บทที่ 920 : ออกโรงแทนคนซื่อ
แม่สามีของเธอน่ะดี แต่ถ้าเธอเป็นแม่สามีบ้างก็คงไม่แน่หรอก ตัวเองนิสัยยังไงไม่รู้หรือไง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าพูดออกมาหรอก เพราะฟางหยวนในหมู่บ้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันขั้นสุด
เห็นได้ชัดว่าฟางหยวนไม่ได้มีความตระหนักรู้ในตัวเองข้อนี้เลยสักนิด เธอตวัดสายตามองตรงไปยังครอบครัวตระกูลหลี่
“เจอคนแบบนี้เข้าไป จะให้ชีวิตมันดีได้ยังไง”
แม่ลู่ที่ยืนอยู่ข้างกันก็รีบรับลูกผสมโรงทันที
“บ้านฉันนี่ไงเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดๆ เลย”
พี่สะใภ้หลี่โกรธจนสติหลุด เธอพุ่งตัวเข้าไปหาฟางหยวนหมายจะทำร้าย คำพูดพวกนี้มันพูดออกมาได้ที่ไหนกัน ถ้าขืนปล่อยให้พูดต่อไป เด็กๆ ในบ้านเธอจะแต่งงานมีครอบครัวกันได้ยังไง งานนี้ได้สร้างศัตรูกันชนิดผีไม่เผาเงาไม่เหยียบแน่นอน
ทางด้านฟางหยวนไม่ได้สะทกสะท้านเลยสักนิด เธอคว้าเอากะละมังแตกใบหนึ่งขึ้นมากันท่าการโจมตีของพี่สะใภ้หลี่เอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
“ฉันบอกไปตั้งนานแล้วนะว่าถ้ากล้ามาอาละวาดก็ต้องรับผลที่ตามมาให้ได้ เมื่อกี้ฉันพูดไปแล้วว่าตอนนี้มันเป็นแค่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งชาวบ้าน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอลงไม้ลงมือ มันจะกลายเป็นคดีอาญาทันที แล้วฉันก็จะแจ้งตำรวจ”
ฟังดูเหมือนเป็นคำเตือนที่หวังดี แต่ทุกคนในที่นั้นต่างดูออกกันหมดว่า ฟางหยวนตั้งใจจะยืนดูงิ้วโรงนี้ให้หนำใจก่อนแล้วค่อยลงมือจัดการปัญหา
เธอจงใจปล่อยให้เรื่องราวมันบานปลายใหญ่โตออกไปก่อนแล้วค่อยเรียกตำรวจ เพราะกลัวว่าชื่อเสียงเน่าเหม็นของครอบครัวหลี่เหมิงจะดังก้องไปไม่ถึงหูชาวบ้านน่ะสิ
แม่ลู่เองก็มองออกทะลุปรุโปร่งว่า ลูกสะใภ้คนนี้คงจะอยู่บ้านว่างจนเกินไป พอคนตระกูลหลี่โผล่มาหาเรื่องถึงที่ก็เลยเข้าทาง มีเรื่องสนุกให้ทำแก้เบื่อพอดี ถึงได้ลากยาวมาจนป่านนี้
แม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังมองเกมออกว่า ฟางหยวนจงใจเล่นใหญ่จัดฉากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เพื่อจะจัดการถอนรากถอนโคนครอบครัวของหลี่เหมิงให้สิ้นซาก
ไม่อย่างนั้นเธอคงจัดการไปตั้งนานแล้ว การไปแจ้งตำรวจมันไม่เร็วกว่าการถ่อไปตามชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงให้มาเป็นพยานหรือยังไงกัน
ลองดูสภาพหมู่บ้านตอนนี้สิ ชาวบ้านแห่กันมามุงดูจนแน่นขนัด ล้อมวงกันเข้าไปตั้งหลายชั้น
บรรดาชาวบ้านตระกูลลู่ที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกันเริ่มตะโกนเชียร์เสียงขรม
“แจ้งตำรวจเลย แจ้งตำรวจจับไปเลย ครอบครัวนิสัยเสียแบบนี้ขืนพูดด้วยเหตุผลไปก็เสียเวลาเปล่า ต้องให้ตำรวจมาจัดการคนพวกนี้”
จากนั้นก็มีเสียงคนตะโกนแทรกขึ้นมากลางวง
“แบบนี้มันเข้าข่ายก่อกวนความสงบ บุกรุกข่มขู่ หรือว่ากรรโชกทรัพย์กันแน่เนี่ย”
ข้อหาที่ถูกยกขึ้นมาอ้างนั้น ฟังดูแล้วก็เข้าเค้าความผิดของคนตระกูลหลี่ไปเสียทุกข้อ
