บทที่ 924 : ลู่ต้าเป่า
"อย่างน้อยพวกพ่อกับแม่ก็ควรมีเหตุผลหน่อยสิครับ ให้ผมตั้งใจเรียนเถอะ เรื่องงานที่บริษัทก็อย่าเพิ่งให้ผมเข้าไปยุ่งเลย"
ลู่หม่านอี้โอดครวญด้วยความเหนื่อยล้า
"ลูกคิดว่าแม่ชอบนักหรือไงที่เห็นลูกวันๆ เอาแต่เรียนจนทำอย่างอื่นไม่เป็น ทนไปก่อนเถอะน่า อีกแค่ปีครึ่งก็จบแล้ว"
ฟางหยวนสวนกลับทันควัน
"พูดง่ายจังเลยนะครับ"
ชายหนุ่มแทบอยากจะร้องไห้ มัธยมปลายเพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งทาง แต่ชีวิตที่ต้องทนรับกรรมบริหารงานสลับกับอ่านหนังสือแบบนี้ยังเหลืออีกตั้งปีครึ่ง
"พ่อเขาก็คอยประกบช่วยสอนอยู่นี่ไง ลูกยังจะไม่พอใจอะไรอีก ลองไปถามบ้านอื่นดูสิ มีใครเขามีโอกาสได้เรียนรู้พร้อมกับมีคนคอยสนับสนุนดีๆ แบบนี้บ้าง"
ลู่หม่านอี้หมดคำจะพูด มีเด็กบ้านไหนที่ต้องมานั่งปวดหัวดูแลบริษัทของครอบครัวทั้งที่ยังเรียนไม่จบกันบ้าง
แต่ถึงจะพูดออกไปแบบนั้น ลับหลังลูกชาย ฟางหยวนเองก็แอบคิดทบทวนเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน
"ให้ลูกทำแบบนี้มันจะหนักเกินไปหรือเปล่าคะ"
"ไม่หรอกครับ ดูท่าทางหม่านอี้ก็ยังรับมือไหว ให้เขาได้ลองลงมือทำเพื่อฝึกความคุ้นเคยเอาไว้ก่อน แค่ทนเหนื่อยสักครึ่งปีก็พอ ผมไม่ปล่อยให้เขาต้องรับภาระหนักแบบนี้ตลอดไปหรอก อีกอย่างผมกลัวว่าถ้าเขาคิดว่าการเรียนมันง่ายเกินไป ถึงเวลาสำคัญแล้วจะมัวแต่ไปสนใจเรื่องไร้สาระอื่นแทน"
ลู่ชวนอธิบายเหตุผลให้ภรรยาฟังอย่างใจเย็น
"ถ้าเป็นเรื่องลูก ฉันเชื่อใจคุณค่ะ ให้เขาทำงานง่วนอยู่กับบริษัทดีกว่าปล่อยให้ไปเที่ยวเตร่ข้างนอกจนเสียคน"
ตัดกลับมาที่เรื่องของลู่เหล่าต้ากับอดีตภรรยา ปัญหานี้ก็ยังคงค้างคาใจใครหลายคนในตระกูลลู่
สำหรับฟางหยวนแล้ว เธอไม่เคยสนใจความเป็นอยู่ของลู่เหล่าต้าเลยสักนิด ยิ่งตอนนี้เขาหย่าขาดกับหลี่เหมิงไปแล้ว ชีวิตของสองคนนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่เกี่ยวกับครอบครัวเธอ
แต่พ่อลู่กับแม่ลู่กลับไม่ได้คิดปล่อยวางแบบนั้น คนแก่ทั้งสองกังวลว่าคนบ้านแม่ของหลี่เหมิงจะแห่กันไปรีดไถเงินจากลู่ต้าเป่าผู้เป็นหลานชาย
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าครอบครัวของหลี่เหมิงไม่ได้เห็นแก่สายเลือดหรือความผูกพันเลยแม้แต่น้อย พวกเขาสนใจแค่เรื่องเงินเท่านั้น ใครมีเงินก็พร้อมจะตามไปสูบเลือดสูบเนื้อจนกว่าจะพอใจ
หลี่เหมิงเองก็เป็นพวกหัวรั้น เธอตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่งตัวเองไปตั้งนานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าคนพวกนั้นจะไม่ใช้ข้ออ้างเรื่องความเป็นตาเป็นยายมาหาผลประโยชน์จากหลานชายแท้ๆ
