บทที่ 95: ความสามารถล้นฟ้า
ใบหน้าของแม่ลู่ถมึงทึงมืดครึ้มลงทันตา เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังอาศัยเรื่องที่ตัวเองตั้งท้องมาเป็นข้ออ้างเพื่อยุแยงตะแคงรั่วให้ความสัมพันธ์แม่ผัวลูกสะใภ้ต้องร้าวฉาน
แม่ลู่รู้สึกเป็นห่วงหลี่เหมิงขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว คนคนนี้ช่างกล้าพูดออกมาได้ทุกเรื่องโดยไม่ไตร่ตรอง การพูดจาเหน็บแนมถากถางใส่ฟางหยวนเพียงประโยคสองประโยคนั้นยังถือว่าเบาไปเสียด้วยซ้ำ หล่อนไม่กลัวเลยหรือว่าถ้าฟางหยวนเกิดโมโหขึ้นมาจริงๆ จะจัดการหล่อนจนอยู่ไม่สู้ตาย
ฟางหยวนแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะสวนกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า
“แม่ไม่ได้มีความสามารถไปเสกเด็กเข้าท้องเธอสักหน่อย ใครเป็นคนทำเธอท้องก็ไปเรียกร้องเอาดกับคนนั้นสิ เลิกวางท่าใหญ่โตแถวนี้ได้แล้ว ตระกูลลู่มีลูกชายตั้งสามคน เรื่องมีลูกไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์อะไรเลย”
แม่ลู่ไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม ซ้ำยังเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาเสียด้วยซ้ำ ทางด้านลู่เฟิงทำหน้าทะมึนด้วยความไม่พอใจแล้วเดินหนีออกไปทันที คนเราก็ต้องอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น แต่เดิมแม่ของเขาไม่ได้ปฏิบัติกับเขาแบบนี้สักหน่อย นี่คงเป็นเพราะเจ้าสองผัวเมียหาเงินได้แล้วใช่ไหม ท่าทีของแม่ถึงได้เปลี่ยนไป
หลี่เหมิงเองก็คาดไม่ถึงว่าฟางหยวนจะพูดจาโผงผางออกมาแบบนี้ เล่นเอาเธอไปต่อไม่ถูกจนพูดไม่ออก ได้แต่เดินตามหลังพี่ใหญ่ลู่ออกไปอย่างเงียบๆ
แม่ลู่มองตามหลังไปพลางเปรยขึ้นมา
“การตั้งท้องมันก็เป็นเรื่องมงคลดีอยู่หรอก แต่ก็ไม่รู้ว่าแม่นั่นจะเล่นใหญ่ไปทำไมกัน ฟางหยวนเอ๊ย แม่คงต้องกลับไปดูทางโน้นหน่อย เอาไว้เธอท้องเมื่อไหร่ แม่รับรองว่าจะมาช่วยดูแลประคบประหงมอย่างดีเลย”
ทางด้านฟางหยวนพยักหน้ารับอย่างเปิดเผยและมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ฉันจะรีบมีให้เร็วที่สุดค่ะ”
ลู่ชวนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู คำพูดคำจาของภรรยาช่างตรงไปตรงมาจนไร้ซึ่งความเขินอายเสียจริง
หรือว่าเป็นเพราะฟางหยวนเห็นว่าเขากำลังจะไปเรียนต่อ เลยเกิดความไม่มั่นใจในตัวเขา จึงอยากจะมีลูกสักคนเพื่อผูกมัดเขาเอาไว้?
ลู่ชวนเริ่มคิดคำพูดเตรียมไว้ปลอบใจฟางหยวน เขาอยากบอกเธอว่าต่อให้มีลูกหรือไม่มี เขาก็ไม่ใช่คนที่จะมีจิตใจโลเลหรือเจ้าชู้หลายใจแต่อย่างใด
หลังจากที่แม่ลู่เดินกลับไปแล้ว ฟางหยวนก็ยกมือขึ้นลูบท้องของตัวเองเบาๆ พร้อมกับบ่นพึมพำ
“ปล่อยให้เธอวางก้ามไปเถอะ ทำอย่างกับว่าคนอื่นเขาจะท้องไม่เป็นอย่างนั้นแหละ”
ลู่ชวนเห็นภรรยาดูจริงจังจึงรีบเข้าไปพูดปลอบโยน
“เอ่อ... คือที่จริงแล้วเรื่องนี้มันก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอกนะ หลักๆ คือขอแค่เราสองคนเข้าใจกันและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จะมีลูกหรือไม่มีลูกมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดหรอก”
ฟางหยวนเลิกคิ้วขึ้นมองหน้าลู่ชวนแล้วถามกลับเสียงเขียว
“ใครบอกคุณ?”