ฟางหยวนกวาดสายตามองไปตามเสียงนั้นทันที พอได้ฟังรูปประโยคก็รู้เลยว่าต้องเป็นคนมีความรู้แน่ๆ แล้วเธอก็ต้องหลุดยิ้มออกมา ที่แท้ก็เป็นเพื่อนสนิทของลู่ชวนนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้พูดจามีหลักการและช่วยซ้ำเติมได้ตรงจุดขนาดนี้
ชายหนุ่มคนนั้นฉีกยิ้มกว้างให้ฟางหยวนเป็นการทักทาย ก่อนจะหดคอหลบวูบหายกลืนไปกับฝูงชน ช่างเป็นคนที่ซ่อนคมไว้มิดชิดเสียจริง
สันดานที่แท้จริงของครอบครัวหลี่เหมิงเป็นยังไง มีหรือที่คนในหมู่บ้านเดียวกันจะรอดพ้นสายตาไปได้ ทันใดนั้นชาวบ้านจากฝั่งหมู่บ้านตระกูลหลี่ก็เริ่มทนไม่ไหว พูดแทรกขึ้นมาบ้าง
“บ้านนี้ก็เป็นซะแบบนี้แหละ ฉันก็นึกว่าช่วงสองปีมานี้จะเงียบๆ ไปแล้ว เปลี่ยนแปลงตัวเองให้มันดีขึ้น ที่ไหนได้ก็ยังสันดานเดิม ตามมาทำเรื่องขายหน้าไกลถึงที่นี่เลย”
เมื่อฟางหยวนสามารถปลุกปั่นบรรยากาศรอบข้างให้ร้อนระอุขึ้นมาได้สำเร็จ เธอก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วถอยออกมายืนดูงิ้วฉากใหญ่อย่างสบายใจ เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการกับพวกหน้าเงินกลุ่มนี้ไม่ได้
งานนี้แทบไม่ต้องพึ่งพาคนในหมู่บ้านตัวเองให้ออกโรงพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะบรรดาชาวบ้านจากหมู่บ้านของหลี่เหมิงต่างพากันสาดคำพูดถากถางใส่ครอบครัวตัวต้นเรื่องกันอย่างไม่ขาดสาย พวกเขารู้สึกรังเกียจและรับไม่ได้ที่คนบ้านนี้มารังควานสร้างเรื่องขายหน้าข้ามหมู่บ้านแบบนี้
“คนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ทำไมพวกเธอถึงไม่เข้าข้างคนกันเองบ้างเลย”
พี่สะใภ้หลี่โอดครวญอย่างน้อยใจ ก่อนที่แม่เฒ่าหลี่จะรีบพูดสมทบ
“ฉันก็อายุตั้งขนาดนี้แล้ว พวกเธอจะทนดูฉันโดนคนหมู่บ้านอื่นรังแกได้ลงคอเชียวเหรอ ถ้าคนหมู่บ้านเราไม่รวมหัวกัน เดี๋ยวคนอื่นเขาก็เอาไปหัวเราะเยาะเอาหรอก”
ใครเขาจะอยากไปรวมหัวกับพวกหน้าไม่อายแบบนี้กัน ขืนเข้าไปข้องเกี่ยวด้วย อนาคตลูกสาวลูกชายในหมู่บ้านจะหาคู่ครองได้ยังไง
ชาวบ้านต่างพากันขยับตัวถอยห่างออกจากคนตระกูลหลี่ราวกับกลัวจะติดเชื้อร้าย บางคนถึงกับถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความขยะแขยงแล้วสวนกลับไปทันควัน
“อย่ามาพูดแบบนี้นะ หมู่บ้านเราน่ะพูดด้วยเหตุผลกันทุกคน ยกเว้นบ้านพวกเธอนั่นแหละ”
ชาวบ้านจากหมู่บ้านเดียวกันต่างพากันวิจารณ์ต่ออย่างไม่ไว้หน้า
“มันก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลสิ ตระกูลลู่นิสัยใจคอเป็นยังไง ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งหมู่บ้านทั้งตำบลว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ ลูกสาวบ้านพวกเธอได้แต่งเข้าตระกูลลู่นับว่าเป็นบุญวาสนาขนาดไหนแล้ว ตอนที่ลู่เฟิงทำงานอยู่ที่ตำบล เขาดีกับลูกสาวบ้านพวกเธอขนาดไหน ทุกคนเขาก็เห็นกันถ้วนหน้า พวกเธอควรจะรู้จักพอใจในสิ่งที่มี ไม่ใช่มาเต้นแร้งเต้นกาหาเรื่องแบบนี้”
โบราณถึงได้บอกไว้ว่า คนเราเวลาจะทำอะไรควรเหลือทางถอยให้ตัวเองบ้าง สายตาทุกคู่ที่จับจ้องมองมาล้วนเห็นความจริงกระจ่างแจ้ง ไม่ใช่ว่าอยากจะพูดปั้นน้ำเป็นตัวยังไงก็ได้ตามใจชอบ