ด้วยความร้อนใจ พ่อลู่กับแม่ลู่จึงรีบเดินทางไปหาลู่ต้าเป่าเพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง พร้อมกับเน้นย้ำถึงนิสัยอันร้ายกาจของคนตระกูลหลี่ให้หลานชายระวังตัวเอาไว้
ภาพจำในวัยเด็กของลู่ต้าเป่ายังคงชัดเจน ตอนที่เขากับพ่อแม่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน เขาพอจะจำได้รางๆ ว่าญาติฝั่งแม่นั้นสร้างแต่เรื่องปวดหัวให้ไม่เว้นแต่ละวัน
เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปู่กับย่า ชายหนุ่มรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมาพลอยลำบากใจไปด้วย เขาตั้งปณิธานกับตัวเองอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีทางยอมให้คนพวกนั้นเข้ามาวุ่นวายในชีวิตเด็ดขาด
"ปู่กับย่าไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะระวังตัวให้ดี ในเมื่อลูกสาวแท้ๆ เขายังไม่ยอมรับ แล้วเขาจะมาหวังพึ่งอะไรจากหลานชายอย่างผมล่ะ อีกอย่างพ่อผมก็ไม่ใช่คนยอมคนอยู่แล้ว เขาคงไม่ปล่อยให้ผมต้องไปเสียเปรียบคนพวกนั้นหรอกครับ"
"ยุ่งเกี่ยวกับพ่อของหลานมันจะไปมีอะไรดี ย่าดูออกนะว่าเมียใหม่ของเขาน่ะร้ายกาจเรื่องการคำนวณผลประโยชน์จะตายไป หลานตั้งใจใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอ ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้นหรอก ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็รีบมาหาย่า หรือไม่ก็ไปหาอาสามของหลานนะ ถ้าจวนตัวจริงๆ ก็แจ้งตำรวจไปเลย"
แม่ลู่กำชับเสียงเครียด
"ย่ากับปู่ไม่ได้กลัวอะไรหรอก แค่เป็นห่วงว่าหลานอายุยังน้อย จะไปหลงเชื่อคำพูดหวานหูของพวกนั้นเข้า"
ลู่ต้าเป่าแอบคิดในใจว่า ถึงเขาจะอายุไม่มาก แต่ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องเจอมาตั้งแต่เด็กก็สอนอะไรเขามาเยอะ คงไม่มีใครมาหลอกเขาด้วยคำพูดตื้นๆ ได้ง่ายๆ หรอก
"ย่าครับ ผมเป็นคนเห็นแก่ตัว แถมยังหน้าเงินอีกต่างหาก ขนาดพ่อแม่แท้ๆ ยังไม่เคยให้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจนผมรู้สึกไว้ใจได้เลย สำหรับผมแล้ว มีแค่เงินกับสมบัติที่กำไว้ในมือเท่านั้นแหละครับที่ทำให้ผมอุ่นใจ เอาตรงๆ นะครับ ต่อให้ย่าจะดีกับผมมากแค่ไหน หรือให้บ้านให้ของผมมากมาย แต่ถ้าย่าคิดจะมาเอาสมบัติของผมไป ผมก็พร้อมจะตัดหางปล่อยวัดเหมือนกัน"
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากหลานชายทำเอาสองตายายถึงกับนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ไม่คิดว่าจะมีใครพูดจาให้คนฟังวางใจได้ถึงเพียงนี้
คนแก่ทั้งสองพยายามปลอบใจตัวเองว่า ถ้าหลานชายรู้จักระแวดระวังตัวได้ขนาดนี้ ก็ถือเป็นเรื่องดีและน่าเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง
ตลอดทางกลับบ้าน ความรู้สึกของพ่อลู่กับแม่ลู่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจที่หลานชายรู้จักปกป้องตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกปวดร้าวที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งต้องเติบโตมาด้วยความหวาดระแวงจนไม่กล้าไว้ใจใครเลย
อย่างที่สะใภ้สามว่าไว้ นี่คือบาดแผลในใจของคนที่เคยถูกทำร้ายมาก่อน
พ่อลู่สาปส่งลู่เหล่าต้ากับหลี่เหมิงที่ทำตัวไม่สมกับเป็นพ่อแม่คน ปล่อยให้ลูกต้องเจ็บช้ำขนาดนี้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองแหละ"
"ก็เป็นความผิดของสองคนนั้นแหละที่ไม่รู้จักทำหน้าที่ ปล่อยปละละเลยจนเด็กตัวแค่นี้ต้องกลายเป็นคนหวาดระแวงโลกไปเลย แต่ก็ยังดีนะที่เขาคิดแบบนี้ ขืนอ่อนต่อโลกมีหวังโดนคนบ้านหลี่เหมิงสูบเลือดสูบเนื้อจนหมดตัวแน่"
แม่ลู่ถอนหายใจยาว
พ่อลู่หันไปมองภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากด้วยสายตาเป็นกังวล ตอนนี้หลานชายยังอายุน้อยก็พอทำความเข้าใจได้ แต่ถ้าโตขึ้นแล้วยังไม่ยอมไว้ใจใครแบบนี้ แล้วชีวิตคู่ในอนาคตจะทำยังไง จะต้องคอยหวาดระแวงภรรยาตัวเองไปตลอดชีวิตเลยหรือเปล่า
พอกลับมาถึงบ้าน แม่ลู่ก็วางเรื่องนี้ลงได้ แต่พ่อลู่กลับตรงดิ่งไปหาหงเย่ทันที
เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ ขืนเอาไปปรึกษาฟางหยวน มีหวังได้ใช้วิธีรุนแรงแก้ปัญหาแน่ๆ ลูกสะใภ้รองคนนี้ถนัดแต่การลงไม้ลงมือ ต่างกันแค่ว่าจะฟาดหนเดียวหรือฟาดจนกว่าจะสำนึก
ส่วนผลจะออกมาดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเด็กจะรับไหวแค่ไหน ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวรกรรม แต่กับหงเย่นั้นต่างออกไป เธอมีความนุ่มนวลและเข้าใจจิตใจคนมากกว่า
ในเรื่องการเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน ต้องยอมรับว่าชายชราคนนี้ตาถึงอยู่ไม่น้อย
ชายชราเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกสะใภ้สามฟังอย่างละเอียด ทั้งท่าทีของลู่ต้าเป่า คำพูดที่หลานชายเอ่ยออกมา และความอึดอัดใจของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยปากขอคำแนะนำ
"พ่อคะ ฉันเข้าใจความกังวลของพ่อนะคะ แต่ฉันว่าต้าเป่าเขาก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ เท่าที่เห็น เขาก็ยังรู้จักเข้าสังคมและมีน้ำใจกับคนอื่นอยู่บ้าง สิ่งที่เขาพูดออกมาคงเป็นความจริงครึ่งหนึ่ง แล้วก็พูดเพื่อให้พ่อกับแม่สบายใจอีกครึ่งหนึ่ง พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวฉันจะคอยช่วยดูเขาให้อีกแรง"