ตอนนี้เธอกำลังรีบมากต่างหาก จะยอมให้คนที่ทำตัวไม่ดีแบบนั้นมาข่มกันได้ยังไง
เอาเถอะ ลู่ชวนไม่กล้ามีความเห็นขัดแย้งอะไรอีกแล้ว ถ้าฟางหยวนยืนกรานว่าต้องมีลูกให้ได้ เขาก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
เพียงแต่เขาคาดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วฟางหยวนจะมีความปรารถนาในเรื่องลูกมากขนาดนี้ ถ้ารู้ก่อนหน้านี้เขาก็คงเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้ว ใบหน้าของลู่ชวนแดงก่ำจนแทบจะทอดไข่สุกได้อยู่แล้ว
กระทั่งหลังจากทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย ลู่ชวนที่ยังคงมีความขัดเขินก็เริ่มจินตนาการถึงช่วงเวลาอันแสนหวานที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทว่าเสียงของฟางหยวนก็ดังขึ้นมาจากในห้องนอนเพื่อเรียกเขา
“คุณจะมัวโอ้เอ้วิหารรายอะไรอยู่ ด้วยนิสัยเฉื่อยแฉะของคุณแบบนี้ไง มิน่าล่ะถึงได้มีลูกช้ากว่าชาวบ้านเขา”
ลู่ชวนหน้ามืดครึ้มลงทันที คำพูดแบบนี้มันใช่เรื่องที่จะเอามาพูดล้อเล่นกันได้ที่ไหน เขาจึงรวบรวมความกล้าตอบโต้กลับไปบ้างอย่างหาได้ยาก
“ถ้าคุณบอกความต้องการนี้ให้เร็วกว่านี้ ไม่แน่ว่าป่านนี้คุณอาจจะท้องไปแล้วก็ได้”
เรื่องแบบนี้มันทำคนเดียวได้ที่ไหนกันล่ะ
ฟางหยวนเร่งเร้า “แล้วจะมัวรออะไรอยู่อีก รีบมานอนให้เรียบร้อยเร็วเข้า”
ลู่ชวนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฟางหยวนถึงสามารถพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้ เธอไม่รู้จักความเขินอายเลยหรืออย่างไร แต่สุดท้ายเขาก็กัดฟันข่มความอายแล้วทำตามคำสั่งของฟางหยวน
เขาเพิ่งจะขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ ฟางหยวนก็ออกคำสั่งกำกับทันที
“นอนดีๆ นอนให้หลับ”
ลู่ชวนชะงักไปเล็กน้อยด้วยความงุนงง “นอนให้หลับ?”
ฟางหยวนย้ำเสียงหนักแน่น “ใช่ หลับตาลง แล้วก็นอนให้หลับ ที่ฉันไม่ท้องสักทีก็เพราะคุณนั่นแหละ”
สิ้นเสียงคำสั่ง เพียงไม่นานหลังจากนั้น เสียงกรนเบาๆ ของฟางหยวนก็ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เธอช่างนอนหลับได้อย่างจริงจังและรวดเร็วสมคำคุยจริงๆ
ลู่ชวนรู้สึกเหมือนมีเมฆดำก้อนใหญ่ลอยผ่านหน้าผากไปเป็นริ้วๆ เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา แล้วทุบฟูกที่นอนพลางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งจนหยุดไม่ได้
เสียงหัวเราะของเขาดังจนปลุกให้ฟางหยวนตื่นขึ้นมา เธอจ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึงเหมือนพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ
“คุณไม่อยากให้ฉันมีลูกใช่ไหม?”
คำถามนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากลู่ชวนได้อีกระลอกใหญ่ ถ้าขืนใช้วิธี 'นอนหลับอย่างจริงจัง' ตามแบบฉบับของฟางหยวนต่อไป ชาตินี้ทั้งชาติพวกเขาก็คงไม่มีวาสนาได้มีลูกด้วยกันแน่ๆ
ฟางหยวนทำท่าเหมือนจะลุกขึ้นมาลงไม้ลงมือกับเขาแล้ว
ลู่ชวนรีบยกมือห้าม “อย่าเพิ่งใจร้อน ผมไม่หัวเราะแล้ว ผมแค่สงสัยว่าใครเป็นคนถ่ายทอดวิชาลับนี้ให้กับคุณ ว่าการมีลูกต้องทำแบบนี้”
ฟางหยวนกลอกตามองบนใส่เขา
“ต้องให้ใครมาสอนด้วยหรือไง แค่นอนหลับด้วยกันดีๆ เดี๋ยวก็มีลูกเองแหละ ไม่ต้องรีบร้อน แล้วคุณก็ไม่ต้องรู้สึกมีปมด้อยไปหรอกนะ”
ลู่ชวนพยายามกลั้นขำจนหน้าแดง “อืม ไม่รู้สึกมีปมด้อยหรอก ผมแค่สงสัยจริงๆ”
ฟางหยวนจึงอธิบายอย่างฉะฉาน
“ตอนที่พี่ใหญ่ของฉันแต่งงาน พวกพี่ๆ ไม่ยอมให้ฉันเข้าไปในห้องหอ บอกแต่ว่าให้ฉันรออุ้มหลานชายตัวใหญ่ๆ ก็พอ”
ลู่ชวนพยักหน้าเข้าใจ ผู้หลักผู้ใหญ่ส่วนมากก็มักจะพูดกับเด็กแบบนั้นแหละ เขาจึงรอฟังต่อ
ฟางหยวนเล่าต่อ “ฉันก็เลยถามไปว่าจะท้องได้ยังไง พวกเขาบอกว่าแค่ตั้งใจนอนด้วยกันก็พอ”
ลู่ชวนต้องเกร็งหน้าสุดชีวิตเพื่อไม่ให้หลุดขำออกมา “แล้วคุณก็เชื่อ?”
ฟางหยวนตอบทันควัน “ไม่เชื่อหรอก ฉันเลยไปถามพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ก็พยักหน้ายืนยัน หลังจากนั้นฉันก็ได้หลานชายจริงๆ”
ที่แท้ก็ผ่านการตรวจสอบยืนยันข้อมูลมาแล้วนี่เอง ลู่ชวนคิดในใจว่า การที่ฟางหยวนไม่ค่อยสุงสิงกับพี่สะใภ้ใหญ่นับเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ขืนไปคลุกคลีตีโมงด้วย มีหวังคงโดนชักจูงลงเหวไปทางไหนก็ไม่รู้
นี่นับเป็นข้อเสียเปรียบของการที่ฟางหยวนมีพี่ชายถึงห้าคนคอยปกป้องดูแล ทุกวันมีพี่ชายที่แสนจะดุดันและแข็งแกร่งคอยประกบอยู่ ทำให้ไม่มีคำพูดหยาบโลนหรือเรื่องสกปรกโสมมใดๆ เล็ดลอดมาเข้าหูฟางหยวนได้เลย ส่งผลให้ความรู้ในเรื่องเพศศึกษาของเธอขาดแคลนเข้าขั้นวิกฤต
ลู่ชวนลองหยั่งเชิงถาม “ผมดูเหมือนว่าคุณจะเป็นคนไม่ค่อยเชื่อใครง่ายๆ นะ?”
ฟางหยวนตอบกลับ “แม่บอกว่านิสัยอย่างฉันมันเป็นคนตรงเกินไป มักจะโดนคนอื่นหลอกเอาได้ง่ายๆ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรต้องรู้จักชั่งใจไตร่ตรองให้ดีก่อน โดยให้ดูว่าคนคนนั้นเป็นคนที่ฉันข่มขู่ได้หรือเปล่า”
ลู่ชวนคิดในใจว่า มิน่าล่ะ ถึงว่าทำไม ที่แท้แม่ยายก็ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไว้ให้ตั้งแต่เด็กนี่เอง แถมมาตรฐานที่แม่ยายกำหนดไว้ให้ลูกสาวก็ช่างเหนือชั้นเสียเหลือเกิน
คำพูดของคนที่เธอข่มขู่ได้ ให้เชื่อถือได้ ส่วนคำพูดของคนที่เธอข่มขู่ไม่ได้ ไม่ต้องไปเชื่อ
ไม่ต้องใช้สมองวิเคราะห์อะไรให้ซับซ้อน แค่ใช้มาตรฐานเส้นนี้เส้นเดียววัด ก็รับประกันได้ว่าฟางหยวนจะไม่มีทางเสียเปรียบใคร แถมยังเป็นวิธีที่เหมาะสมกับนิสัยของฟางหยวนที่สุด
ปัจจัยหลักก็คือตระกูลฟางนั้นมีรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง พี่ชายของเธอแต่ละคนก็ดุดันของจริง ในละแวกสามหมู่บ้านห้าตำบลนี้คงไม่มีใครกล้ามาหลอกลวงฟางหยวนสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก
คาดว่าในเวลาปกติ ถ้าเป็นคนที่ครอบครัวขู่ไม่ได้ แม่ยายก็คงจะคอยอบรมสั่งสอนฟางหยวนให้รู้เท่าทันด้วยตัวเองอยู่แล้ว
จากนั้นฟางหยวนก็ตัดบท “เอาล่ะ รีบนอนเถอะ ฉันทนดูยัยคนไม่รักดีคนนั้นมาทำท่าทางโอ้อวดต่อหน้าไม่ได้หรอกนะ ทำอย่างกับคนอื่นเขาจะไม่มีปัญญาต้งท้องอย่างนั้นแหละ”