“ตระกูลลู่มันทำให้ชีวิตน้องสาวฉันต้องพังทลาย ตอนนี้หย่ากันแล้ว ฉันก็ต้องมาทวงความยุติธรรมให้น้องสาวฉันสิ”
ชาวบ้านฝั่งหลี่เหมิงได้ยินดังนั้นก็สวนกลับทันที
“แล้วตอนนี้น้องสาวเธอไปมุดหัวอยู่ที่ไหนล่ะ ทำไมไม่ยอมโผล่หน้าออกมาพูดเองล่ะว่าทำไมถึงต้องหย่า ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย แล้วพวกฉันจะไปออกโรงปกป้องได้ยังไง อย่าบอกนะว่าที่ตระกูลลู่พูดมามันเป็นความจริง พวกเธอแค่หวังจะมารีดไถเงินเท่านั้น น้องสาวเธอก็มีลูกชายตัวโตอยู่ทั้งคน ต่อให้รีดไถเงินไปได้ มันก็ไม่ตกถึงมือพวกเธอหรอก เลิกทำตัวขายหน้าได้แล้ว”
พี่สะใภ้หลี่ยังคงไม่ยอมแพ้
“น้องสาวฉันยังมีแม่แก่ๆ ต้องดูแลอยู่นะ ก็ต้องเอาเงินมาเลี้ยงดูแม่สิ”
คราวนี้ไม่ต้องรอให้ชาวบ้านตระกูลหลี่ออกโรง คนทางฝั่งของฟางหยวนก็ตะโกนแทรกขึ้นมาทันที
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทวงเอากับน้องสาวเธอสิ มาเรียกร้องอะไรกับตระกูลลู่”
ตามมาด้วยเสียงสมทบจากคนหมู่บ้านตระกูลหลี่
“น้องสาวเธอก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ถ้าแม่เธอต้องให้ลูกสาวที่แต่งออกไปแล้วมาคอยส่งเสียเลี้ยงดู แล้วจะมีพวกเธอสองผัวเมียเอาไว้ทำซากอะไร หรือว่าพวกเธอหวังจะฮุบสมบัติของแม่ไว้ฝ่ายเดียวล่ะ”
สองผัวเมียตระกูลหลี่คู่นี้ช่างทำตัวน่ารังเกียจและสร้างความอับอายจนถึงขีดสุดจริงๆ
เรื่องราวเน่าเฟะพรรค์นี้ แทบจะไม่ต้องลำบากให้ฟางหยวนกับแม่ลู่ต้องออกแรงขยับปากด่าเลยแม้แต่น้อย แค่โดนชาวบ้านจากหมู่บ้านเดียวกันรุมสับ สองสามีภรรยาคู่นี้ก็ถึงกับอ้าปากเถียงไม่ออกแล้ว
พี่สะใภ้หลี่ตระหนักได้ในทันทีว่า วันนี้คงไม่สามารถกอบโกยผลประโยชน์ใดๆ กลับไปได้อีกแล้ว ทว่าสถานการณ์ตอนนี้มันไม่ได้ง่ายดายขนาดที่นึกอยากจะถอยก็ถอยกลับไปได้ดื้อๆ ขามาน่ะมาง่าย แต่ขากลับนี่สิยากนัก เพราะตอนนี้พวกเธอถูกฝูงชนล้อมกรอบปิดทางหนีทีไล่เอาไว้หมดแล้ว
ฟางหยวนเห็นว่าทางฝั่งนั้นเริ่มสิ้นฤทธิ์และเงียบเสียงลงไปแล้ว เธอจึงจงใจเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
“พวกเราพูดกันปากเปียกปากแฉะไป คนพวกนี้เขาก็ไม่ยอมรับหรอก เอาแบบนี้ดีกว่า พวกเราไปหาที่ที่พูดด้วยเหตุผลกันได้ดีไหม”
น้ำเสียงของฟางหยวนหนักแน่นและแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการจะไปแจ้งตำรวจจริงๆ
“ครอบครัวแบบพวกเธอน่ะ ถ้าตอนนั้นหลี่เหมิงไม่ได้เป็นฝ่ายหน้าด้านหน้าทนมาตามตื๊อ พ่อแม่สามีฉันไม่มีทางชายตามองหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องยอมสูบเนื้อตัวเองจ่ายเงินชดเชยไปตั้งเยอะแยะเพื่อขอถอนหมั้นหรอก การจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกันเนี่ย มันต้องสืบสันดานครอบครัวอีกฝ่ายให้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ”
และนี่แหละคือจุดประสงค์หลักของฟางหยวน เรื่องราวในวันนี้บานปลายใหญ่โตจนชาวบ้านจากหลายละแวกพากันมารวมตัวดูงิ้วโรงใหญ่ ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธออย่างพร้อมเพรียง ขืนได้คนบ้านนี้มาเป็นดองด้วย มีใครบ้างจะไม่ขยาดจนหัวหด