"พ่อแม่มันไม่เอาถ่าน มีลูกก็ไม่รู้จักเลี้ยงดูให้ดี ลำบากพวกเธอต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างให้ตลอด"
"พ่ออย่าคิดแบบนั้นสิคะ ฉันถือซะว่าได้หลานชายตัวโตมาคอยดูแลเพิ่มอีกคน เด็กคนนี้รู้ความจะตายไป พ่อแม่แบบนั้นคงไม่เคยสอนเรื่องมารยาททางสังคมให้เขาหรอก แต่ถึงช่วงเทศกาลทีไร ต้าเป่าก็ยังแวะมาเยี่ยมฉันกับอาสามตลอด แถมยังช่วยดูแลหม่านเยว่อย่างดีในฐานะพี่ชายด้วย เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้เขามีอะไรอยู่ในใจ"
หงเย่ปลอบโยนอย่างอ่อนโยน
พ่อลู่หน้าแดงก่ำด้วยความละอายใจ ยิ่งลูกสะใภ้พูดถึงลู่เหล่าต้ากับหลี่เหมิงที่แม้แต่มารยาทการไปมาหาสู่ยังไม่รู้จัก คนเป็นพ่ออย่างเขาก็ยิ่งอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน
"ก็จริงอย่างที่เธอพูดนั่นแหละ พอได้ฟังแบบนี้พ่อก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย"
"ปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยเยียวยาเถอะค่ะ สักวันหนึ่งถ้าเขาได้เจอคนที่รักและหวังดีกับเขาจากใจจริง บาดแผลในใจพวกนั้นก็จะค่อยๆ หายไปเอง"
รอยย่นบนใบหน้าของชายชราขมวดเข้าหากันด้วยความเหนื่อยล้า
"แล้วจะไปหาคนดีๆ แบบนั้นได้จากที่ไหนล่ะ ตอนที่พ่อกับแม่แล้วก็ฟางหยวนกลับไปที่หมู่บ้าน เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับต้าเป่าก็หมั้นหมายกันไปหมดแล้ว ถ้าเขายังเรียนหนังสืออยู่ก็คงไม่น่าห่วง แต่นี่เขาไม่ได้เรียนแล้ว พ่อก็เลยอยากจะลองมองหาคู่ครองดีๆ ให้เขาสักคน"
ชายชราหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะบ่นต่อ
"ถึงเขาจะมาอยู่ทำมาหากินในเมือง แต่รากเหง้าก็ยังเป็นคนบ้านนอก งานการเป็นหลักเป็นแหล่งก็ยังไม่มี ผู้หญิงในเมืองมณฑลที่ไหนเขาจะมาสนใจ ส่วนผู้หญิงในหมู่บ้านก็ไม่รู้ว่าเขาจะถูกใจหรือเปล่า คิดแล้วมันก็น่าปวดหัวจริงๆ"
พอมาคิดดูให้ถี่ถ้วนแล้ว เรื่องของลู่ต้าเป่านั้นช่างมีแต่เรื่องให้ต้องหนักใจไปเสียทุกด้าน จนพ่อลู่เองก็อดกระวนกระวายใจไม่ได้
"พ่อคะ ฉันว่าเรื่องนี้เรายังไม่ต้องรีบร้อนหรอกค่ะ ต้าเป่ายังเด็กอยู่เลย จะไปรู้เรื่องความรักความผูกพันอะไร พ่อเองก็รู้ดีว่าการแต่งงานมันสำคัญกับชีวิตคนเรามากแค่ไหน ถ้าเกิดเขาต้องมาโชคร้ายเจอคนไม่ดีเหมือนพ่อกับแม่ของเขา ชีวิตทั้งชีวิตของเด็กคนนี้คงจบสิ้นแน่ๆ"
พ่อลู่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เรื่องแบบนี้จะให้ซ้ำรอยลู่เหล่าต้าไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตคู่ครั้งเดียวสามารถทำลายทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งได้จริงๆ
[จบบท]