต่ไม่ต้องลำบากเสียเงินเสียทองกันหรอก แต่ละบ้านก็ต้องทำมาหากินกันทั้งนั้น คิดซะว่าพวกเรากินข้าวกับทุกคนแล้วก็แล้วกันนะ”
ด้วยเหตุนี้เอง แม่ลู่จึงสามารถส่งแขกทุกคนกลับไปได้ด้วยรอยยิ้ม
คล้อยหลังครอบครัวลู่ ชาวบ้านต่างก็พากันจับเข่าคุยว่า สองสามีภรรยาตระกูลลู่ย้ายไปอยู่เมืองมณฑลมาหลายปีจนแทบจะจำไม่ได้แล้ว
โดยเฉพาะแม่ลู่ที่ตอนนี้พูดจาฉะฉานมีกลิ่นอายของคนเมือง ดูผิดแผกไปจากชาวบ้านร้านตลาดอย่างพวกเขาราวฟ้ากับเหว
แต่ก็มีบางคนพูดแย้งขึ้นมา
“ถึงครอบครัวลู่จะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่น้ำใจเขาก็ยังเหมือนเดิมนะ”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง เพราะตระกูลลู่นั้นวางตัวดีกว่าบ้านอื่นจริงๆ
ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ครอบครัวลู่ที่ย้ายไปอยู่เมืองมณฑล ทว่าเมื่อมีชาวบ้านดั้นด้นไปขอความช่วยเหลือ คนบ้านอื่นมักจะแสดงท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์และมองเหยียดชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด
ผิดกับตระกูลลู่ที่เปิดประตูต้อนรับเสมอ หากพอจะยื่นมือเข้าช่วยได้ พวกเขาก็ไม่เคยปฏิเสธหรือแสดงท่าทีรังเกียจคนบ้านเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
หากลู่ชวนอยู่บ้าน เขาก็จะมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนชาวบ้านด้วยตัวเอง แต่ถ้าลู่ชวนไม่อยู่ พ่อลู่ก็จะเป็นคนออกมารับรองแขกแทนเสมอ
การกระทำที่เสมอต้นเสมอปลายตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เอง ที่ทำให้ตระกูลลู่ยังคงเป็นที่รักและเคารพของคนในหมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน
ในที่สุด พ่อลู่กับแม่ลู่ก็ได้นั่งล้อมวงกินข้าวในบ้านของตัวเองเสียที พ่อลู่กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้าน ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“บ้านใหม่หลังเบ้อเริ่มเทิ่ม เพิ่งจะอยู่ได้ไม่ถึงสองปีเอง”
“นั่นน่ะสิ”
แม่ลู่รีบผสมโรงทันที
“ตอนแรกที่คิดจะสร้างบ้านใหม่ ฉันยังไม่กล้าฝันเลยด้วยซ้ำ พอสร้างเสร็จครอบครัวเราก็ดันย้ายไปอยู่เมืองมณฑลกันหมด บ้านใหม่ในหมู่บ้านหลังนี้ฉันยังเห่อไม่ทันไรเลย”
ฟางหยวนเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนเหมือนกันว่า พวกเธอจะต้องระหกระเหินย้ายไปอยู่เมืองมณฑลเร็วขนาดนี้ การปล่อยบ้านหลังใหญ่โตให้ทิ้งร้างไว้ก็ดูน่าเสียดายจริงๆ
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่สามียังคงอาลัยอาวรณ์กับการอยู่บ้านใหม่ หญิงสาวจึงเสนอขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้น เอาไว้พวกเราไปปรับปรุงบ้านที่เมืองมณฑลใหม่ดีไหมคะ”
พ่อลู่รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“อย่าไปหาเรื่องเสียเงินเลย ที่อยู่ทุกวันนี้ก็ดีถมไปแล้ว คนเราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี เอาเงินตรงนั้นไปซื้อตึกแถวเก็บไว้ให้หลานชายฉันดีกว่า”
แม่ลู่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงัก รีบพูดเสริมผู้เป็นสามีทันที
“สร้างบ้านใหม่ในหมู่บ้าน คนเขายังพอจะชมว่าพวกเราเก่ง สร้างตัวได้ไม่น้อยหน้าใคร เวลาฉันเดินไปไหนมาไหนก็ยืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ แต่ถ้าไปปรับปรุงบ้านที่เมืองมณฑล ต่อให้ทำซะหรูหราแค่ไหน ฉันจะเอาไปอวดใครได้ล่ะ ใช้ชีวิตอยู่กันเองก็รู้กันอยู่แค่นี้แหละ”
สองสามีภรรยาคู่นี้ช่างมีมุมมองการใช้ชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงซะจริงๆ
ฟางหยวนฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ตรรกะของพวกท่านก็คือ การร่ำรวยนั้นต้องกลับมาอวดที่บ้านเกิด ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้จะไปโอ้อวดให้ใครดูนั่นเอง
พ่อลู่นั่งนึกย้อนไปถึงอดีต ก่อนจะเปรยขึ้นมา
“เมื่อก่อนตอนพวกเรากลับมาหมู่บ้าน ก็มักจะมีเรื่องวุ่นวายให้ต้องรีบจัดการแล้วก็รีบกลับ แต่คราวนี้ไม่มีธุระอะไรด่วน นั่งเล่นนอนเล่นอยู่บ้านมันก็สบายดีหรอกนะ เสียอยู่อย่างเดียวคือขาดรายได้นี่แหละ ร้านของพ่อจ้างช่างตั้งวันละสิบกว่าหยวนเชียวนะ”
ฟางหยวนยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดปลอบใจผู้เป็นพ่อสามี
“ร้านของพ่อน่ะ เดี๋ยวช่างฝั่งลู่เสี่ยวซานเขาก็แวะไปช่วยดูแลให้เองแหละค่ะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ต่อให้พ่อไม่อยู่ร้านก็ยังมีรายได้เข้ามาทุกวัน จ่ายค่าจ้างช่างได้สบายๆ อยู่แล้ว”
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เจ้าเด็กแสบลู่หม่านอี้นี่หาแต่เรื่องมาให้ฉันปวดหัวทีเดียว ทำไมไม่เห็นไปวุ่นวายกับร้านของพ่อบ้างเลยนะ”
พ่อลู่สะดุ้งโหยง รีบออกตัวปฏิเสธเสียงหลง
“แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ พ่อหัวไวสู้พวกเธอไม่ได้หรอก ร้านของพ่อปล่อยไว้แบบนี้แหละดีที่สุดแล้ว”
ดูเอาเถอะ ชายวัยกลางคนก็ใช่ว่าจะยอมเอาเงินไปให้คนอื่นบริหารจัดการเสียเมื่อไหร่ ฟางหยวนนึกขำในใจ ก่อนจะแกล้งพูดสัพยอก
“ฉันล่ะเสียดายจริงๆ ที่จิตใจไม่เด็ดเดี่ยวเหมือนพ่อ”
แม่ลู่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ถึงกับเลิกคิ้วสูง รีบกางปีกปกป้องหลานชายสุดที่รักทันที
“เรื่องที่หลานชายฉันทำน่ะถูกต้องที่สุดแล้ว”
กลายเป็นว่าบทสนทนานี้ คนสามคนดันมีความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย พ่อลู่เห็นท่าไม่ดีจึงต้องรีบทำตัวเป็นกาวใจเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อยุติสงครามน้ำลายขนาดย่อมๆ นี้ไปโดยปริยาย
แต่แล้วเรื่องราวชวนปวดหัวก็ดันมาเยือนจนได้ ครอบครัวฝั่งแม่ของฟางหยวนนั้นย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองมณฑลกันหมดแล้ว ส่วนบ้านเดิมของหงเย่ก็อยู่ที่เมืองมณฑลมาตั้งแต่ต้น ทางด้านญาติฝั่งแม่ลู่ก็ตัดขาดการติดต่อกันไปเนิ่นนานแล้ว
จะเหลือก็แต่ครอบครัวของอดีตลูกสะใภ้ใหญ่ ที่ถึงแม้จะไม่ได้ไปมาหาสู่กันนานแล้ว แต่พอคนพวกนั้นได้กลิ่นความเจริญของตระกูลลู่ ก็รีบแจ้นมาหาถึงหน้าประตูบ้านทันที สถานการณ์แบบนี้มันน่ากระอักกระอ่วนใจสิ้นดี
แน่นอนว่าคนที่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจย่อมมีแต่ครอบครัวของหลี่เหมิงเท่านั้น คนอย่างฟางหยวนไม่มีทางมานั่งรู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องพรรณนี้อยู่แล้ว
หากยึดตามความคิดของพ่อลู่กับแม่ลู่ ถึงแม้ว่าลูกชายคนโตกับอดีตลูกสะใภ้จะหย่าขาดกันไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรหลี่เหมิงก็ยังได้ชื่อว่าเป็นแม่แท้ๆ ของต้าเป่า พวกท่านจึงไม่อยากจะฉีกหน้าอีกฝ่ายให้ต้องอับอายขายขี้หน้ามากนัก
ทว่าครอบครัวของหลี่เหมิงช่างไร้ซึ่งความตระหนักรู้ในตัวเองอย่างสิ้นเชิง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาส่งลูกสาวแต่งเข้าบ้านคนอื่นแล้วก็แทบจะไม่เคยกลับมาเหลียวแล
ครั้นพอได้ยินเสียงเล่าลือว่าตระกูลลู่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ตัวเองกลับไม่ได้ผลประโยชน์อะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย พี่สะใภ้หลี่จึงทนไม่ไหว บุกมาโวยวายถึงหน้าบ้านทันที
“บ้านลู่ของพวกแกมันพวกเนรคุณ! พอได้ดิบได้ดีก็ตัดขาดญาติพี่น้อง คนบ้านนอกอย่างพวกเราน่ะซื่อสัตย์จริงใจ ฉันล่ะไม่เคยเห็นใครหน้าไม่อายเหมือนคนบ้านลู่เลยจริงๆ!”
[จบบท]