พี่สะใภ้หลี่เพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่า นอกจากจะรีดไถเงินไม่สำเร็จแล้ว เธอยังลากเอาชื่อเสียงและหน้าตาของครอบครัวมาปู้ยี้ปู้ยำจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ต่อไปในวันข้างหน้า ไม่ว่าจะไปสู่ขอสะใภ้ให้ลูกชาย หรือจะให้ลูกสาวแต่งออกไปบ้านไหน คงต้องโดนเรื่องอื้อฉาวในวันนี้ตามหลอกหลอนไปตลอดกาลแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น พี่สะใภ้หลี่ก็ถึงกับปล่อยโฮออกมา คราวนี้เป็นการร้องไห้ที่ออกมาจากความรู้สึกเสียใจจริงๆ
“คนตระกูลลู่รังแกกันเกินไปแล้ว ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย พวกเธอทำลายชื่อเสียงครอบครัวฉันจนป่นปี้หมดแล้ว พวกเด็กๆ มันไปทำอะไรผิดนักหนาถึงต้องมารับกรรมไปด้วย”
ท่าทีของฟางหยวนเปลี่ยนเป็นจริงจังและเด็ดขาดมากยิ่งขึ้น
“ถ้าฉันเป็นคนหัวอ่อนยอมคนง่ายๆ ป่านนี้ไม่โดนครอบครัวพวกเธอสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวไปแล้วเหรอ ลองคิดดูสิ ถ้าคนที่พวกเธอไปหาเรื่องเป็นคนซื่อๆ ที่รังแกได้ง่าย พวกเธอคงปอกลอกเขาจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกไปแล้วล่ะมั้ง พอมาเจอคนหน้าไม่อายแบบพวกเธอ ฉันล่ะสงสารพวกคนซื่อๆ ที่ต้องตกเป็นเหยื่อจริงๆ”
ในหมู่บ้านแห่งนี้มีชาวบ้านที่ซื่อสัตย์และรักสงบอยู่ไม่น้อย พอได้ยินคำพูดของฟางหยวนก็พากันอินและรู้สึกคล้อยตามไปตามๆ กัน
ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าพวกเขาต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ แล้วไม่ได้มีความเด็ดขาดแข็งกร้าวแบบฟางหยวน ป่านนี้คงโดนคนตระกูลหลี่ข่มเหงรังแกจนแทบไม่มีที่ยืนไปแล้ว
บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะนึกย้อนไปถึงอดีตที่ตัวเองเคยเป็นคนซื่อจนถูกฝั่งบ้านดองเอาเปรียบและข่มเหงสารพัด จนสองสามีภรรยาชราต้องตกระกำลำบากไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน
พอได้เห็นพฤติกรรมของครอบครัวหลี่เหมิงในวันนี้ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่มีต่อคนตระกูลนี้ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความโกรธแค้นเกลียดชังคนที่ชอบรังแกคนซื่อเท่านั้น
“เด็กๆ ยังเล็กอยู่เลยนะ ทำไมเธอถึงใจจืดใจดำขนาดนี้ คนเราทำอะไรก็ควรจะเหลือทางถอยให้กันบ้างสิ”
“อ้าว แล้วทีพวกเธอรีดไถเงินกลับไปได้เป็นกอบเป็นกำ ลูกหลานที่บ้านไม่ได้รับผลประโยชน์ไปด้วยหรือไง ฉันว่าพวกเขาก็สมควรโดนแล้วล่ะ ไม่เห็นจะน่าสงสารตรงไหนเลย”
ถ้าเด็กพวกนั้นเป็นคนดีมีจิตสำนึกจริงๆ ทำไมถึงไม่ยอมมาห้ามปรามและลากตัวญาติผู้ใหญ่ที่ไร้เหตุผลกลับบ้านไปเสียล่ะ ที่ยอมหูหนวกตาบอดอยู่แบบนี้ ก็เพราะแอบหวังจะรอรับผลประโยชน์ทางอ้อมอยู่ล่ะสิ
พฤติกรรมชุบมือเปิบแบบนี้แหละที่น่ารังเกียจและเลวร้ายยิ่งกว่าคนตระกูลหลี่ที่กล้าออกมาอาละวาดโวยวายเสียอีก ฟางหยวนพูดจบก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย
[จบบท]