พูดจบเธอก็ล้มตัวลงนอนหลับไปจริงๆ ทิ้งให้ลู่ชวนที่อยากจะช่วยกอบกู้หน้าตาให้ฟางหยวนได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่รู้จะเริ่มลงมือจากตรงไหนดี
ค่ำคืนนี้ กับหัวข้อสนทนานี้ และการพัฒนาความสัมพันธ์แบบนี้ ลู่ชวนที่ตอนแรกหัวเราะชอบใจ สุดท้ายก็กลายเป็นหัวเราะทั้งน้ำตาด้วยความขมขื่น
ฟางหยวนภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูงดงามจับตา คุ้มค่าที่เขาจะทุ่มเทประคับประคองชีวิตแต่งงานนี้อย่างระมัดระวัง
ฟางหยวนไม่ได้โง่ เธอแค่เป็นคนหัวรั้นและตรงไปตรงมา เนื้อแท้ของเธอเป็นคนจิตใจดีมาก แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่รู้จักมองถึงจะเห็นความดีงามนี้
และบังเอิญว่าเขาก็เป็นคนที่มองเห็นความงดงามนั้นพอดี
ตัวเขาเองต้องไปเรียนต่อ อะไรหลายๆ อย่างก็ยังไม่ลงตัว หากฟางหยวนตั้งท้องขึ้นมาตอนนี้ เธอก็ต้องเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว เมื่อนึกถึงนิสัยดื้อรั้นของเธอ ลู่ชวนก็เริ่มรู้สึกตัดใจไม่ลง หรือว่าเรื่องลูกควรจะรอไปอีกสักปีสองปีค่อยว่ากัน
ความคิดเป็นแบบนั้น แต่การกระทำกลับสวนทาง ลู่ชวนเองก็ไม่แน่ใจว่าจะหักห้ามใจตัวเองได้หรือไม่
เพราะกลางดึกคืนนั้น เขาได้ดึงผ้าห่มไปคลุมให้ฟางหยวน แล้วแอบกุมมือของเธอเอาไว้จนผล็อยหลับไป
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟางหยวนตื่นมาเห็นมือของตัวเองถูกลู่ชวนกุมเอาไว้ สีหน้าของเธอเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เธอถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“คุณคิดจะทำอะไร?”
ลู่ชวนตอบกลับตาใสโดยไม่กระพริบตา เขายกข้ออ้างขึ้นมาหลอกเธอหน้าตาเฉย
“ผมก็แค่คิดว่า ถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นอีกนิด มันน่าจะช่วยให้คุณสมหวังได้ง่ายขึ้นไง”
ฟางหยวนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย พลางยกมือขึ้นลูบท้องตัวเอง
“ไม่รู้ว่าจะติดหรือยังนะ”
ลู่ชวนไม่กล้าอยู่ในห้องต่อนานกว่านี้ เรื่องราวความหรรษาในห้องหอนี้มันช่างอธิบายยากจริงๆ เป็นความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายให้คนนอกรับรู้ได้ ถ้าขืนท้องขึ้นมาได้จริงๆ ก็คงต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์แล้ว
แม่ลู่เดินมาถึงบ้านแต่เช้าตรู่ พร้อมกับยกอาหารเช้าที่ทำเสร็จแล้วมาให้ด้วย
นางร้องเรียกให้ฟางหยวนไปล้างมือทานข้าว ฟางหยวนยังคงพูดจาขวานผ่าซากเหมือนเดิม
“แม่คะ ฉันไม่ไปคอยปรนนิบัติหลานชายคนโตของแม่หรอกนะ” เธอไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง ก็แค่พูดบอกความตั้งใจออกไปตรงๆ
แม่ลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ฟางหยวนพูดถูกแล้ว เด็กคนนั้นแม่ไม่ได้เป็นคนทำให้เกิดมา ใครทำให้เกิดก็ให้คนนั้นไปปรนนิบัติพัดวีเอาเองเถอะ”
ฟางหยวนถึงกับทำหน้าไม่ถูก เมื่อวานแม่สามียังไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา
“พูดจริงเหรอคะ? นั่นหลานชายแท้ๆ ของแม่เลยนะ”
แม่ลู่ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “แม่เป็นแค่ย่า จะไปสนิทชิดเชื้อเท่าคนเป็นแม่ได้ยังไง”
เพียงแค่คืนเดียว มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมท่าทีของแม่ลู่ถึงได้พลิกหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนี้?
[จบบท]